บทที่ 16 สามหาว อวดดีเหลือเกิน
บทที่ 16 สามหาว อวดดีเหลือเกิน
ชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างเจ้าเนื้อวิ่งพรวดพราดเข้ามาอย่างดุดัน พลางตะโกนเสียงดังลั่น “ใครอนุญาตให้พวกนายมายุ่งกับของพวกนี้? วางลงเดี๋ยวนี้!”
ลู่เหย่หยิบใบอนุญาตปฏิบัติงานของเขาออกมาแสดงตามมารยาท “หัวหน้าสถานีหวังเป็นคนอนุญาตให้พวกเรามาครับ ไม่ทราบว่าคุณคือใคร?”
“ผมชื่อหลี่เฉิงเต๋อ เป็นหัวหน้าแผนกของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร” หลี่เฉิงเต๋อกวาดสายตามองบัตรประจำตัวของลู่เหย่ น้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อย “ขยะพวกนี้ขายออกไปหมดแล้ว พวกคุณห้ามแตะต้อง”
“ขยะ? ขายแล้วเหรอคะ?” ชีชีมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลง สัญชาตญาณบอกเธอว่าผู้ชายคนนี้ต้องมีลับลมคมในแน่ๆ
แววตาของหลี่เฉิงเต๋อสั่นไหววูบหนึ่ง “อะไหล่ที่พังแล้วต้องมีการจัดการเดือนละครั้ง นี่เป็นกฎของสถานี ฉันก็แค่ทำตามระเบียบข้อบังคับเท่านั้น”
“แต่ของพวกนี้หลายชิ้นยังใช้งานได้ดีอยู่นะคะ จะกลายเป็นขยะไปได้ยังไง?”
เมื่อถูกชีชีไล่เบี้ย หลี่เฉิงเต๋อก็เริ่มมีอาการลนลานอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเขายังคงเชิดหน้าเถียงคำไม่ตกฟาก “จะเสียหรือไม่เสียไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาตัดสิน เอาเป็นว่าของพวกนี้ขายไปแล้ว และกำลังจะถูกขนย้ายออกไปเดี๋ยวนี้ หลีกทางไปซะ อย่ามาเกะกะ”
ชีชีเดินไปยืนขวางหน้ากองอะไหล่ที่เธออุตส่าห์คัดเลือกมาอย่างยากลำบากโดยไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “อะไหล่พวกนี้ยังใช้งานได้ค่ะ และพวกเราก็แจ้งกับหัวหน้าสถานีหวังไว้เรียบร้อยแล้ว...”
“แจ้งกับใครก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น ผมจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่าของพวกนี้ขายแล้ว ตอนนี้เจ้าของเขากำลังจะมาขนไป พวกคุณอย่ามาขวางทาง”
หลี่เฉิงเต๋อก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อตัดบทชีชี พร้อมกับขึ้นเสียงดังกว่าเดิมหลายระดับ
“รอให้หัวหน้าสถานีหวังกลับมาค่อยคุยกันดีกว่าครับ” ลู่เหย่ก้าวขึ้นมาขนาบข้าง พลางแทรกตัวเข้าขวางระหว่างคนทั้งสองอย่างสุขุม
“รถจากร้านรับซื้อของเก่าก็มาถึงแล้ว จะให้มารออะไรอีก? หลีกทางไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
เหงื่อเริ่มผุดซึมเต็มหน้าผากของหลี่เฉิงเต๋อ จะรอให้หัวหน้าสถานีหวังกลับมาได้อย่างไรกัน?
เขาต้องรีบขนของพวกนี้ออกไปให้เร็วที่สุด เมื่อถึงตอนนั้นก็ไร้หลักฐานยืนยัน คราวนี้เขาจะปั้นน้ำเป็นตัวอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
“ฉันสงสัยว่าคุณกำลังยักยอกทรัพยากรของรัฐเพื่อหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง ถ้าคุณยืนยันจะขนของพวกนี้ไป ฉันจะแจ้งความค่ะ”
ชีชีมองทะลุถึงความพิรุธของหลี่เฉิงเต๋อ และดูออกว่าเขาต้องการจะทำลายหลักฐานโดยเร็วที่สุด
เธอจะปล่อยให้เขาทำสำเร็จได้อย่างไร?
รูจมูกกว้างของหลี่เฉิงเต๋อพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความโกรธจัด
หากไม่ใช่เพราะลู่เหย่มียศทหารติดตัวอยู่ เขาคงจะสั่งให้พวกฝ่ายรักษาความปลอดภัยมาลากตัวทั้งสองคนออกไปตื้บให้เข็ดแล้ว
แต่ลู่เหย่เป็นถึงรองผู้บังคับกองพัน หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เขาก็ไม่อยากจะมีปัญหากับคนของทางกองทัพ
ทว่าเรื่องนี้ก็รอช้าไม่ได้อีกแล้ว ประการแรกคือนัดแนะเวลาส่งของกับทางร้านรับซื้อของเก่าไว้แล้ว
ประการต่อมา หากหัวหน้าสถานีหวังกลับมาถามถึงเรื่องนี้ ต่อให้เขามีปากเป็นสิบปากก็คงอธิบายให้รอดตัวไปไม่ได้
“พวกคุณบอกว่าหัวหน้าหวังอนุมัติแล้ว งั้นขอถามหน่อยเถอะ มีใบสั่งของหรือเปล่า?”
ชีชีหันไปมองลู่เหย่ เมื่อเห็นเขาขยับศีรษะส่ายไปมาเบาๆ เธอก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้เริ่มจะยุ่งยากเสียแล้ว
“ใบสั่งของน่ะไม่มีหรอกค่ะ แต่ว่า...”
“งั้นจะมาเสียเวลาพล่ามอะไรอีกล่ะ?” หลี่เฉิงเต๋อได้ทีหัวเราะร่า “มาเลย! รีบขนของขึ้นรถ อย่าให้ทางนั้นเขาต้องรอนาน”
หลี่เฉิงเต๋อโบกมือเรียกลูกน้องที่เป็นเด็กหนุ่มห้าหกคนให้รีบเข็นรถลากเข้ามายกของทันที
ลู่เหย่อยากจะรีบไปแจ้งความใจจะขาด แต่เขาก็ไม่สบายใจที่จะทิ้งชีชีไว้ที่นี่เพียงลำพัง
ทว่าชีชีกลับเป็นฝ่ายวิ่งมุ่งหน้าไปยังทางออกเสียเอง หลี่เฉิงเต๋อชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตะโกนลั่น “ขวางยัยนั่นไว้! อย่าปล่อยให้หลุดออกไปจากที่นี่เด็ดขาด!”
พริบตานั้น เด็กหนุ่มสองคนก็เข้าไปยืนขวางทางเดินของชีชีไว้ทันที
ลู่เหย่รีบวิ่งตามเข้าไปขวาง “พวกคุณคิดจะทำอะไร?”
หลี่เฉิงเต๋อยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ “พวกคุณก็รออยู่นี่สักพักเถอะ พอขนของเสร็จแล้วผมถึงจะปล่อยให้ไป”
“นี่คุณคิดจะกักขังหน่วงเหนี่ยวเจ้าหน้าที่ทหารเหรอคะ? ใจกล้าไม่เบาเลยนะ”
ชีชีจ้องเข้าไปในตาของหลี่เฉิงเต๋ออย่างไม่เกรงกลัว จนเขาต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเอง
ความผิดที่เขาเคยก่อไว้มีมากแค่ไหน เจ้าตัวย่อมรู้ดีที่สุด
หากเรื่องในวันนี้ถูกเปิดโปงออกไป อย่าว่าแต่จะรักษาหน้าที่การงานไว้เลย เผลอๆ อาจต้องถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตด้วยซ้ำ
ตอนนี้หลี่เฉิงเต๋อตัดสินใจเดิมพันหมดตัว เขาต้องขนของขึ้นรถให้ได้ ตราบใดที่ของถูกขนออกไปแล้ว ต่อให้สองคนนี้จะมีอิทธิฤทธิ์แค่ไหนก็พูดอะไรไม่ได้อีก
“พวกคุณควรจะรู้จักกาลเทศะบ้างนะ ต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า ไม่อย่างนั้น...”
ลู่เหย่ก้าวนำขึ้นมาหนึ่งก้าว “ผมให้คุณเลือกสองทาง หนึ่งคือปล่อยพวกเราไป หรือสองคือทิ้งของพวกนี้ไว้ซะ”
“ผมไม่เลือกสักทาง!”
หลี่เฉิงเต๋อทำหน้าตาอวดดีน่าหมั่นไส้จนกำปั้นของลู่เหย่สั่นระริกด้วยความโกรธ
ชีชีรีบคว้ามือเขาไว้จนเขาสงบลง ก่อนที่เธอจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างดูไร้พิษสง
“งั้นวันนี้พวกเราก็ไม่ไปไหนแล้วล่ะค่ะ รถคันนี้จะไปที่ไหน พวกเราก็จะตามไปที่นั่นด้วย”
“คุณกล้าเหรอ!”
หลี่เฉิงเต๋อกัดฟันกรอดจ้องมองชีชี หากสายตาของเขาสังหารคนได้ ชีชีคงถูกสับเป็นหมื่นชิ้นไปแล้ว
“ทำไมจะไม่กล้าล่ะคะ?” มุมปากของชีชีหยักขึ้นเล็กน้อย “ทำไมคะ... หรือว่าคุณคิดจะฆ่าปิดปากพวกเรา?”
แววตาของหลี่เฉิงเต๋อยิ่งดูอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ “ถ้าพวกคุณกล้าขึ้นรถฉันไปจริงๆ ละก็ ฉันไม่รับประกันหรอกนะว่าจะได้กลับมาในสภาพที่อวัยวะครบสามสิบสองหรือเปล่า”
“ทำอะไรกันอยู่!”
เสียงตวาดกร้าวของหัวหน้าสถานีหวังดังขึ้น ทำเอาหลี่เฉิงเต๋อถึงกับสะดุ้งสุดตัว
สีหน้าอำมหิตเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ “หัวหน้าครับ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ?”
“ผมถามว่าพวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่!” หัวหน้าสถานีหวังไม่ได้ให้เกียรติเขาแม้แต่น้อย
หลี่เฉิงเต๋อโน้มตัวต่ำลงอีก “ก็ถึงเวลาจัดการพวกอะไหล่ที่เสียแล้วนี่ครับ คนจากร้านรับซื้อของเก่าเขาก็มารับของพอดี”
“หัวหน้าหวังครับ การจะตัดสินว่าอะไหล่ชิ้นไหนเป็นของเสีย ควรจะมีมาตรฐานกำกับไว้ไม่ใช่หรือครับ?”
คำถามของลู่เหย่ทำให้หลี่เฉิงเต๋อใจหายวูบ เขารีบชิงพูดขึ้นก่อน “หัวหน้าสบายใจได้ครับ ผมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง ไม่มีนอกลู่นอกทางแน่นอน”
ชีชีชี้ไปยังกองอะไหล่ที่เธอคัดออกมาแล้วกล่าวว่า “ของพวกนั้นยังนำกลับมาใช้ใหม่ได้ค่ะ ส่วนของที่คุณขนขึ้นรถไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องทิ้งด้วยซ้ำ”
พอหัวหน้าสถานีหวังได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็บึ้งตึงขึ้นทันที “ไปเรียกคนจากแผนกตรวจสอบคุณภาพมาเดี๋ยวนี้! ขนของลงจากรถให้หมด แล้วทำการตรวจสอบใหม่อีกรอบ!”
แผ่นหลังของหลี่เฉิงเต๋อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ “คงไม่จำเป็นมั้งครับ? สหายจากร้านรับซื้อเขากำลังรออยู่นะครับ”
“ก็ปล่อยให้พวกเขารอไป!”
หลี่เฉิงเต๋อคนนี้อาศัยว่ามีเส้นสายอยู่ในคณะกรรมการปฏิวัติ จึงเที่ยววางอำนาจบาตรใหญ่ ย้อมแมวเอาของดีมาตีเป็นของเสียเพื่อนำไปขายกินเอง ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้
หัวหน้าสถานีหวังแม้จะพอระแคะระคายอยู่บ้าง แต่เพราะไม่มีหลักฐานมัดตัวจึงทำอะไรไม่ได้
วันนี้ประจวบเหมาะที่มีทั้งพยานและหลักฐานคาหนังคาเขา ถึงเวลาที่เขาต้องจัดการสั่งสอนเจ้าคนชั่วคนนี้เสียที
เจ้าหน้าที่จากแผนกตรวจสอบคุณภาพมาถึงอย่างรวดเร็วพร้อมกับเครื่องมือวัดค่าในมือ
อะไหล่บนรถถูกขนลงมาตรวจสอบทีละชิ้นอย่างละเอียด
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป อะไหล่ที่ยังใช้งานได้กับอะไหล่ที่เสียจริงถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ปรากฏว่าของที่เสียจริงๆ มีไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ
หัวหน้าสถานีหวังโกรธจนตัวสั่น “ดีเหลือเกินนะหลี่เฉิงเต๋อ! นายมันเห็นแก่ตัว ยักยอกของหลวงทำลายรากฐานของสังคมนิยม!
พวกเรา... มาจับตัวมันมัดเอาไว้ แล้วส่งไปโรงพักเดี๋ยวนี้!”
“หัวหน้าครับ ผมโดนใส่ร้าย! ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ นะครับ! ผมมีหน้าที่แค่ขนย้ายขยะเท่านั้น เรื่องตรวจสอบมันเป็นหน้าที่ของแผนกตรวจคุณภาพ ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย!”
เจ้าหน้าจากแผนกที่ตรวจสอบคุณภาพสองคนถึงกับเหงื่อตก ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงหรือเงยหน้าขึ้นมอง
หัวหน้าสถานีหวังถลึงตาใส่พวกเขาอย่างดุดัน “พูดมา! มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“หัวหน้าหลี่ครับ... หัวหน้าหลี่เป็นคนสั่งให้พวกผมทำ พวกผมไม่กล้าขัดคำสั่งครับ ก่อนหน้านี้เสี่ยวหลี่ไม่ยอมทำตามที่เขาสั่ง วันรุ่งขึ้นบ้านของเสี่ยวหลี่ก็โดนคนจากคณะกรรมการปฏิวัติไปรื้อค้นจนพังพินาศ พวกผมกลัวครับหัวหน้า”
นัยน์ตาของหัวหน้าสถานีหวังเข้มขึ้นด้วยความแค้นเคือง
เมื่อความจริงกระจ่างแจ้งถึงขนาดนี้ แววตาประจบสอพลอบนใบหน้าของหลี่เฉิงเต๋อก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
“หัวหน้าครับ... ผมขอเตือนให้คุณทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปซะจะดีกว่า คนที่หนุนหลังผมอยู่น่ะ คุณไม่มีปัญญาไปต่อกรกับเขาได้หรอก!”