บทที่ 162 การเผชิญหน้าครั้งแรก
บทที่ 162 การเผชิญหน้าครั้งแรก
ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหาร ภัตตาคารของรัฐจึงยังไม่เปิดให้บริการ
ด้วยบทเรียนจากคราวก่อน หม่าหลงจึงไม่กล้าเอ่ยปากสุ่มสี่สุ่มห้า เขาทำเพียงจอดรถนิ่งสนิทอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของภัตตาคาร
เสียงสังเคราะห์จากระบบดังขึ้นได้จังหวะพอดี
“ติ๊ง! ตรวจพบระบบเทพเจ้าแห่งการปรุงอาหารในตัวของอ้ายกั๋วลี่ จะเพิกถอนหรือไม่คะ?”
ชีชีปรายตาไปมอง เห็นชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยกำลังยืนด่าทอพลางสั่งการให้คนหนุ่มสองสามคนขนผักลงจากรถอย่างเกรี้ยวกราด
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด อาชีพพ่อครัวย่อมไม่มีวันอดตาย
ในยุคที่ผู้คนค่อนประเทศผอมโซจนเห็นกระดูก แต่เขากลับสามารถรักษาหุ่นให้ดูอวบอั๋นมั่งคั่งได้เพียงนี้ ช่างเป็นการประกาศศักดาให้แก่วงการอาชีพของตนเองเสียจริง
ชีชีขมวดคิ้วมุ่น นี่คือเครื่องมือทำมาหากินเพื่อความมั่นคงในชีวิตของเขา หากหญิงสาวช่วงชิงมาละก็ มิเท่ากับเป็นการตัดหนทางทำกินของเขาหรอกหรือ?
ทว่าขณะที่กำลังจะสั่งให้รถเคลื่อนตัวออกไป ชีชีพลันเห็นอ้ายกั๋วลี่รูดซิปกางเกงท่ามกลางสายตาผู้คน แล้วควักส่วนนั้นออกมา
เขาปลดทุกข์ใส่กองผักกาดขาวที่เพิ่งขนลงจากรถอย่างไม่สะทกสะท้าน
ชีชีรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะขย้อน “ระบบ รีบถอนระบบของเขาออกมาเดี๋ยวนี้”
“ติ๊ง! เพิกถอนระบบเทพเจ้าแห่งการปรุงอาหารเรียบร้อยแล้ว โปรดตรวจสอบค่ะโฮสต์”
ชีชีพยายามระงับความรู้สึกพะอืดพะอม ก่อนจะเอ่ยกับหม่าหลงว่า “ไปสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าค่ะ”
หม่าหลงเองก็เห็นพฤติกรรมต่ำทรามของอ้ายกั๋วลี่เข้าเต็มสองตา เขาแอบจดบันทึกไว้ในใจ เตรียมจะหันหลังกลับไปแจ้งความรายงานเรื่องนี้ทันที
เมื่อมาถึงสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ในที่สุดชีชีก็ยอมก้าวลงจากรถ
สาเหตุหลักคือ ชีชียังไม่ได้รับสัญญาณแจ้งเตือนจากระบบ จึงจำเป็นต้องเข้าไปสำรวจด้านในด้วยตัวเอง
หม่าหลงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยความปากมากของเขาก็ไม่ได้ทำให้ชีชีขุ่นเคืองใจไปมากกว่านี้
เนื่องจากอากาศยังไม่คลายความหนาวเย็น เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์จึงรวมตัวกันเล่นสนุกอยู่ภายในห้องเรียน
เพียงกวาดสายตาคราเดียว ชีชีก็สะดุดตากับเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง เธอมีผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสดใส
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด วินาทีที่ชีชีเห็นเด็กคนนี้ ความรู้สึกเบิกบานใจก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ติ๊ง! ตรวจพบพลังพิเศษธาตุแสงในตัวของหยางหยาง จะเพิกถอนหรือไม่คะ?”
