บทที่ 17 ปากผู้ชาย เชื่อใจไม่ได้เลยจริงๆ
บทที่ 17 ปากผู้ชาย เชื่อใจไม่ได้เลยจริงๆ
ความลังเลใจของหัวหน้าสถานีหวังทำให้ชีชีรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมา “ถ้าวันนี้หัวหน้าไม่สามารถจัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมได้ ฉันก็จะไปแจ้งความค่ะ”
“ใครบอกว่าฉันจะไม่จัดการให้ยุติธรรมกันล่ะ?”
หัวหน้าสถานีหวังรู้สึกเหมือนถูกจับไปย่างบนกองไฟจนก้นร้อนผ่าว
เรื่องในวันนี้ต่อให้เขาอยากจะทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องน้อยก็คงทำไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียลู่เหย่ก็เป็นคนจากทางกองทัพ จะข่มขู่ก็ไม่ได้ หรือจะฆ่าปิดปากก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
หากรอให้อีกฝ่ายไปร้องเรียน สู้เขาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองเสียยังจะดีกว่า
เพราะต่อให้เป็นคณะกรรมการปฏิวัติ ก็คงไม่กล้าปกป้องการกระทำผิดอย่างโจ่งแจ้งในขณะที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้
“คุมตัวหลี่เฉิงเต๋อกับเจ้าสองคนนี้ ส่งสถานีตำรวจให้หมด!”
หัวหน้าสถานีหวังโบกมืออย่างอ่อนแรง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะคุมตัวทั้งสามคนออกไป
หลงเหลือเพียงชีชี ลู่เหย่ และหัวหน้าสถานีหวังที่ยืนจ้องตากันไปมาด้วยความกระอักกระอ่วน
“สหาย พิมพ์เขียวใบนี้คุณเป็นคนวาดเองงั้นหรือ?”
ชายชราเคราขาวโพลนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาชีชีอย่างกะทันหัน ช่วยทำลายบรรยากาศอันชวนอึดอัดนั้นลง
“คุณคือ...?” ชีชีมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลง
หัวหน้าสถานีหวังตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ เขาลืมเรื่องสำคัญไปได้อย่างไรกัน?
เขารีบแนะนำทันที “ท่านนี้คือวิศวกรจากโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร ชื่อว่าท่านผู้เฒ่าไป๋ครับ”
“สวัสดีค่ะท่านผู้เฒ่าไป๋ พิมพ์เขียวนี้ฉันวาดเองค่ะ มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่าคะ?”
ชีชีหยักยิ้มที่มุมปากด้วยความดีใจที่รู้ว่าข้อเสนอของเธอได้รับการยอมรับ
ผู้เฒ่าไป๋ขยับแว่นสายตาตามความเคยชิน “พิมพ์เขียวใบนี้มีความคิดสร้างสรรค์มาก ฉันตั้งใจมาเพื่อสนทนาเรื่องรายละเอียดกับเธอน่ะ”
“เครื่องไถพรวนดินลึกสามารถทำงานหลายขั้นตอน ทั้งไถ คราด และย่อยดินให้เสร็จสรรพได้ในคราวเดียว นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว ยังแก้ปัญหาเรื่องหญ้าพันใบมีดได้อีกด้วยนะคะ...”
ชีชีอธิบายหลักการทำงาน โครงสร้าง และวิธีการผลิตของเครื่องไถพรวนดินลึกให้เขาฟังอย่างใจเย็นโดยไม่ปิดบัง
เธอเองก็หวังว่าการพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตรอัตโนมัติของประเทศจะก้าวหน้าโดยเร็ว เพื่อที่เธอจะได้เป็นเจ้าของฟาร์มที่สุขสบายเสียที
ผู้เฒ่าไป๋ฟังอย่างเพลิดเพลินพลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก “วีรบุรุษมักถือกำเนิดจากคนหนุ่มสาวจริงๆ ความคิดของพวกเธอช่างก้าวไกลนัก”
“ท่านผู้เฒ่าชมเกินไปแล้วค่ะ”
“สหายเสี่ยวชี สนใจมาเป็นช่างเทคนิคที่โรงงานเครื่องจักรกลของเราไหม? เงินเดือนแปดสิบหกหยวนห้าสิบเฟิน แถมยังมีเงินพิเศษให้อีกนะ”
“อย่าเลยค่ะ ฉันยังเด็กนัก ยังต้องเรียนรู้อีกมาก คงรับผิดชอบหน้าที่สำคัญขนาดนั้นไม่ไหวหรอกค่ะ”
เมื่อเห็นชีชีปฏิเสธโอกาสการทำงานที่ดีเยี่ยมเช่นนั้นโดยไม่รีรอ ทั้งลู่เหย่และหัวหน้าสถานีหวังต่างก็พากันตกตะลึง
โดยเฉพาะลู่เหย่ที่ตั้งใจว่ากลับไปถึงบ้านจะต้องคุยกับเธอเรื่องนี้ให้จริงจัง
ส่วนหัวหน้าสถานีหวังกลับมองว่าชีชีใจร้อนและหยิ่งทะนงเกินไปจนไม่เห็นความสำคัญของโอกาส เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
“สหายเสี่ยวชี โรงงานเครื่องจักรกลไม่ใช่ที่ที่ใครอยากจะเข้าก็เข้าได้ง่ายๆ นะ ยิ่งตำแหน่งช่างเทคนิคนี่ ยิ่งเป็นงานที่คนมากมายต่างแย่งชิงกันจนหัวแตก เธอควรจะถนอมโอกาสนี้ไว้นะ”
“ขอบคุณหัวหน้าหวังที่เป็นห่วงค่ะ แต่ฉันยังชอบที่จะอยู่กับเรือกสวนไร่นามากกว่า”
‘ยายหนูคนนี้ดูท่าทางจะไม่ค่อยฉลาดหรือเปล่านะ?’
