LNCrawler

บทที่ 24 มีเงินแล้วจ้า มีเงินแล้ว

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 24 มีเงินแล้วจ้า มีเงินแล้ว

        ชีชีที่กำลังรดน้ำแปลงผักในลานบ้าน พลันเห็นกลุ่มคนเดินขบวนกันมาที่บ้านของเธออย่างเอิกเกริก

       ท่านผู้เฒ่าไป๋เดินอยู่กึ่งกลางขบวน โดยมีผู้บังคับกองพันหลี่และคุณอู๋ ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจการทางการเมือง ผู้รับผิดชอบงานด้านอุดมการณ์และการเมืองเดินขนาบข้าง ส่วนลู่เหย่เดินตามหลังมาพร้อมกับเหล่าผู้ช่วยของท่านผู้เฒ่าไป๋

       เขตบ้านพักทหารนั้นกว้างขวางเพียงเท่านี้ บ้านไหนมีเรื่องอะไร ทุกคนต่างก็โผล่หน้าออกมาด้อมๆ มองๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

       “สหายเสี่ยวชี ผมในฐานะตัวแทนของโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร และตัวแทนของเกษตรกรทั่วหล้า ขอขอบคุณคุณเป็นอย่างยิ่ง สิ่งประดิษฐ์ของคุณผ่านการอนุมัติจากหลายภาคส่วนและเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เกษตรกรรมของประเทศเรา ประชาชนจะจดจำคุณูปการของคุณไว้สืบไป!”

        

       ท่านผู้เฒ่าไป๋กุมมือของชีชีไว้ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปลาบปลื้ม

       ผู้ตรวจการทางการอู๋ก็เอ่ยสมทบอยู่ข้างๆ “สหายเสี่ยวชีอายุยังน้อยแต่กลับมีความสามารถโดดเด่นถึงเพียงนี้ ช่างน่าเลื่อมใสนัก เรื่องนี้จะต้องได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง”

       สถานการณ์ที่ดูเป็นทางการเช่นนี้ ทำเอาชีชีถึงกับทำตัวไม่ถูกด้วยความเขินอาย

       “ท่านผู้เฒ่าไป๋ ผู้ตรวจการทางการอู๋ พวกคุณชมเกินไปแล้วค่ะ ฉันก็แค่ตั้งใจจะรับใช้ประชาชน ทำในสิ่งที่พอจะทำได้เท่านั้นเอง”

       “ดี ดีมาก คนหนุ่มสาวที่ไม่ลำพองตนเช่นนี้ถือเป็นสหายที่ดีจริงๆ” ผู้บังคับกองพันหลี่มองเธอด้วยสายตาชื่นชม

       ท่านผู้เฒ่าไป๋รีบสั่งให้ผู้ช่วยนำธงเกียรติยศเข้ามา “นี่คือธงเกียรติยศที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรมอบให้คุณ และยังมีเงินรางวัลจากคณะกรรมการเมืองอีกจำนวนสองร้อยหยวน”

       “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าไป๋ และขอบคุณท่านผู้นำทุกท่านค่ะ ฉันจะพยายามทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปค่ะ”

       ชีชีรับธงเกียรติยศและซองจดหมายหนาปึกมา ในใจรู้สึกเบิกบานยิ่งนัก

       นี่มันตั้งสองร้อยหยวนเชียวนะ! ลู่เหย่ออกไปทำภารกิจ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแทบแย่ถึงจะได้มาหนึ่งร้อยหยวน

       เธอแค่ขยับนิ้วนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้เงินรางวัลเท่ากับค่าตอบแทนภารกิจของเขาถึงสองครั้งแล้ว

       เมื่อคิดได้ดังนั้น ชีชีจึงหันไปมองลู่เหย่อย่างภาคภูมิใจ

       ในขณะนั้นเขากำลังยืนฉีกยิ้มจนหน้าบาน บนใบหน้าเขียนตัวโตๆ ไว้ว่า ‘เห็นไหมล่ะ? นี่ภรรยาผมเอง!’

