บทที่ 2 เล่นท่ายากกันขนาดนี้เลยเหรอ?
บทที่ 2 เล่นท่ายากกันขนาดนี้เลยเหรอ?
มื้อค่ำไม่ได้หรูหราอะไรนัก ทว่าสองสามีภรรยาตระกูลชีกลับมัวแต่แย่งกันคีบกับข้าวให้ชีหมิงเยว่ ราวกับว่าชีชีและลู่เหย่ที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยนั้นเป็นเพียงธาตุอากาศ
“ทางสำนักงานยุวชนผู้มีการศึกษามาหาพ่อเพื่อคุยเรื่องส่งคนไปชนบทอีกแล้ว สถานการณ์บ้านเราตอนนี้... เฮ้อ”
คำพูดของชีเจี้ยนกั๋วดึงดูดความสนใจของทุกคนทันที
ชีชีเบ้ปาก คิดในใจว่าพ่อตั้งใจพูดเรื่องนี้ให้เธอฟังชัดๆ
ครอบครัวตระกูลชีมีลูกสามคน ลู่เหย่นั้นไปเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบหก ส่วนชีหมิงเยว่เองก็กำลังจะแต่งงานเร็วๆ นี้
ตอนนี้ก็เหลือเพียงเธอ ถ้าเธอไม่ไป แล้วใครจะไป?
แต่หากเทียบกับการต้องลงไปตรากตรำในชนบทแล้ว ชีชีเต็มใจจะแต่งงานกับลู่เหย่มากกว่า
“คุณอาครับ ผมแต่งงานกับชีชีได้ครับ เธอจะได้ไม่ต้องลงไปที่ชนบท”
ลู่เหย่ช่างมาได้ถูกจังหวะราวกับฝนหลงฤดูในยามแล้งแท้ๆ
ชีชีชอบเสียงของเขามาก มันทั้งดูเย็นชา เคร่งขรึม ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด
มุมปากของหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม
“ลู่เหย่ การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตนะ นายต้องคิดดูให้ดีก่อน”
ชีเจี้ยนกั๋วแม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับเริ่มโอนอ่อนไปนานแล้ว
เมื่อต้นปีลู่เหย่เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้พัน ต่อไปเขาจะมีเงินเดือนถึงแปดสิบเก้าหยวน หากไปปฏิบัติภารกิจพิเศษก็จะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่ม แถมถ้าสร้างผลงานได้ก็ยังมีเงินรางวัลให้อีก
ในกองทัพยังมีสวัสดิการพร้อมทั้งที่พักและอาหาร แทบไม่มีเรื่องให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง
หลายปีมานี้เขาส่งเงินกลับบ้านแค่เดือนละสิบหยวน เงินส่วนที่เหลือนั่นต้องเก็บออมไว้ไม่น้อยแน่ๆ
ถ้าตบแต่งลูกสาวเขาไปละก็ เงินทองเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นของเขาไปเสียทั้งหมดหรือ?
ลู่เหย่พยักหน้า “ผมคิดดีแล้วครับ นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ หลังจากเราแต่งงานกัน ชีชีก็จะย้ายไปอยู่กับผมที่เขตพำนักทหารครับ”
แววตาของชีเจี้ยนกั๋วไหวระริก “ในกองทัพน่ะคนแปลกหน้าทั้งนั้น ให้ชีชีอยู่ที่บ้านนี่แหละ”
ชีชีรู้สึกเหมือนมีฝูงม้านับหมื่นวิ่งพล่านอยู่ในใจ จนอยากจะลุกขึ้นมาฟาดโต๊ะเสียเดี๋ยวนั้น
ขืนให้อยู่บ้านนี้ต่อ ปีหนึ่งคงได้เห็นหน้าลู่เหย่ไม่เกินสองหน อย่างนี้มันต่างอะไรกับการอยู่เป็นม่ายทั้งที่ยังมีสามีกันเล่า? ไปลำบากที่ชนบทเสียยังดีกว่า
“พ่อคะ เราเพิ่งแต่งงานกัน พ่อจะให้เราแยกกันอยู่เลยเหรอ?”
“ชีชี ลูกต้องเข้าใจหัวอกพ่อแม่บ้าง หมิงเยว่ก็กำลังจะแต่งออกไป พ่อกับแม่ก็ต้องไปทำงาน ถ้าลูกไปอยู่กองทัพอีก แล้วงานบ้านใครจะทำ?”
ชีเจี้ยนกั๋วหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกึ่งบังคับ
เหมียวหงรีบเสริมทันที “ชีชี ลูกเพิ่งกลับมาอยู่ที่บ้าน แม่จะตัดใจส่งลูกไปลำบากที่กองทัพได้ยังไง? อยู่บ้านเรานี่แหละ มีอะไรจะได้คอยช่วยดูแลกัน”
หึ... นี่หรือคือความเป็นห่วงที่กลัวเธอไปลำบาก? ชัดเจนว่าที่บ้านแค่ขาดคนรับใช้ฟรีต่างหาก
ชีชีเหลือบตาขึ้นฟ้าใส่คนเป็นแม่ “การสนับสนุนงานก่อสร้างชายแดนเป็นอุดมการณ์อันสูงส่งของคนหนุ่มสาวผู้มีไฟนะคะ เรื่องที่มีเกียรติขนาดนี้ จะเรียกว่าไปลำบากได้ยังไง?”
