LNCrawler

บทที่ 161 อยากปิดหูเสียเหลือเกิน

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 161 อยากปิดหูเสียเหลือเกิน

        “ติ๊ง! ระบบรุ่งเรืองในวิถีราชการถูกเพิกถอนเรียบร้อยแล้ว โปรดตรวจสอบค่ะโฮสต์”

       เมื่อได้ยินเสียงรายงานจากระบบ ชีชีก็หันหลังเดินจากไปทันที แม้แต่คำเดียวเธอก็ยังนึกรำคาญที่จะเอ่ย

       หม่าหลงยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาตั้งท่าจะวิ่งตามอีกฝ่ายไป แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดหน้ามืดตาลายจนเกือบจะล้มลง พอตั้งสติได้ชีชีก็หายลับไปจากสายตาเสียแล้ว

       เขามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของฐานทัพ แต่กลับไม่มีสิทธิ์เข้าออกได้ตามอำเภอใจ

       อันที่จริง หม่าหลงไม่รู้เลยสักนิดว่าชีชีกำลังง่วนทำอะไรอยู่ข้างในนั้น

       เขาทำได้เพียงทอดถอนใจพลางมองบานประตูที่ปิดสนิทอย่างเดียวดาย

       หม่าหลงไม่รู้เลยว่าต้องพยายามมากเพียงใดถึงจะเดินเข้าไปในหัวใจของชีชีได้

       ยามนี้ชายหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่าเราสองคนจะกลับมาครองรักกันหวานชื่นเหมือนในชาติปางก่อน ขอเพียงชีชียอมพูดดีๆ กับเขาสักประโยค เขาก็คงดีใจไปหลายวันแล้ว

       ทว่าแม้แต่ความปรารถนาอันน้อยนิดเพียงเท่านี้ ก็ยังไม่อาจทำให้เป็นจริงได้

       ชีชีกลับมาที่ห้องทดลอง หลู่หยางยังคงก้มหน้าก้มตาผลิตโครงหลังคาโรงเรือนอย่างขยันขันแข็ง ประสิทธิภาพของเขานั้นรวดเร็วยิ่งกว่าสายพานการผลิตเสียอีก ทั้งยังแม่นยำและไม่มีการสูญเสียวัสดุแม้แต่น้อย เขาสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าถึงขีดสุด

       “ถ้าหาคนแบบคุณมาเพิ่มได้อีกสักสองสามคนก็คงดีนะคะ”

       หลู่หยางยิ้มอย่างซื่อๆ “สหายชีครับ ในโลกนี้มีคนแบบผมอยู่อีกเยอะไหมครับ?”

       “น่าจะมีไม่น้อยค่ะ แต่พวกเขาคงไม่อยากเปิดเผยความพิเศษของตัวเองออกมา เพราะฉะนั้นการจะตามหาพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

       “เรื่องแบบนี้คงต้องพึ่งวาสนาด้วยละมั้งครับ”

       “หึหึ คุณนี่มองโลกในแง่ดีเหมือนพวกสายธรรมะเลยนะคะ”

       “สายธรรมะคืออะไรเหรอครับ?”

       “ก็คือพวกที่รู้จักปล่อยวาง ไม่คิดมากไงคะ”

       “แหะๆ แม่ผมก็ชอบด่าว่าผมพวกหัวสมองว่างเปล่าครับ”

       “ดีแล้วค่ะ ใช้ชีวิตแบบนั้นจะได้ไม่เหนื่อย”

       แม้หลู่หยางจะทุ่มเทแรงกายอย่างมาก แต่ความคืบหน้าก็ยังถือว่าช้าเกินไป

       “ระบบ เธอมีวิธีตามหาผู้มีพลังพิเศษคนอื่นๆ เพิ่มเติมไหม?”

       “โฮสต์คะ ในที่สุดคุณก็มีความคิดริเริ่มเองเสียทีนะ”

       “หึหึ นี่คิดจะตำหนิว่าฉันไม่ตั้งใจทำงานงั้นสิ”

       “ฉันสามารถมอบแผนที่ให้โฮสต์ได้หนึ่งใบค่ะ”

       “แผนที่? แผนที่อะไร?”