แต่ในเมื่อไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก หัวหน้าสถานีหวังจึงไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ
เขาจัดแจงให้คนคอยเฝ้าอะไหล่ที่ชีชีคัดแยกไว้ พร้อมทั้งมอบบัตรประจำตัวพนักงานชั่วคราวให้เธอ เพื่อที่พรุ่งนี้เธอจะได้เข้ามาทำงานได้โดยไม่ถูกเจ้าหน้าที่ยามซักไซ้
หลังจากบอกลาหัวหน้าสถานีหวังและผู้เฒ่าไป๋ ท้องฟ้าก็เริ่มโพล้เพล้ การปั่นจักรยานกลับบ้านคงต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง
ลู่เหย่จึงตัดสินใจพาชีชีไปทานมื้อเย็นที่ภัตตาคารของรัฐก่อน
ยุ่งมาทั้งบ่ายจนเหนื่อยหอบ ชีชีจึงไม่ได้ปฏิเสธ
โชคดีที่วันนี้หน่วยผลิตด้านล่างมีวัวตัวหนึ่งประสบอุบัติเหตุชนจนตายและเพิ่งส่งมาพอดี
ชีชีจึงสั่งเนื้อต้มพริก ปลาดาบน้ำแดง เต้าหู้ผัดต้นหอม และแกงจืดสาหร่ายใส่ไข่ พร้อมข้าวสวยอีกสองถ้วยใหญ่
ตอนจ่ายเงิน ลู่เหย่ล้วงกระเป๋าตามความเคยชิน ทว่าใบหน้าเขากลับแดงก่ำขึ้นมาทันที “ผม... ผมไม่ได้พกเงินมา”
พนักงานมองมาด้วยสายตาแปลกๆ ทว่าก่อนที่หล่อนจะทันพ่นคำพูดค่อนแคะออกมา ชีชีก็ยื่นเงินและคูปองออกไปแทน
เธอหันมามองลู่เหย่ “คุณควรจะพกเงินติดตัวไว้บ้างนะคะ เผื่อมีเรื่องจำเป็นต้องใช้จะได้ไม่ลำบากแบบนี้”
“ตกลงครับ กลับไปคุณช่วยแบ่งเงินให้ผมหน่อยนะ”
ผ่านชีวิตมาสองชาติภพ นี่เป็นครั้งแรกที่ชีชีได้เจอผู้ชายที่ทึ่มทื่อขนาดนี้
แต่เธอกลับรู้สึก... ชอบเขาจัง
ทั้งคู่ต่างหิวโหยจึงลงมือกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ในยุคสมัยที่การกินให้อิ่มท้องเป็นเรื่องยากลำบากเช่นนี้ คงไม่มีใครมานั่งรักษามาดหรือกิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารให้วุ่นวายนัก
ระหว่างทางกลับบ้าน ชีชีโอบเอวของลู่เหย่ไว้อย่างเป็นธรรมชาติ เธอสัมผัสได้ชัดเจนว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาเกร็งแน่นขึ้นมาทันที
ชีชีลอบหัวเราะในใจ ผู้ชายคนนี้จะใสซื่อเกินไปไหมนะ?
