บทที่ 20 สถานการณ์สุดอับอาย
บทที่ 20 สถานการณ์สุดอับอาย
แววตาของชีชีพลันเคร่งขรึมขึ้น “หลี่เฉิงเต๋อส่งพวกนายมางั้นเหรอ?”
“เหอะ ยัยหนูคนนี้หัวไวไม่เบานี่นา”
“ฉลาดแล้วจะมีประโยชน์อะไร? ดันไปกระตุกหนวดเสือเข้า ก็ต้องดวงกุดแบบนี้แหละ”
“ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่ชายจะเอ็นดูหนูให้ถึงใจ รับรองว่าได้ขึ้นสวรรค์จนลืมไม่ลงเลยล่ะ”
“ฮิ้ววววว!”
เสียงผิวปากดังระงมไปทั่วบริเวณ ชายสองคนยืนขวางทางข้างหน้า อีกสี่คนขยับล้อมเข้ามาจากด้านหลัง กลุ่มคนพวกนี้พากันแสยะยิ้มหื่นกามดูน่ารังเกียจเป็นที่สุด
ชีชีที่เป็นเพียงหญิงสาวบอบบางคนหนึ่งและไม่มีวิชาการต่อสู้ติดตัวเลย หากจะบอกว่าไม่กลัวก็คงเป็นการโกหก
แต่เธอก็รู้ดีว่า จะปล่อยให้พวกมันทำสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด
มิฉะนั้น ชีวิตในชาตินี้ของเธอคงพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
เป็นครั้งแรกที่ชีชีรู้สึกว่า ชีหมิงเยว่ยังพอจะมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะหล่อนดันซุกซ่อนสเปรย์พริกไทยกับเครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงเอาไว้ในพื้นที่มิติ
แม้จะมีอาวุธอยู่ในมือ แต่การต้องรับมือแบบหนึ่งต่อหกนั้น ความยากก็ไม่ใช่ระดับธรรมดาเลย
ในขณะที่ชีชีกำลังครุ่นคิดว่าจะเริ่มจัดการจากใครก่อนดี ชายคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเธอ
“เดี๋ยวพี่จะสาธิตให้ดูเป็นขวัญตา คอยดูให้ดีนะพวกแก”
“เจ้าตง เบามือหน่อยนะ ผิวขาวๆ บางๆ แบบนั้น เดี๋ยวจะช้ำคามือซะก่อน”
“ฮ่าๆๆๆ!”
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นตรงมุมปากของชีชีจึงถูกพรางไว้ภายใต้ความสลัวของยามค่ำคืน
และในจังหวะที่พวกมันกำลังย่ามใจจนถึงขีดสุด ชีชีก็เริ่มลงมือทันที!
“อ๊ากกกก! ตาฉัน! ตาฉันนนน!”
เมื่อเห็น ‘เจ้าตง’ พลาดท่า คนที่เหลือก็พุ่งกรูเข้ามาพร้อมกัน มีคนหนึ่งเงื้อหมัดหมายจะชกเข้าที่ใบหน้าของชีชี
ทว่าชีชีอาศัยร่างที่เล็กและปราดเปรียวกว่าโยกหลบหมัดนั้นได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะชูสเปรย์พริกไทยขึ้นแล้วกระหน่ำฉีดใส่ไม่ยั้ง
“โอ๊ยยย! แสบ! แสบจะตายอยู่แล้ว!”
“อ๊ากกกก! อะไรวะเนี่ย? ตาฉันบอดแล้ว!”
แม้หัวใจดวงน้อยของชีชีจะเต้นระรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก แต่สมองของเธอกลับเยือกเย็นอย่างประหลาด
เธอใช้สเปรย์พริกไทยปิดกั้นการมองเห็นของพวกมันก่อน จากนั้นก็ควักเครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงออกมา แล้วจ้วง... จ้วง... จ้วง... เข้าไปไม่ยั้งมือ!
กระแสไฟฟ้าทำให้พวกมันร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดจนน้ำลายฟูมปาก
แต่นั่นยังไม่หายแค้น ชีชีสะบัดมือเพียงแผ่วเบา เก็บจักรยานทั้งหกคันเข้าสู่พื้นที่มิติจนเกลี้ยง
ด้วยคติที่ว่า ‘นกเป็ดน้ำบินผ่านยังต้องโดนถอนขน’ [*] (เป็นสำนวนเปรียบเทียบถึงคนที่มีความละโมบหรือความตระหนี่ขั้นสุด หรือคนที่มีไหวพริบในการหาประโยชน์ ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปโดยไม่ได้อะไรติดมือมาเลย แม้แต่อะไรเพียงเล็กน้อยก็ต้องเอา) เธอจึงลงมือค้นตัวพวกมันซ้ำอีกรอบ
น่าเสียดายที่เจ้าหกคนนี้มันจนกรอบ ยอดเงินรวมกันทั้งหมดยังไม่ถึงสิบหยวนด้วยซ้ำ
ชีชีเบ้ปากอย่างนึกรังเกียจ สุดท้ายเธอก็จัดการแก้ผ้าพวกมันออกจนเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว
เสื้อผ้าที่ผู้ชายพวกนี้เคยใส่ทั้งสกปรกและเหม็นสาบ เธอไม่อยากเก็บมันเข้าพื้นที่มิติให้เสียบรรยากาศ
เธอจึงใช้ไม้พลองเขี่ยเสื้อผ้าเหล่านั้นขึ้นมา เตรียมจะโยนทิ้งลงไปในทุ่งหญ้ารกชัฏข้างทาง
ทว่าพอเงยหน้าขึ้น ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ “ลู่... ลู่เหย่? คุณมาตั้งแต่เมื่อไรคะ?”
คำว่า ‘อับอายจนอยากมุดแผ่นดินหนี’ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ชีชีซึ้งแก่ใจแล้วในวินาทีนี้
ลู่เหย่เห็นภาพที่เธอสวมวิญญาณหญิงเถื่อนแก้ผ้าผู้ชายแบบนี้เขาจะคิดยังไง? เขาจะมองว่าเธอเป็นยัยผู้หญิงหื่นกามหรือเปล่า?
ฮือออ อยากจะร้องไห้เหลือเกิน
“คุณกำลังทำอะไรอยู่?”
น้ำเสียงของลู่เหย่เย็นเยียบ ส่วนใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มยิ่งกว่าท้องฟ้าตอนนี้เสียอีก
“พวกมันจะปล้นฉันค่ะ”
เดิมทีการทำเรื่องชั่วร้ายแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขาก็ทำให้รู้สึกผิดอยู่ในใจอยู่บ้าง
แต่พอมานึกถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเผชิญมาเมื่อครู่ แล้วยังต้องมาโดนผู้ชายคนนี้ดุใส่อีก ความอัดอั้นตันใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำ และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็เริ่มสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
หัวใจของลู่เหย่กระตุกวูบราวกับถูกไฟฟ้าช็อต มันสั่นไหวอย่างมีจังหวะด้วยความรู้สึกสงสาร
เขารำพึงในใจว่า ‘นั่นไงล่ะ ชีชีของผมทั้งอ่อนหวานนุ่มนวลและจิตใจดีขนาดนี้ จะไปทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ยังไง? ทั้งหมดมันต้องเป็นความผิดของเจ้าพวกนี้สิ’
ใช่... ต้องเป็นความผิดของพวกมันแน่นอน
“คุณไม่เป็นไรนะ? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
ลู่เหย่สาวเท้าเข้ามาหาชีชีอย่างรวดเร็ว ดึงตัวเธอมาสำรวจตรวจเช็กดูหน้าหลังจนแน่ใจว่าไม่เป็นอะไรถึงค่อยเบาใจลงได้
“กลับบ้านกันเถอะ”
“ค่ะ”
ลู่เหย่ช่วยประคองจักรยานให้ชีชี ทันใดนั้นเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ชีชีใจหายวาบ หรือเขาจะมาคิดบัญชีแค้นตอนนี้?
แต่แล้วเธอก็เห็นลู่เหย่หยิบเสื้อผ้าของพวกนั้นขึ้นมา แล้วเหวี่ยงมันทิ้งลงไปในส่วนลึกที่สุดของทุ่งหญ้า ซึ่งเขาสามารถขว้างไปได้ไกลกว่าที่ชีชีทำไว้มากนัก
ชีชีต้องพยายามเม้มปากเพื่อกลั้นยิ้ม ในขณะที่จิตสำนึกตัวจิ๋วๆ ในใจเธอกำลังโบกแท่งไฟเชียร์สุดแรงเกิด ‘ลู่เหย่หล่อมาก ลู่เหย่แมนสุดๆ ลู่เหย่ฉันรักคุณ ลู่เหย่ฉันอยากมีลูกกับคุณจังเลย!’
ลู่เหย่กังวลว่าทางมันมืดเกินไปและกลัวว่าชีชีจะขี่จักรยานไม่ปลอดภัย จึงให้เธอนั่งซ้อนท้ายจักรยานของเขา
เขามือหนึ่งบังคับแฮนด์รถ อีกมือหนึ่งประคองจักรยานของชีชีเอาไว้ แล้วตั้งใจปั่นมุ่งหน้ากลับไปยังเขตบ้านพักทหาร
ชีชีโอบกอดเอวสอบที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาไว้แน่น ใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังกว้างอันอบอุ่น ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
แต่ในใจเธอก็ครุ่นคิดว่า ในโลกยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ ต่อให้เธอเป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอที่หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับอันตรายและแรงกดดันจากรอบด้าน
ฐานะ ‘ภรรยาทหาร’ นี่แหละคือร่มไม้ใหญ่ที่จะช่วยคุ้มครองให้เธอใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
เพราะฉะนั้น การหย่าร้างจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เธอต้องคว้าผู้ชายคนนี้ไว้ให้มั่น
แต่ชีชีที่ใช้ชีวิตมาสองชาติภพกลับไม่เคยมีความรักเลย เธอไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะมัดใจผู้ชายได้อย่างไร
หรือว่า... ต้องมีลูกด้วยกันสักคน?
ทันทีที่ความคิดนี้แวบเข้ามา ชีชีก็รีบตำหนิตัวเองในใจทันที
‘หล่อนเป็นผู้หญิงดีๆ นะ ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ต้องลดตัวไปใช้ลูกมาผูกมัดผู้ชาย? โง่เง่าสิ้นดี!’
เมื่อทั้งคู่กลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว
ชีชีลงมือทำบะหมี่ง่ายๆ สองชาม ซอยแตงกวาเป็นเส้นๆ แล้วคลุกเคล้าด้วยน้ำพริกหมูสับที่เธอทำเตรียมไว้
ลู่เหย่จัดการบะหมี่หมดเกลี้ยงในไม่กี่คำ เขากินไปถึงสามชามใหญ่ถึงจะหยุด
ชีชีเองก็หิวมากเช่นกัน แต่กิริยาการกินของเธอเรียบร้อยกว่าเขามาก เธอค่อยๆ สูดเส้นเข้าปากทีละนิด จนซอสเปื้อนที่มุมปากดูมันวาวและน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
ลูกกระเดือกของลู่เหย่ขยับขึ้นลงอย่างไม่อาจควบคุม
ชีชีเงยหน้ามองเขา ท่าทางเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ลังเล
เธออยากบอกลู่เหย่ว่า หลินเสี่ยวหรูไม่ใช่คนดี อย่าไปชอบหล่อนเลย
ทว่าความจริงเรื่องนี้บอกออกไปไม่ได้ หากพูดออกไปลู่เหย่ก็คงไม่เชื่อ และคงคิดว่าเธออิจฉาจนต้องมาคอยพูดยุแยงให้แตกแยกกัน
ท้ายที่สุดชีชีก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอเดินหน้าโซ้ยบะหมี่ของเธอต่อไป
“เอ่อ... เมื่อตอนบ่ายผมติดประชุมตลอดเลย พอจบแล้วก็รีบไปรับคุณทันที แต่ก็ยังช้าไปอยู่ดี”
ตลอดทางที่กลับมา ลู่เหย่รู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างในยามที่ภรรยาตกอยู่ในอันตราย
วันนี้โชคดีที่ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจริงๆ เขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต
“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ”
ชีชีรู้ว่าเขางานยุ่งจึงไม่ได้ติดใจเอาความ
แต่ตอนนี้ในสมองเธอมีแต่เรื่องของหลินเสี่ยวหรูวนเวียนอยู่ คำตอบที่ให้เขาไปจึงดูค่อนข้างเย็นชาและขอไปที
ลู่เหย่รู้สึกไม่สบายใจนัก ภรรยาโดนรังแกข้างนอกแบบนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ แน่
“วันหลังอย่าไปในตัวตำบลคนเดียวอีกนะ มันไม่ปลอดภัย”
“แบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะเลย” ชีชีค้านขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะกลอกตาไปมาแล้วเสนอขึ้นว่า “เอาอย่างนี้ไหมคะ คุณช่วยสอนหมัดมวยทหารให้ฉันหน่อยสิ ถ้าฉันเรียนเก่งแล้ว ฉันจะได้ปกป้องตัวเองได้ไงคะ”
“ได้สิ”
ลู่เหย่ปรายตามองแขนขาที่ดูบอบบางของเธอแล้วก็ไม่ได้หวังอะไรมากนัก
แต่เขาก็ไม่อยากทำลายความตั้งใจของเธอ จึงพยักหน้าตอบตกลงไป
ดวงตาของชีชีพลันโค้งมนเป็นรูปจันทร์เสี้ยวทันที “ฮิๆ คุณนี่ใจดีจังเลย”
ลู่เหย่ที่เพิ่งถูกประทับตราว่าเป็น ‘คนใจดี’ ถึงกับหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันควัน
เช้าวันต่อมา ชีชีตื่นแต่เช้าตรู่
เธอเริ่มเรียนหมัดมวยทหารกับลู่เหย่อย่างเป็นทางการ
ชีชีเป็นคนที่มีทักษะการเรียนรู้รวดเร็วมาก แค่เรียนไปสองสามรอบเธอก็จำท่าทางได้ขึ้นใจจนหมด
แววตาของลู่เหย่เต็มไปด้วยความชื่นชม เขาคิดไม่ถึงเลยว่าภรรยาตัวน้อยที่ดูนุ่มนิ่มของเขาจะเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ขนาดนี้
เนื่องจากพละกำลังระหว่างชายหญิงนั้นต่างกันมาก ลู่เหย่จึงตัดท่าทางที่ดูสวยงามแต่กินแรงทิ้งไปจนหมด แล้วสอนเพียง ‘ท่าไม้ตาย’ ที่เน้นจัดการในทีเดียว
เพื่อให้มั่นใจว่าเวลาเธอเจออันตราย เธอจะสามารถเอาตัวรอดออกมาได้
ทว่าการฝึกวิชามันเป็นงานที่ใช้แรงมหาศาลจริงๆ
พอลู่เหย่ออกไปทำงาน ชีชีก็แทบจะสิ้นฤทธิ์ นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงจนขยับตัวไม่ได้
เธอต้องดื่มน้ำพุวิญญาณไปหลายแก้วถึงจะเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับคืนมา
“สหายเสี่ยวชีอยู่บ้านไหม? มีคนมาหาที่หน้าประตูแน่ะ”
เสียงตะโกนอันทรงพลังของพี่สะใภ้หลี่ดังแว่วมาจนได้ยินกันไปทั้งเขตบ้านพัก
ชีชีรู้สึกฉงนใจนัก เธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่จะไปรู้จักใครที่ไหนกัน?
“พี่สะใภ้หลี่คะ ใครมาหาฉันเหรอคะ?”
“พี่สาวของเธอน่ะ... ชีหมิงเยว่”