       “แผนที่ระบุพิกัดของผู้มีพลังพิเศษทั่วทั้งเมืองจิงค่ะ”

       “มีของดีแบบนี้ ทำไมไม่เอาออกมาให้เร็วกว่านี้ล่ะ?”

       “ระดับปัจจุบันของฉันยังไม่เพียงพอค่ะ โฮสต์จำเป็นต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนเพื่อแลกเปลี่ยน”

       “เอาอะไรมาแลก?”

       “ขนาดพื้นที่ของมิติน้ำพุวิญญาณค่ะ”

       “หึหึ ทางที่ยาวไกลที่สุดที่ฉันเคยเดินมาก็คือ 'กลอุบาย' ของเธอนี่แหละ อุตส่าห์ลำบากลำบนขยายพื้นที่มิติแทบตาย สุดท้ายนึกยังไงถึงอยากจะเอาคืนไปล่ะเนี่ย?”

       “แต่หลังจากที่ฉันเลื่อนระดับแล้ว โฮสต์จะได้รับรางวัลที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิมมากนะคะ”

       “อย่างเช่นอะไรบ้าง?”

       “เช่น ความชำนาญด้านอาวุธ ความทรงจำถอดแบบ (อ่านรอบเดียวไม่ลืม) และการคัดลอกพลังพิเศษ เป็นต้นค่ะ”

       ต้องยอมรับว่า 'ขนมเปี๊ยะทิพย์' (คำขายฝัน) ที่ระบบวาดไว้ให้ชิ้นนี้ ทำให้ชีชีใจสั่นไหวด้วยความปรารถนาอย่างรุนแรง

       “ฉันต้องใช้พื้นที่เท่าไรเพื่อแลกกับแผนที่นั่นล่ะ?”

       “มิติน้ำพุวิญญาณจะเหลือไว้เพียงส่วนที่เป็นเรือนสี่ประสานเท่านั้น จะยกเลิกฟังก์ชันการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อใช้หมดแล้วจะไม่เกิดใหม่ และในยามที่โฮสต์ไม่ได้อยู่ในมิติ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะถูกดีดตัวออกมาทันทีค่ะ”

       “แต่ฉันยังมีพืชผลที่ยังไม่โตเต็มที่ตั้งเยอะแยะเลยนะ”

       “ฉันจะคำนวณและชดเชยให้ตามจำนวนผลผลิตที่ควรจะได้รับค่ะ”

       ชีชีนิ่งเงียบไป

       การสูญเสียฟังก์ชันปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์นั้นชีชีพอจะรับได้ เพราะเธอก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากพอจะไปลงแรงทำเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว

       การที่สิ่งของไม่เกิดใหม่ หมายความว่าวันหนึ่งทรัพยากรอาจจะร่อยหรอจนหมดสิ้น

       แต่เมื่อพิจารณาจากเสบียงที่กักตุนไว้ในยามนี้ ต่อให้เธอใช้ชีวิตสุขสบายไปทั้งชาติก็คงไม่มีปัญหา

       ฟังก์ชันนี้หายไป ถึงจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

       ส่วนเรื่องสิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถอยู่ในมิติเพียงลำพังได้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก

       ทว่า... หากหญิงสาวมีความสามารถในการใช้อาวุธอย่างเชี่ยวชาญและสามารถคัดลอกพลังพิเศษได้ เธอจะสามารถแผ่อำนาจและสร้างความยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริง

       ความแข็งแกร่งของตนเอง ย่อมมั่นคงกว่าการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ทรงพลังเสมอ

       หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว ชีชีรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้คุ้มค่าที่จะทำ

       “ตกลง แลกเปลี่ยน”

       “ติ๊ง! มิติน้ำพุวิญญาณกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุง โปรดรออย่างใจเย็นค่ะ ในระหว่างนี้ฟังก์ชันทั้งหมดของมิติน้ำพุวิญญาณจะระงับการใช้งานชั่วคราว”

       อย่างไรเสียช่วงนี้ชีชีก็ต้องอยู่แต่ในฐานทัพเพื่อสร้างโรงเรือน ไม่ได้ออกไปไหนและไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้มิติ จึงไม่ได้ใส่ใจนัก