อย่างไรเสียเธอก็ตัดสินใจแล้วว่าต้องตามสามีไปอยู่เขตทหารให้ได้ เพื่อไปให้พ้นจากคนพวกนี้
รอจนนโยบายผ่อนปรนประกาศเมื่อไร เธอจะไปเหมาภูเขาสักลูก ทำไร่ทำนา เป็นเจ้าของฟาร์มสวยๆ สักแห่งไปเลย
เธอจะสร้างคฤหาสน์หลังโต หน้าบ้านปลูกดอกไม้ หลังบ้านปลูกต้นไม้ ชีวิตแบบนั้นมันดีกว่าต้องมาเป็นวัวเป็นควายให้บ้านนี้ใช้งานไม่ใช่หรือ?
“ชีชี อย่าทำให้พ่อแม่โกรธสิ พวกท่านหวังดีกับเธอนะ”
เหอะ ชีหมิงเยว่นี่ช่างสวมบทคนดีเสียจริง ชีชีแสยะยิ้มเยาะหยัน “งั้นเธอก็อยู่บ้านเองสิ ยังไงเธอก็แต่งงานไปไม่ไกล สะดวกกว่าฉันตั้งเยอะ”
ดวงตาของชีหมิงเยว่วาวโรจน์ด้วยความโกรธทันที “ชีชี เก็บความคิดตื้นๆ ของเธอไปซะ ที่อยากให้ฉันอยู่บ้าน ก็เพราะเธอยังอาลัยอาวรณ์ไช่เหวินเจี๋ยอยู่ใช่ไหมล่ะ? อีกไม่กี่วันเราก็จะแต่งงานกันแล้ว เธอไม่มีโอกาสหรอก”
ชีชีวางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง!’ “ชีหมิงเยว่ สมองเธอมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง? ถ้าฉันยังอาลัยเขาอยู่ ฉันจะเรียกร้องไปอยู่เขตทหารทำไม? ฉันควรอยู่สู้กับเธอให้ถึงที่สุดสิถึงจะถูก”
ชีหมิงเยว่ไม่ยอมลดละ ตวาดกลับเสียงดัง “ใครจะไปรู้ว่าเธออาจแสร้งทำเป็นถอยเพื่อรุกหรือเปล่า!”
“รุกบ้านหล่อนสิ! พวกเธอสองคนควรจะตัวติดกันไว้ให้ตายตกไปในชาตินี้ อย่าได้ไปทำตัวเป็นเสนียดจัญไรสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเขาอีกเลย!”
“ยังไงพ่อแม่ก็อยากให้เธออยู่ ถ้าไม่ฟังคำสั่งท่าน เธอก็คือลูกอกตัญญู!”
แววตาของชีชีฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง “ก็ได้ ในเมื่ออยากให้อยู่นักฉันก็จะอยู่ ต่อไปฉันจะไปหาที่บ้านเธอทุกวัน ไปรำลึกความหลังกับผู้ชายของเธอ แล้วก็... หึๆ...”
ลู่เหย่ที่นั่งข้างๆ หน้าขรึมลงทันที
ชีหมิงเยว่แหวขึ้น “เธอไม่กล้าหรอก!”
“มีอะไรที่ฉันไม่กล้าล่ะ?”
ชีหมิงเยว่โกรธจนตาแดงก่ำ “พ่อคะ ดูเธอทำสิ!”
“พอได้แล้ว เลิกเถียงกันสักที!” ชีเจี้ยนกั๋วตวาดก้อง “ให้ยัยชีชีไปอยู่เขตทหาร ลู่เหย่ พรุ่งนี้เช้านายไปเขียนรายงานขออนุมัติแต่งงานได้เลย”
ชีเจี้ยนกั๋วเองก็ไม่อยากยอมหรอก แต่ครอบครัวเขากว่าจะได้ดองกับครอบครัวท่านผู้อำนวยการโรงงาน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงกลัวว่าชีชีจะเข้าไปทำเรื่องให้พังพินาศเสียก่อน
“ครับ”
ลู่เหย่พยักหน้าตอบรับด้วยใบหน้าเรียบเฉย เป็นอันว่าเรื่องนี้จบลงตามนั้น
หลังมื้อค่ำ ชีหมิงเยว่ทำท่าจะออกไปส่งของให้ไช่เหวินเจี๋ย
ชีชีเองก็บิดขี้เกียจ พลางบอกว่าจะออกไปเดินย่อยสักหน่อย เธอจะยอมปล่อยให้มิติน้ำพุวิญญาณหลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
เหมียวหงได้แต่ก่นด่าไล่หลังพลางล้างจานไปด้วย ทุกคนในบ้านยิ่งปักใจเชื่อว่าเธอคงยังลืมไช่เหวินเจี๋ยไม่ได้
ลู่เหย่สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามออกไป
ทั้งสามคนแอบเดินตามกันออกมาติดๆ ทว่าชีหมิงเยว่กลับไม่ได้ไปที่บ้านของไช่เหวินเจี๋ยอย่างที่บอก แต่กลับเดินหายเข้าไปในป่าละเมาะ
ไช่เหวินเจี๋ยรออยู่ก่อนแล้วด้วยความกระวนกระวาย พอเห็นเธอเดินเข้ามา เขาก็พุ่งเข้าไปกอดจูบราวกับสุนัขที่เห็นของโปรดทันที
‘ไม่จริงน่า... นี่ถึงขั้นจะทำกันในป่าเลยเหรอ?’
ชีชีนึกเสียดายที่ไม่ได้หยิบเมล็ดทานตะวันมาแทะเล่นด้วย เธอรีบหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ตาเป็นประกายจ้องเขม็ง
“เหวินเจี๋ย อย่าสิคะ... คุณสัญญาแล้วนะว่าจะเก็บครั้งแรกไว้ในวันแต่งงาน”
“น่า... ผมแค่ขอจับนิดจับหน่อย ไม่ทำอะไรเกินเลยหรอก”
ไช่เหวินเจี๋ยหอบหายใจหนักหน่วง พลางล้วงมือเข้าไปในกางเกงของเธอ
ชีหมิงเยว่ครางเสียงแผ่ว ร่างกายอ่อนระทวยซบลงในอ้อมกอดเขา ปล่อยให้มือของเขาลูบไล้ไปทั่ว ทั้งสองคนทำทุกอย่างยกเว้นเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
ภาพความเร่าร้อนตรงหน้าทำให้ชีชีเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน ในสมองเผลอจินตนาการไปถึงภาพตัวเองกับลู่เหย่กำลังทำเรื่องพรรค์นั้น จนเริ่มรู้สึกเลือดลมสูบฉีดไปทั้งตัว
โดยที่เธอไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ไม่ไกลจากด้านหลังนั้น ลู่เหย่เองก็ยืนหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูอยู่เช่นกัน
“หมิงเยว่ ผมต้องการคุณตอนนี้เลย ผมอึดอัดไปหมดแล้ว”
ไช่เหวินเจี๋ยดูท่าจะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาโถมตัวเข้าหาชีหมิงเยว่ราวกับสัตว์ป่า
“เหวินเจี๋ย...” เสียงของชีหมิงเยว่หวานเยิ้ม “ฉันช่วยคุณเองค่ะ”
“ดี... เร็วหน่อยนะ”
ชีชีรีบตะครุบปากตัวเองไว้เพราะเกือบจะหลุดเสียงหวีดร้องออกมา คนยุคนี้เขาเล่นกันพิเรนทร์ถึงพริกถึงขิงขนาดนี้เลยเหรอ? เปิดหูเปิดตาเธอจริงๆ
ส่วนลู่เหย่ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง หน้าเขาดำคล้ำราวกับก้นหม้อ มีอะไรน่าดูนักหนา? ไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนบ้างหรือไง
ทั้งคู่พลอดรักกันจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ชีหมิงเยว่จึงได้แยกย้ายกลับบ้าน
ขณะที่ชีชีกำลังจะเดินตามกลับไปบ้าง ข้อมือของเธอก็ถูกมือใหญ่คว้าไว้แล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง!
“ว๊าย... ช่วยด้วย...”
เธออุทานออกมาด้วยความตกใจ
พอได้สติเธอก็พบว่าตัวเองถูกชายหนุ่มกดร่างติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ เขากำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาขุ่นมัว
ลู่เหย่?
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
ในระยะประชิดขนาดนี้ ลมหายใจร้อนผ่าวของลู่เหย่รดรินลงบนใบหน้าของชีชีตรงๆ
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เธอก็พาลนึกไปถึงภาพหวาดเสียวที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ จนพวงแก้มร้อนวูบขึ้นมา
บรรยากาศเริ่มอบอวลไปด้วยมวลความรู้สึกแปลกประหลาด
ลู่เหย่เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาจึงรีบปล่อยมือและเบือนหน้าหนีไม่มองเธอ “คุณยังคิดอะไรกับไช่เหวินเจี๋ยอยู่ใช่ไหม?”
สมองของชีชียังคงมีภาพเหล่านั้นวนเวียนอยู่ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว ‘ตึกตัก’ จนการประมวลผลช้าไปครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นเธอเงียบไป ลู่เหย่ก็กดเสียงต่ำลง “เรากำลังจะแต่งงานกันแล้วนะ ถ้าคุณ...”
คราวนี้ชีชีได้สติ รีบเงยหน้าขึ้นสวนทันควัน “คิดอะไรคะ? ฉันไม่ได้ชอบเขาซะหน่อย!”