       ชีชีรีบละสายตาหนีทันที รู้สึกละเหี่ยใจจนไม่อยากจะมอง

       “สหายเสี่ยวชี ตำแหน่งช่างเทคนิคของโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรยังคงว่างไว้ให้คุณเสมอนะ เมื่อไรที่เปลี่ยนใจก็ไปรายงานตัวได้เลย”

       ท่านผู้เฒ่าไป๋ยังคงไม่ละความพยายาม อยากจะดึงตัวชีชีเข้าสังกัดให้ได้

       “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าไป๋ค่ะ แต่สามีของฉันเป็นทหาร ปกติเขายุ่งมาก ฉันต้องอยู่ดูแลบ้าน อีกอย่างคุณก็เห็นแล้ว ฉันยังปลูกพืชไว้ตั้งหลายแปลง คงปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ ค่ะ”

       ท่านผู้เฒ่าไป๋ส่ายหน้าด้วยความเสียดาย “น่าเสียดายจริงๆ ต้นกล้าฝีมือดีขนาดนี้... เอาเป็นว่าวันหน้าถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกนะ อะไรที่ช่วยได้ผมช่วยเต็มที่แน่นอน”

       “ความจริงก็มีเรื่องอยากให้ช่วยอยู่พอดีเลยค่ะ”

       ท่านผู้เฒ่าไป๋ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แม้คำพูดเมื่อครู่จะมาจากใจจริง แต่ยัยหนูคนนี้ก็ดูจะไม่เกรงใจกันเลยนะเนี่ย?

       ช่างเป็นพวกคว้าโอกาสได้เก่งกาจเหลือเกิน

       ชีชีไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไร เธอเดินเข้าบ้านไปหยิบแบบแปลนที่วาดเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา

       “ท่านผู้เฒ่าไป๋ลองดูนี่สิคะ ฉันอยากจะสร้างเครื่องตีแนวและเครื่องปักดำนาค่ะ โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรของเราพอจะช่วยเรื่องนี้ได้ไหมคะ?”

       “คุณว่าอะไรนะ?”

       ท่านผู้เฒ่าไป๋รีบคว้าแบบแปลนไปดูอย่างกระหาย

       “เครื่องตีแนวใช้สำหรับเปิดหน้าดินในนาข้าว โดยพ่วงไปกับรถไถ จะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้มหาศาลค่ะ ถ้าใช้แค่แรงคน กว่าจะเปิดหน้าดินได้หนึ่งหมู่ต้องใช้เวลาหลายวัน แต่ถ้ามีเครื่องนี้จะประหยัดทั้งเวลาและแรงงานได้มาก ส่วนเครื่องปักดำนาก็ใช้หลักการเดียวกันค่ะ”

        

       “ไอหยา สหายเสี่ยวชี สมองคุณนี่มันทำด้วยอะไรกันนะ? ทำไมถึงมีความคิดดีๆ แบบนี้ออกมาได้?”

       “หึๆ ฉันก็แค่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยน่ะค่ะ”

       การให้เหล่าผู้นำมายืนคุยกันกลางลานบ้านแบบนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก แต่ในบ้านของเธอก็เล็กเกินกว่าจะรับรองคนทั้งหมดได้ เก้าอี้ก็มีไม่พอให้นั่ง

       แต่ถึงอย่างนั้นชีชีก็ยังเอ่ยชวนตามมารยาท “ท่านผู้นำทุกท่าน เข้าไปดื่มน้ำในบ้านก่อนไหมคะ?”