       ผ่านไปสามวัน ในที่สุดเธอก็ได้รับรายงานผลจากระบบ

       “ติ๊ง! มิติน้ำพุวิญญาณปรับปรุงเสร็จสิ้น แผนที่ระบุพิกัดถูกส่งมอบแล้ว โปรดตรวจสอบค่ะโฮสต์”

       ชีชีรีบเข้าไปในมิติทันที แล้วหญิงสาวก็พบว่ามิติหดตัวลงอย่างน่าตกใจ เหลือเพียงเรือนสี่ประสานและบ่อน้ำโบราณที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางลานบ้านเท่านั้น

       ผักผลไม้ที่เคยงอกงามและปลาหลีฮื้อตัวโตที่เคยกระโดดโลดเต้นหายวับไปหมดสิ้น จู่ๆ เธอก็รู้สึกได้ถึงความอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก

       แต่อย่างน้อยก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง ข้าวสาลีและข้าวเจ้าที่เคยเก็บไว้แบบยังไม่ได้แปรรูป บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นแป้งหมี่ละเอียดและข้าวสารขาวสะอาดเรียบร้อยแล้ว

       บนโต๊ะในห้องทำงานมีแผนที่เมืองจิงวางอยู่ บนนั้นมีจุดสีแดงปรากฏขึ้นยี่สิบกว่าจุด

       เพียงแต่จุดสีแดงเหล่านี้ไม่อยู่กับที่ ตำแหน่งของพวกมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

       ชีชีตัดสินใจว่าจะออกไปเยี่ยมเยียนพวกเขาทีละคน ส่วนจะเพิกถอนนิ้วทองคำ หรือจะชักชวนให้มาทำงานด้วยกันนั้น คงต้องรอให้เห็นหน้าก่อนถึงจะตัดสินใจได้

       ทว่าเธอหลงลืมไปเรื่องหนึ่ง

       ด้วยสถานะของตนในตอนนี้ การจะก้าวเท้าออกจากประตูแต่ละครั้ง จำเป็นต้องมีผู้คุ้มกันติดตามไปด้วย

       หม่าหลงจัดรถจี๊ปให้เธอถึงห้าคัน พร้อมด้วยทหารคุ้มกันในชุดเครื่องหมายเต็มยศกำลังเต็มยศถึงยี่สิบเอ็ดนาย

       ชีชีถึงกับมุมปากกระตุก นี่มันเกือบจะเทียบเท่าระดับการอารักขาผู้นำประเทศอยู่แล้วนะเนี่ย

       หากเป็นคนอื่น ชีชีคงต้องต่อรองอย่างหนักไปแล้ว

       แต่พอนึกถึงว่าเป็นหม่าหลง... ช่างมันเถอะ ปล่อยเขาไป หลักๆ คือเธอขี้เกียจจะเสวนากับเขา

       ขบวนรถมีรถจี๊ปนำหน้าและปิดท้ายอย่างละสองคัน แต่ละคันมีทหารคุ้มกันนั่งอยู่ห้าคน

       รถของชีชีถูกขนาบไว้ตรงกลาง โดยมีหม่าหลงเป็นคนขับให้ด้วยตัวเอง

       “ไปสหกรณ์มิตรภาพค่ะ”

       ในมือของชีชีกำแผนที่เมืองจิงเอาไว้โดยไม่ได้ทำให้ใครนึกสงสัย เธอเลือกจุดสีแดงที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็คือที่สหกรณ์มิตรภาพนั่นเอง

       หม่าหลงรีบแจ้งจุดหมายปลายทางให้รถคันหน้าทราบผ่านวิทยุสื่อสาร จากนั้นขบวนรถก็เริ่มเคลื่อนตัว

       สี่สิบนาทีต่อมา ขบวนรถก็จอดสนิทหน้าสหกรณ์มิตรภาพ

       “เดี๋ยวอยากซื้ออะไรก็ซื้อได้เลยนะ เงินและตั๋ว ทางเขตทหารกานหนานจะเป็นคนออกให้เอง”

       ชีชีหรี่ตาลงเล็กน้อย จะว่าไป... สวี่จวินคนนี้ช่างมีแผนการล้ำลึกเสียจริง

       ในจังหวะนั้นเอง มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาจากสหกรณ์มิตรภาพ

       ฝ่ายหญิงสวมเสื้อโค้ทผ้าวูลตามแฟชั่นยอดนิยมที่สุดในขณะนี้ สวมรองเท้าส้นสูงและแต่งหน้าอย่างประณีต แววตาที่ฉายความเย่อหยิ่งทำให้ดูราวกับว่าเธอเป็นองค์หญิงในราชสำนักก็ไม่ปาน

       ส่วนชายที่เดินตามหลังมานั้นไม่ต่างอะไรกับรถลากในร่างมนุษย์ ตามตัวเขาแขวนไปด้วยถุงเล็กถุงใหญ่พะรุงพะรัง ซึ่งพอกวาดตาดูคร่าวๆ แล้วล้วนแต่เป็นของของผู้หญิงทั้งสิ้น

       “ชูเฟิน ผมช่วยเอาของไปเก็บในรถให้นะ”

       รอยยิ้มบนใบหน้าของฝ่ายชายนั้นดูประจบประแจง และดูต่ำต้อยถึงขีดสุด

       แต่พิจารณาจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ อย่างไรเขาก็ต้องเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยไม่ก็มีอำนาจพอตัว

       “วางของไว้แล้วคุณก็ไปเถอะ ถ้าฉันว่างแล้วจะนัดใหม่” เสียงของหญิงสาวเย็นชาประดุจน้ำแข็ง ทั้งยังเจือไปด้วยความรำคาญใจ

       “ชูเฟิน ผมซื้อตั๋วภาพยนตร์ไว้แล้วนะ เราไปดูด้วยกันดีไหม? แล้วค่อยไปทานข้าวด้วยกัน หรือไม่ก็...”

       “หยุดแค่นั้นแหละ วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว ไว้วันหลังเถอะ”

       “ครับ... ได้ครับ”

       แม้ฝ่ายชายจะดูผิดหวังมาก แต่เขาก็ไม่กล้าขัดใจเธอ เขาช่วยยัดของทั้งหมดเข้าไปในรถจนแน่นขนัด เห็นได้ชัดว่าไม่มีที่เหลือให้เขานั่งแล้ว

       “ไปส่งชูเฟินให้ถึงบ้าน แล้วค่อยกลับมารับผม”

       ชีชีขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกของเธอบอกว่าคนขับรถก็เป็นของฝ่ายชาย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าของพวกนั้นเขาคงควักกระเป๋าจ่ายให้เองหมด แบบนี้มันพวก 'ทาสรัก' ขนานแท้เลยนี่

       “ติ๊ง! ตรวจพบระบบทาสรักผู้ภักดี ในตัวซุนกั๋วกัง จะเพิกถอนหรือไม่คะ?”

       “เก็บมาเถอะ ถือว่าช่วยให้เขาหลุดพ้นจากขุมนรกนี้ด้วย”

       “เพิกถอนระบบทาสรักผู้ภักดีเสร็จสิ้น โปรดตรวจสอบค่ะโฮสต์”

       ชีชีไม่รู้ว่าหญิงสาวคิดไปเองหรือเปล่า แต่ในน้ำเสียงสังเคราะห์ของระบบนั้นดูจะมีความหมายแฝงไปด้วยความกระดี๊กระด๊าอยู่บ้าง

       “ไปภัตตาคารของรัฐค่ะ”

       เมื่อเห็นว่าชีชีไม่แม้แต่จะลงจากรถแต่กลับสั่งให้ไปที่อื่นต่อ หม่าหลงก็เริ่มลนลาน “ชีชี ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า? อย่าโกรธผมเลยนะ”

       ชีชีหลับตาลงทันที หากเป็นไปได้เธออยากจะปิดการรับรู้ทางหูของตัวเองลงไปด้วยจริงๆ

       “กรุณาเรียกฉันว่าสหายชีค่ะ แล้วก็... ไปภัตตาคารของรัฐค่ะ”

       หม่าหลงชะงักไปครู่หนึ่ง “ได้ครับ... ได้”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd