LNCrawler

บทที่ 23 ฉันยังคงชอบทำนา

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 23 ฉันยังคงชอบทำนา

        เมื่อตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรคุยทางโทรศัพท์ หลี่ฮุ่ย แม่ของหลินเสี่ยวหรูจึงรีบปรับเสียงให้อ่อนลงเพื่อปลอบประโลม

       “เสี่ยวหรู ลูกรีบกลับหอพักไปนะ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เดี๋ยวแม่จะรีบไปหาลูกเดี๋ยวนี้แหละ”

       “ค่ะ แม่รีบมานะคะ หนูขวัญเสียไปหมดแล้ว”

       หลินเสี่ยวหรูสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ในยามนี้คนที่เธอพอจะพึ่งพิงได้มีเพียงแม่ของเธอเท่านั้น

       “ไม่ต้องกลัวนะลูก มีแม่อยู่ทั้งคน ลูกกลับไปนอนพักผ่อนให้สบายเถอะ แม่จะไปถึงในไม่ช้า”

       “ค่ะ หนูจะรีบกลับเดี๋ยวนี้”

       หลินเสี่ยวหรูวางสายโทรศัพท์แล้วรีบวิ่งกลับที่พักราวกับพายุ เธอตรวจสอบประตูหน้าต่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจ ก่อนจะมุดตัวซุกเข้าไปใต้ผ้าห่ม

       ทว่าหญิงสาวไม่อาจข่มตาหลับได้เลย หยาดน้ำตาพรั่งพรูร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย ปากก็เอาแต่พร่ำบ่นซ้ำๆ ว่า “ฉันตายไม่ได้ ฉันตายไม่ได้ ฉันตายไม่ได้...”

       ในขณะที่ชีชีกลับอารมณ์ดีจนแทบจะโบยบิน เธออาบน้ำอย่างมีความสุข ก่อนจะเริ่มใช้ชีวิตยามค่ำคืนอันแสนหวานฉ่ำกับลู่เหย่

       เช้าวันต่อมา เธอได้รับโทรศัพท์จากสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร แจ้งว่าทางโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว และขอให้เธอไปตรวจรับงาน

       เมื่อเห็นว่าชีชีท่าทางรีบร้อนจะออกไปข้างนอก ลู่เหย่จึงรีบคว้าตัวเธอไว้ “ผมไปเป็นเพื่อนนะ”

       “คุณไม่ต้องลางานเหรอคะ? ไม่เป็นไรหรอกค่ะ กลางวันแสกๆ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”

       “แต่หลี่เฉิงเต๋อคนนั้น...”

       “วางใจเถอะค่ะ ตอนนี้ฉันก็มีฝีมือในการต่อสู้อยู่นะ ไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ หรอก”

       “ก็ได้ งั้นคุณรีบกลับมานะ”

       แม้ปากจะรับคำ แต่ลู่เหย่ก็ยังไม่อาจปิดบังความกังวลที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจได้

       “ทราบแล้วค่ะ”

       ชีชีปั่นจักรยานไปตามทาง รับลมเย็นๆ จนมาถึงสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร

       ท่านผู้เฒ่าไป๋และหัวหน้าสถานีหวังยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อเห็นเธอ ทั้งคู่ต่างก็เดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

       “สหายเสี่ยวชี ในที่สุดคุณก็มา พวกเราต่างรอคอยที่จะร่วมเป็นสักขีพยานในปาฏิหาริย์อยู่นะ”

       “ท่านผู้เฒ่าไป๋ล้อเล่นแล้วค่ะ ฉันก็แค่ปรับปรุงเครื่องจักรที่มีอยู่เดิมนิดหน่อย ไม่ถึงขั้นเป็นปาฏิหาริย์หรอกค่ะ”

       ชีชีจอดจักรยาน แล้วสวมถุงมือเพื่อเริ่มทำงานทันที

       “ถ่อมตัวเกินไปแล้ว คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่คุณปรับปรุงเหล่านี้จะนำพาความก้าวหน้ามาสู่การพัฒนาการเกษตรของประเทศเรามากแค่ไหน?”

       ชีชีหยั่งรู้อยู่เต็มอก แต่เธอก็ย่อมไม่เอ่ยปากยอมรับออกมา

       อีกอย่าง รอบข้างมีผู้คนมากมายขนาดนี้ หญิงสาวจึงไม่สามารถใช้พื้นที่มิติได้

       โชคดีที่เจ้าหน้าที่จากแผนกตรวจสอบคุณภาพของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรอยู่กันครบ แถมท่านผู้เฒ่าไป๋ยังพาลูกมือมาด้วยอีกหลายคน งานแบกงานหามจึงยกให้เป็นหน้าที่ของพวกเขา

       หลี่เฉิงเต๋อก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเช่นกัน เพียงแต่เขายืนแยกตัวออกไปด้านหลัง พลางจ้องมองชีชีด้วยสายตามาดร้ายและเย็นชา

       เขาส่งชายฉกรรจ์ออกไปถึงหกคน กลับถูกนังผู้หญิงคนนี้จัดการจนเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว

       ช่างน่าขายหน้านัก เขาจะต้องหาทางเอาคืนให้ได้

       เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมง เครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียวเครื่องหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้น

       ชีชียิ้มจนตาหยี แม้จะเป็นการนำอะไหล่เก่าที่ใช้การไม่ได้มาประกอบเข้าด้วยกัน แต่มันก็ไม่ได้ลดทอนความภาคภูมิใจของเธอลงเลยแม้แต่น้อย

       “หัวหน้าสถานีหวังคะ ที่ท่านรับปากว่าถ้าทำเสร็จแล้วจะให้ฉันใช้งานก่อนหนึ่งวัน คำพูดนี้ยังเป็นคำสัตย์อยู่ใช่ไหมคะ?”

       “ย่อมเป็นคำสัตย์แน่นอน”

       หัวหน้าสถานีหวังยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู นี่ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงเชียวนะ ซึ่งจะถูกจารึกไว้ในประวัติการทำงานของเขาอย่างภาคภูมิ

       แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงแรงทำอะไรเลย แต่ภายใต้การนำของเขา สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งนี้ได้พัฒนาเครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียวขึ้นมาได้ นี่คือผลงานทางการเมืองที่ใครก็ไม่อาจลบเลือน

       ชีชีไม่คิดจะเกรงใจเขา เธอติดเครื่องไถพรวนดินลึกก่อนวิ่ง ‘ตึกๆๆ’  ตรงไปยังเขตบ้านพักทหารทันที

       เมล็ดพันธุ์เตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว เหลือเพียงรอเจ้าเครื่องนี้แหละ!

       ท่านผู้เฒ่าไป๋เพื่อที่จะได้เห็นประสิทธิภาพของเครื่องไถพรวนดินลึกกับตา จึงนั่งรถตามหลังมาด้วย และไม่ลืมสั่งให้ลูกมือเตรียมน้ำมันดีเซลมาอีกหนึ่งถัง

       ชีชีขับเครื่องไถพรวนดินลึกตรงไปยังพื้นที่รกร้างหลังเขตบ้านพักทหาร และเริ่มลงมือทำงานในทันที

       เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มดึงดูดความสนใจของเหล่าพี่สะใภ้และบรรดาป้าๆ ในเขตบ้านพักทหารให้พากันมามุงดู

       “โอ้โห สหายเสี่ยวชีขับรถไถเป็นด้วยเหรอเนี่ย เก่งจริงๆ เลย”

       “เขาเรียกอะไรนะ... อะไรที่ว่าไม่แพ้บุรุษน่ะ”

       “นารีผู้องอาจไม่แพ้บุรุษ!”

       “ใช่ๆๆ เธอไม่ด้อยไปกว่าพวกผู้ชายเลย!”

       เสียงชื่นชมดังขึ้นระงม แต่ก็มีบางคนที่พูดจาถากถางด้วยความริษยา

       “แม่นั่นบ้าบิ่นชะมัด นั่นมันงานของผู้ชายแท้ๆ หล่อนจะไปเสนอหน้าแสดงความสามารถไปเพื่ออะไร?”

       “ดูท่าทางกรีดกรายของหล่อนสิ พยายามแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ชาย คิดอะไรอยู่คงไม่ต้องพูดหรอกมั้ง?”

       คนมาดูเหตุการณ์มีมาก คำพูดคำจาก็มีหลากหลาย

       ชีชีหาได้ใส่ใจไม่ เธอมีสิทธิ์ใช้งานเครื่องนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น ดังนั้นต้องเปิดหน้าดินที่นี่ให้เสร็จทั้งหมด

       เมื่อเครื่องไถพรวนดินลึกเริ่มทำงาน ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็พาเจ้าหน้าที่เริ่มทำการทดสอบ

       เริ่มจากการวัดความลึกของหน้าดินที่ไถพรวน ไปจนถึงการทดสอบความชื้นของดินชั้นลึก

       ทุกครั้งที่การทดสอบผ่านไปหนึ่งรายการ มุมปากของเขาก็จะยกสูงขึ้นทีละนิด จนสุดท้ายก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาไม่หยุด

       “ดี ดีมาก! เครื่องไถพรวนดินลึกนี้ต้องได้รับการส่งเสริมออกไป ให้ทุกกองการผลิตได้มีโอกาสใช้งาน”

       ของดีขนาดนี้ใครบ้างจะไม่อยากได้? แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันการผลิตเหล็กกล้าของประเทศยังมีขีดจำกัด การจะส่งเสริมขยายผลอย่างเต็มกำลังจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง

       ดังนั้นหัวหน้าสถานีหวังจึงทำแค่เออออตามไปเท่านั้น ไม่ได้เก็บมาใส่ใจจริงจัง

       ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดมิด ชีชีก็ทำการไถพรวนดินลึกบนพื้นที่รกร้างกว่าสิบหมู่จนเสร็จสิ้น

       ขอเพียงใส่ปุ๋ยรองพื้นก็สามารถเริ่มเพาะปลูกได้แล้ว

       ทว่าเธอมีน้ำพุวิญญาณ เรื่องปุ๋ยรองพื้นจึงตัดทิ้งไปได้เลย

       อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ของเธอยังเป็นเมล็ดพันธุ์เซียนที่ได้รางวัลมาจากระบบ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผลผลิตย่อมต้องสูงลิ่วแน่นอน

       เมื่อเห็นว่าชีชีทำงานเสร็จแล้ว ทุกคนต่างก็พากันขอตัวกลับ

       ชีชีคิดจะรั้งให้พวกเขาอยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันแต่ก็ไม่มีใครอยู่

       ก็จริงอยู่ ในยามนี้ทุกคนต่างต้องกินอยู่อย่างจำกัดตามโควตาที่ได้รับ หากไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ จะไม่ไปทานข้าวบ้านคนอื่นเด็ดขาด

       เพราะหากคุณกินไป สิทธิ์ของคนอื่นก็จะหมดลง และพวกเขาจะต้องทนหิวโหย

       ยุคสมัยนี้ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อธัญญาหารได้ง่ายๆ อีกทั้งทุกคนก็ไม่ได้มีเงินทองมากมายอะไร

       แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ชีชีกลับมีอารมณ์ดีอย่างยิ่ง มื้อค่ำเธอจึงลงมือทำกับข้าวเพิ่มขึ้นอีกสองอย่าง

       ทันทีที่ลู่เหย่ก้าวเข้าบ้าน เขาก็พบว่าชีชีดูเหมือนจะมีประกายเจิดจรัสไปทั้งตัว ช่างดูโดดเด่นเหลือเกิน

       เขาอดไม่ได้ที่จะเข้าไปสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง “วันนี้มีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นเหรอ?”

       “เครื่องไถพรวนดินลึกพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้วค่ะ และที่สำคัญคือพื้นที่ด้านหลังนั่นฉันเปิดหน้าดินเสร็จหมดแล้ว พรุ่งนี้จะเริ่มเพาะปลูกค่ะ”

       “ให้ผมช่วยนะ”

       “ไม่ต้องค่ะ” ชีชีดันตัวเขาออก “เร็วค่ะ ไปล้างมือแล้วมาทานข้าวกัน”

       “ได้เลยครับ”

       ตั้งแต่ออกเรือนกับชีชี อาหารการกินของลู่เหย่ก็ยกระดับขึ้นหลายขั้น

       ทว่าเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจฟุดฟิด “ทำอะไรกินน่ะ? ทำไมหอมขนาดนี้?”

       ชีชีไม่ปล่อยให้เขาสงสัยนาน เธอเปิดฝาหม้อดินออกทันที ไก่ตุ๋นสีเหลืองทองปรากฏแก่สายตา โดยเฉพาะกลิ่นหอมของเนื้อที่อบอวลไปทั่ว จนลู่เหย่แทบจะก้าวขาไม่ออก

       เขาจึงรีบวิ่งไปล้างมือและกลับมานั่งประจำที่ที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว รอคอยให้ภรรยาเอ่ยปากเรียกทานข้าว

       ชีชีชอบท่าทางซื่อๆ ของลู่เหย่มาก เธอคีบน่องไก่ให้เขาชิ้นหนึ่ง “รีบทานเถอะค่ะ”

       “อืม”

       ลู่เหย่คีบน่องไก่ที่เหลืออีกข้างให้ชีชี ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย

       หลังจากทานเสร็จ ทั้งคู่ก็ออกไปเดินเล่นย่อยอาหารตามปกติ

       เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้พบกับหลินเสี่ยวหรูอีก

       ภายในเขตบ้านพักทหารไม่มีความลับใดๆ ได้ยินมาว่าวันนี้เธอไม่ได้เข้าร่วมการแสดงด้วยซ้ำ จนทำเอาหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารโกรธจัดจนควันออกหู

       ชีชีคาดเดาว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการที่ระบบของเธอถูกช่วงชิงไปอย่างแน่นอน

       หลินเสี่ยวหรูคนนั้นเคยชิงวาสนาของผู้คนมามากมาย มิหนำซ้ำยังเคยพรากชีวิตคนอื่น

       เมื่อไม่มีระบบคอยคุ้มครอง ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกอาถรรพ์ย้อนกลับเข้าตัว

       สวรรค์ทำผิดบาปยังพอให้อภัยได้ แต่คนทำผิดบาปเองย่อมไม่อาจรอดพ้น

       หากเธอเป็นอะไรไปจริงๆ ชีชีก็จะไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ถือเสียว่าเป็นการกำจัดภัยให้แก่ราษฎร

       ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ

       เช้าวันรุ่งขึ้น ชีชีรีบไปที่ไร่เพื่อเริ่มงาน เธอปลูกข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง และมันเทศลงไปจนหมด พร้อมทั้งรดด้วยน้ำพุวิญญาณ

       จากการเติบโตของพืชผลในพื้นที่มิติทำให้เห็นได้ว่า น้ำพุวิญญาณช่วยรับประกันการรอดตายของต้นกล้าและทำให้มันเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

       เนื่องจากชีชีชอบทานข้าวเจ้ามากกว่า เธอจึงเว้นที่ว่างไว้อีกห้าหมู่เพื่อเตรียมปลูกข้าวเจ้า

       แต่พื้นที่นาข้าวหากใช้แรงงานคนคงจัดการได้ยาก เธอจึงต้องการเครื่องตีแนวและเครื่องปักดำ

       ในคราวนี้ ชีชีตั้งใจจะไปหาท่านผู้เฒ่าไป๋ที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรโดยตรง

       ทว่ายังไม่ทันจะได้ออกพ้นประตู ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็เดินทางมาถึงเสียก่อน

       พร้อมกับนำธงเกียรติยศมามอบให้ผืนหนึ่ง