       “ไม่ดีกว่า ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราก็ควรกลับกันเสียที”

       เมื่อผู้บังคับกองพันหลี่เอ่ยเช่นนั้น ทุกคนก็เตรียมตัวเดินออกไป มีเพียงท่านผู้เฒ่าไป๋ที่ยังยืนนิ่งอยู่

       ชีชีเดินไปส่งเหล่าผู้นำที่หน้าประตูบ้านด้วยความสุภาพ ทันใดนั้นผู้ตรวจการทางการอู๋ก็หันกลับมามองเธออีกครั้ง

       สายตานั้นบอกไม่ถูกว่าคืออะไร มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกจับแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัลอย่างไรอย่างนั้น

       ชีชีลูบขนแขนที่ลุกตามสัญชาตญาณ

       “ติ๊ง! ตรวจพบว่า ผู้ตรวจการทางการอู๋มีพลังพิเศษเนตรทิพย์มองทะลุ ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       “อะไรนะ?”

       ชีชีแทบจะกระโดดตัวลอย ตาเฒ่าคนนี้ลามกชะมัด มิน่าล่ะถึงได้เอาแต่จ้องเธอไม่เลิก

       “ผู้ตรวจการทางการอู๋มีพลังพิเศษเนตรมองทะลุ ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       ระบบคิดว่าเธอฟังไม่เข้าใจ จึงเอ่ยถามซ้ำอีกรอบ

       “นี่ฉันถูกเขามองจนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้วเหรอ?” ชีชีรู้สึกอัดอั้นตันใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาในมโนสำนึก

       “มีระบบอยู่นี่ทั้งคน เขาย่อมมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

       เมื่อได้รับคำยืนยันจากระบบ ความขุ่นเคืองและความอับอายของชีชีก็สลายไปในทันที

       แต่แล้วเธอก็รีบหันไปมองลู่เหย่ที่เดินตามหลังผู้ตรวจการทางการอู๋ไป “แล้วลู่เหย่บ้านฉันล่ะ ถูกเขามองทะลุไปหมดแล้วใช่ไหม?”

       “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ใช่ค่ะ”

       ชีชีโกรธจนควันออกหู แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “ชิงมา! ต้องชิงมาให้ได้เดี๋ยวนี้!”

       “เริ่มขั้นตอนการช่วงชิงพลังพิเศษเนตรทิพย์มองทะลุ เพียงแค่โฮสต์จ้องตาอีกฝ่ายตรงๆ เป็นเวลาหนึ่งนาทีก็ถือว่าเสร็จสิ้น”

       “บ้าจริง! ทำไมไม่รีบบอก คนเดินไปโน่นแล้ว”

       คนระดับหัวหน้าฝ่ายอำนวยการไม่ใช่คนที่ชีชีนึกจะเจอก็เจอได้ หากพลาดโอกาสวันนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะได้เจออีกเมื่อไร

       ชีชีทิ้งท่านผู้เฒ่าไป๋ที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกไว้เบื้องหลัง แล้วรีบก้าวเท้าวิ่งตามไปทันที

       “ผู้ตรวจการทางการอู๋คะ! ฉันรู้สึกว่าแค่ความสามารถทางเทคนิคอย่างเดียวยังไม่พอ ฉันต้องเสริมสร้างความรู้ด้านอุดมการณ์และการเมืองด้วยถึงจะพัฒนาได้อย่างรอบด้านค่ะ”

       เมื่อเห็นชีชีวิ่งตามมา ผู้ตรวจการทางการอู๋ก็หยุดฝีเท้าลงทันที “คุณมีจิตสำนึกที่ดีเช่นนี้ถือว่าดีมาก เป็นแบบอย่างที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ผมจะนำเรื่องราวของคุณไปเผยแพร่ในเขตบ้านพักทหาร และทั่วทั้งกองพลเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนขยันลงมือทำ ใช้สมองคิด เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่การพัฒนาปฐพีของพวกเรา แม้พลังของคนคนเดียวจะน้อยนิด แต่ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ไม่ใช่หรือ? ประกายไฟเพียงนิดสามารถลุกลามเผาทุ่งหญ้าจนวอดวายได้...”

       ผู้ตรวจการทางการอู๋คนนี้สมกับเป็นมือโปรด้านการปลุกระดมอุดมการณ์จริงๆ ฝีปากเขาช่างร้ายกาจนัก ไม่เพียงแต่พล่ามยาวเหยียด แต่ยังทำท่าทางประกอบได้อย่างเหมาะสมราวกับกำลังยืนปราศรัยอยู่บนเวที

       ชีชีจ้องตาเขาเขม็ง ในใจมีเสียงนับถอยหลังดังขึ้น ‘60, 59, 58... 6, 5, 4, 3, 2, 1’

       “ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ขั้นตอนการช่วงชิงพลังเนตรทิพย์มองทะลุเสร็จสมบูรณ์ โปรดตรวจสอบ”

       “เยส!”

       ชีชีชูหมัดขึ้นด้วยความดีใจ เมื่อกี้เพราะไม่กล้ากะพริบตา ขอบตาของเธอจึงมีน้ำตาคลอเบ้า ดูเหมือนคนที่กำลังตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด

       ผู้ตรวจการทางการอู๋คิดว่าชีชีคงจะถูกคำพูดของเขาปลุกเร้าจนเลือดรักชาติพลุ่งพล่าน และซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก

       “สหายเสี่ยวชี นอกจากคุณจะมีความสามารถด้านการงานที่แข็งแกร่งแล้ว จิตสำนึกด้านอุดมการณ์ยังสูงส่งอีกด้วย ช่างเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่จริงๆ”

       “เป็นเพราะผู้ตรวจการทางการอู๋ช่วยสั่งสอนค่ะ คำพูดทุกคำของคุณฉันจะจดจำใส่ใจและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดค่ะ”

       “ดี ดี ดีมากจริงๆ ถ้าคนหนุ่มสาวทุกคนเป็นเหมือนคุณ งานของพวกเราคงง่ายขึ้นเยอะ”

       “ฉันจะพยายามให้มากขึ้นไปอีกค่ะ จะไม่ทำให้ท่านผู้นำผิดหวังเด็ดขาด ผู้ตรวจการทางการอู๋เดินกลับดีๆ นะคะ”

       เมื่อได้พลังพิเศษมาครองแล้ว ชีชีก็ไม่อยากจะฟังเขาพล่ามอีกต่อไป จึงรีบส่งแขกทันที

       ผู้ตรวจการทางการอู๋ยังดูเหมือนจะยังพูดไม่จบดี แต่เมื่อเหลือบไปเห็นท่านผู้เฒ่าไป๋ที่ยังรออยู่ตรงนั้น เขาจึงจำต้องยับยั้งชั่งใจในความอยากแสดงออกของตัวเองไว้

       “เอาละ สหายเสี่ยวชีคุณไปยุ่งต่อเถอะ ไว้วันหลังพวกเราค่อยมาแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกนะ”

       “ขอบพระคุณผู้ตรวจการทางการอู๋ที่ช่วยชี้แนะค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ”

       ในที่สุดก็ส่งตาแก่โรคจิตนี่ไปได้เสียที ชีชีถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

       ท่านผู้เฒ่าไป๋ยังคงอยู่ในสภาวะงงงวย เขาไม่เข้าใจว่าคุยกันอยู่ดีๆ ทำไมชีชีถึงวิ่งพรวดพราดออกไป แถมยังไปคุยเรื่องอุดมการณ์การเมืองอะไรนั่นอีก

       ผู้ตรวจการทางการอู๋ในกองทัพน่ะ ใครเห็นต่างก็ต้องเดินอ้อมหนีกันทั้งนั้น แต่เธอกลับเสนอหน้าเข้าไปหาเองซะงั้น เพื่ออะไรกันล่ะเนี่ย?

       ชีชีเมินเฉยต่อสีหน้าสับสนของท่านผู้เฒ่าไป๋ เธอส่งยิ้มหวานจนตาหยี “ท่านผู้เฒ่าไป๋คะ พวกเรามาคุยกันต่อเถอะค่ะ”