ถ้าในใจเขาไม่ได้มีใครคนอื่นซุกซ่อนอยู่ ชีชีก็คงอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเขาไปจนแก่เฒ่าจริงๆ
น่าเสียดายที่ผู้ชายดีๆ มักเป็นของคนอื่นเสมอ เธอคงทำได้เพียงหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น
วันก่อนหลินเสี่ยวหรูถูกเธอจิกกัดจนเสียหน้า ไม่แน่อาจจะไปเป่าหูให้ลู่เหย่กลับมาขอหย่ากับเธอก็ได้
หากลู่เหย่ต้องการหย่าเพื่อไปหา 'ยอดดวงใจ' ของเขาจริงๆ ชีชีก็คงไม่เสียใจเท่าไรนัก นอกจากความรู้สึกเสียดายเพียงเล็กน้อย
เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นผู้มาทีหลัง และเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นจากอุบัติเหตุซึ่งเป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เพียงไม่นานก็ถึงบ้าน
ชีชีรีบไปอาบน้ำเป็นอันดับแรก หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มจะมีกลิ่นตุๆ เสียแล้ว
ลู่เหย่มองไปยังประตูห้องอาบน้ำที่ปิดสนิท ความรู้สึกร้อนรุ่มพลันก่อตัวขึ้นที่ท้องน้อย
เดิมทีเขาคิดจะให้ชีชีพักผ่อนสักสองวัน เพราะกลัวว่าถ้าเธอยังฝืนตรากตรำอยู่แบบนี้ต่อไป ร่างกายเล็กๆ ของเธอจะรับไม่ไหวเอา
แต่ดูเหมือนสถานการณ์ในตอนนี้... คงจะเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวเสียแล้ว
เมื่อลู่เหย่อาบน้ำเสร็จและขึ้นเตียงนอน เขาจงใจเว้นระยะห่างจากชีชีและนอนหันหลังให้เธอ
ชีชีรู้สึกฉงนใจ เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เธอไม่อยากมานั่งเดาใจใครจนนอนไม่หลับ จึงตัดสินใจพลิกตัวเข้าหาเขา
ลู่เหย่สะดุ้งราวกับถูกไฟฟ้าช็อต เขาพยายามขยับหนีทว่าเตียงมีพื้นที่จำกัด ผลก็คือเขากลิ้งตกลงไปกองกับพื้นห้องดังโครม
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
ชีชีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่หลงเหลือมาดกุลสตรี
ลู่เหย่ปีนกลับขึ้นมาด้วยสีหน้าแง่งอนพลางเอ่ยเสียงอู้อี้ “นอนดีๆ เถอะครับ”
ชีชีหัวเราะจนเหนื่อยกว่าจะหยุดได้ “คุณโกรธเหรอคะ?”
“เปล่าครับ”
“แล้วทำไมไม่สนใจฉันล่ะ?”
“ผมไม่ได้ไม่สนใจนะ”
“แล้วขยับหนีไปไกลขนาดนั้นทำไม? บนตัวฉันมีเห็บหรือไงคะ?”
“ไม่ใช่... คือผม... แบบว่า...” เสียงของลู่เหย่เบาลงเรื่อยๆ จนชีชีแทบไม่ได้ยิน
“มีอะไรก็พูดมาตรงๆ สิ!”
ชีชีโพล่งขึ้นมาเสียงดัง จนลู่เหย่สะดุ้งเด้งตัวขึ้นจากเตียง “ผมกลัวคุณจะรับไม่ไหว!”
คราวนี้กลายเป็นชีชีที่เขินจนพูดไม่ออกเสียเอง
ลู่เหย่รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว โดยเฉพาะเมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ของเธอที่แดงซ่านขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงอดใจไม่ไหวที่จะโน้มลงไปจูบ “ผมจะเพลาๆ มือลงนะ... ขอแค่ครั้งเดียว”
“อื้อ...”
ชาติก่อนชีชีเคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ตว่าผู้ชายถ้าต้องอดกลั้นเรื่องแบบนี้มากๆ จะเสียสุขภาพ
เธอคิดว่าแค่รอบเดียวก็คงพอจะถูไถจัดการให้ผ่านพ้นไปได้
ทว่า... เธอช่างไร้เดียงสานัก
คำพูดของผู้ชายบนเตียงน่ะเชื่อได้ที่ไหนกัน ถ้าเชื่อได้ แม่หมูก็คงบินได้แล้ว!
หลังจากผ่านพ้นพายุคลื่นลมอันหนักหน่วงมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดชีชีก็จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราและหมดสติไปโดยสมบูรณ์
เธอรู้สึกว่า หากในโลกนี้จะมีใครสักคนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเรื่องพรรค์นี้ คนคนนั้นต้องเป็นเธอแน่ๆ
ผู้ชายสารเลวคนนี้... ช่างไม่มีความเป็นคนเอาเสียเลย!