“พลังพิเศษธาตุแสงงั้นเหรอ? มันคืออะไร?”
“เป็นพลังความสามารถในการชำระล้างสถานะด้านลบ (Negative Buff) ทั้งหมดค่ะ”
“ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด! คำเตือนระดับสีแดง พลังพิเศษธาตุแสงจะดึงดูดระบบด้านมืดเข้ามาหา โปรดให้โฮสต์จัดการโดยด่วน โปรดจัดการโดยด่วนค่ะ”
“ระบบด้านมืด? ใช่ระบบที่เคยสู้กับเธอตั้งสามร้อยกระบวนท่าแล้วยังไม่รู้ผลแพ้ชนะนั่นหรือเปล่า?”
“ถูกต้องค่ะ ระบบด้านมืดกำลังขยับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ โฮสต์โปรดรีบตัดสินใจให้รวดเร็วที่สุด!”
ชีชีไม่ได้ตระหนกไปตามเสียงเร่งเร้าของระบบ วิธีการที่รวดเร็วที่สุดยามนี้คือการเพิกถอนพลังพิเศษธาตุแสงออกมาเสีย
ทว่าเมื่อมองดูใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มดั่งแสงตะวันของหยางหยาง ชีชีกลับทำใจลงมือไม่ลง
แต่หากนิ่งเฉยไม่ทำอะไร หยางหยางจะต้องตกไปอยู่ในเงื้อมมือของระบบด้านมืดอย่างแน่นอน และผลลัพธ์ที่ตามมานั้นเธอแทบไม่อยากจะจินตนาการ
ในชั่วพริบตาที่ความคิดแล่นผ่านประดุจประกายไฟ ชีชีมองเห็นหนทางแก้ไขมากมาย
สุดท้าย หญิงสาวเดินตรงไปหาผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ทันที “ขอประทานโทษนะคะ ฉันสามารถรับอุปการะเด็กหญิงคนนั้นได้ไหมคะ?”
ตั้งแต่วินาทีที่ชีชีก้าวเข้ามา ผู้อำนวยการก็สังเกตเห็นเธอแล้ว ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายมากับขบวนรถทหารและมีทหารอารักขาติดตามเป็นพรวน ก็ทราบได้ทันทีว่าฐานะย่อมไม่ธรรมดา
ด้วยเหตุนี้ ผู้อำนวยการจึงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายก่อน
“ได้แน่นอนค่ะ เธอชื่อหยางหยาง ปีนี้อายุแปดขวบแล้ว ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำเรื่องรับตัวเลยค่ะ”
ผู้อำนวยการถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่มันไม่ดูรวบรัดเกินไปหน่อยหรือ?
หากมิใช่เพราะเห็นทหารกลุ่มใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังชีชีละก็ ผู้อำนวยการคงต้องสงสัยแล้วว่าสตรีผู้นี้เป็นพวกค้ามนุษย์หรือไม่
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปนาน ชีชีจึงปรายตามองอย่างสงสัย “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?”
“มะ... ไม่มีค่ะ ไม่มีปัญหา” ผู้อำนวยการดึงสติกลับมาได้ทันควัน “ฉันจะรีบไปดำเนินการเรื่องเอกสารให้เดี๋ยวนี้ค่ะ”
อันที่จริง ขั้นตอนการรับบุตรบุญธรรมในยุคนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก
ชีชีเพียงต้องกรอกใบคำร้อง และแสดงหลักฐานว่าตนมีขีดความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งได้เท่านั้น
เมื่อผู้อำนวยการประทับตราสำคัญของสถานสงเคราะห์ลงไป ขั้นตอนการรับอุปการะก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น
“สหายชีคะ มีบางเรื่องที่ฉันอยากจะเรียนให้ทราบชัดเจนก่อนค่ะ”
“ว่ามาสิคะ”
“เด็กคนนี้... หยางหยางแกฉลาดมากนะคะ ความจำดีเป็นเลิศเลยทีเดียว”
ชีชีเข้าใจความหมายนั้นทันที ผู้อำนวยการกำลังเตือนเธออ้อมๆ ว่าเด็กที่จำความได้ดีเช่นนี้อาจจะเลี้ยงให้เชื่องหรือรักใคร่เหมือนลูกในไส้ได้ยาก
และนี่คงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยังไม่มีใครยอมรับเด็กน้อยไปเลี้ยงเสียที
“อีกประการหนึ่งคือ เธอปรากฏตัวที่หน้าประตูสถานสงเคราะห์ด้วยตัวเองค่ะ เธอบอกว่าพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ข้อมูลที่เธอให้มาเราไม่สามารถตรวจสอบหาข้อเท็จจริงได้เลย ดังนั้น หากวันใดวันหนึ่งพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอตามหาจนเจอ อาจจะมีปัญหาตามมาได้นะคะ”
“ขอบคุณที่เตือนค่ะคุณผู้อำนวยการ แต่ฉันยังยืนยันที่จะรับหยางหยางไปเลี้ยงค่ะ”
สิ่งที่ชีชีต้องการมีเพียงพลังธาตุแสงในตัวหยางหยางเท่านั้น ส่วนเนื้อแท้ของเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องใช้เวลาพิสูจน์กันต่อไป
หากเด็กหญิงเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงาม ชีชีก็ไม่รังเกียจที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจปลุกปั้นเธอขึ้นมา
แต่หากเด็กน้อยเกิดมาพร้อมกับจิตใจที่เลวทราม อย่างมากที่สุดเธอก็แค่เพิกถอนพลังพิเศษออกมาแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายเผชิญโชคชะตาไปตามยถากรรม
สรุปแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด หญิงสาวก็มีแต่ได้ไม่มีเสีย
“ถ้าเช่นนั้น... ก็ตกลงค่ะ”
เมื่อเอกสารเสร็จสิ้น ผู้อำนวยการจึงสั่งให้คุณครูพาตัวหยางหยางออกมา
“หยางหยาง สหายท่านนี้เต็มใจจะรับหนูไปเลี้ยง ตั้งแต่วันนี้ไปหนูต้องเรียกเธอว่าแม่นะคะ”
ชีชีส่งยิ้มละมุนให้แก่สาวน้อยหน้าตาสะสวยตรงหน้า “หนูเต็มใจจะมาเป็นลูกสาวของแม่ไหมจ๊ะ?”
“คุณแม่คะ”
น้ำเสียงของหยางหยางช่างหวานหู ยามแย้มยิ้มดวงตาเรียวโค้งดั่งพระจันทร์เสี้ยว พร้อมด้วยลักยิ้มเล็กๆ สองข้างแก้ม ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนหัวใจแทบละลาย
ชีชีลูบศีรษะเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยเส้นผมอ่อนนุ่ม “ถ้าอย่างนั้น กลับบ้านกับแม่นะลูก”
“ค่ะ”
หยางหยางพยักหน้าอย่างแรง มือเล็กๆ รีบคว้ามือของชีชีไว้มั่น
แม้ใบหน้าจะยังประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ในส่วนลึกของแววตากลับซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ ราวกับเกรงว่าชีชีจะเปลี่ยนใจทิ้งเธอไปในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
ชีชีสนทนากับผู้อำนวยการอีกเพียงเล็กน้อย พร้อมทั้งบริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์อีกห้าร้อยหยวนก่อนจะกล่าวลาออกมา
ในยุคสมัยนี้ เงินห้าร้อยหยวนถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถจุนเจือเด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ให้กินดีอยู่ดีได้อีกนาน
ผู้อำนวยการซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอเบ้า เดินออกมาส่งพวกเขาถึงหน้าประตูใหญ่
ในจังหวะนั้นเอง รถจี๊ปทหารอีกคันหนึ่งก็แล่นมาจอดที่หน้าประตู และคนที่ก้าวลงมาจากรถก็คือ สวี่จวิน
“น้องสะใภ้? บังเอิญจริงๆ เลยนะ”
“พี่จวิน คุณมาทำอะไรที่สถานสงเคราะห์คะ?”
ชีชีรู้สึกแปลกใจไม่น้อย สวี่จวินควรจะประจำการอยู่ที่เขตทหารกานหนานมิใช่หรือ? เขามาทำอะไรที่เมืองจิง? หรือจะเกี่ยวข้องกับฐานทดลองของเธอ?
“หึหึ ผมแค่ผ่านมาแถวนี้ เลยแวะมาดูเสียหน่อยน่ะ” แม้สวี่จวินจะกำลังสนทนากับชีชี แต่สายตาของเขากลับเหลือบมองหยางหยางอยู่บ่อยครั้ง “แม่หนูคนนี้ใครกันล่ะ? หน้าตาน่าเอ็นดูเชียว”
“ลูกสาวที่ฉันเพิ่งรับอุปการะมาค่ะ ชื่อหยางหยาง” ชีชีลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ พร้อมเอ่ยเสียงนุ่ม “หยางหยาง นี่คุณลุงสวี่นะลูก ทักทายท่านสิคะ”
ทว่าหยางหยางกลับหลบไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังชีชี มือเล็กๆ กำชายเสื้อของหญิงสาวไว้แน่นจนเหงื่อชุ่มฝ่ามือ
บางทีเด็กน้อยอาจมีสัญชาตญาณในการรับรู้ถึงอันตรายที่รุนแรง เธอดูหวาดกลัวสวี่จวินอย่างเห็นได้ชัดและพยายามจะซ่อนตัวให้มิดที่สุด
หัวใจของชีชีกระตุกวูบ หรือว่า... สวี่จวินจะมาที่นี่เพื่อหยางหยาง? ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาไปเกี่ยวข้องอะไรกับระบบด้านมืด?
หรือว่าเขาคือบุคคลที่ถูกระบบด้านมืดเลือกเอาไว้?
ฝ่ามือของชีชีเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเช่นกัน “ระบบ เธอสัมผัสถึงกลิ่นอายของระบบด้านมืดได้บ้างไหม?”
“หากอีกฝ่ายจงใจปกปิดกลิ่นอาย ฉันก็ไม่สามารถสัมผัสได้ค่ะ”
“แล้วมันจะรู้ถึงการมีอยู่ของเธอไหม?”
“ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกันค่ะ”
ชีชีเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง หญิงสาวฝืนยิ้มออกมาบางๆ “ถ้าอย่างนั้นพี่จวินเชิญตามสบายนะคะ พวกเราขอตัวกลับก่อน”
สวี่จวินยืนปักหลักอยู่ที่หน้าประตู เมื่อได้ยินดังนั้นเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะหลีกทางให้ “คุณกับลู่เหย่เพิ่งแต่งงานกันไม่ถึงปีไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงนึกอยากจะรับเด็กมาเลี้ยงเสียล่ะ? หรือว่าลู่เหย่ไม่อยากมีลูกของตัวเอง?”
“ฉันแค่ถูกชะตากับหยางหยางตั้งแต่แรกเห็นค่ะ ส่วนเรื่องลูก... ฉันกับลู่เหย่ย่อมต้องมีโซ่ทองคล้องใจของตัวเองแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ได้ขัดแย้งกับการรับหยางหยางมาเลี้ยงเลยสักนิด”
“แต่พวกคุณเพิ่งจะผ่านพ้นช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์มาได้ไม่นาน จู่ๆ มีเด็กโตขนาดนี้เข้ามาอยู่ในบ้าน จะไม่ส่งผลกระทบอะไรเลยงั้นหรือ? เอาอย่างนี้ไหม ส่งเธอไปให้ตระกูลสวี่ช่วยดูแลสั่งสอนให้ แน่นอนว่าสถานะแม่ของคุณก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd