LNCrawler

บทที่ 29 เชิดหน้าชูตา

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 29 เชิดหน้าชูตา

        ชีชีรู้สึกกลัดกลุ้มใจยิ่งกว่าเดิม เธออยากจะเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ นักว่า เชือกรัดผมสีแดงเส้นนั้นแท้จริงแล้วเป็นของใครกันแน่

       ทว่าคำพูดเช่นนี้จะถามออกไปได้อย่างไร?

       เดิมทีลู่เหย่ก็ก้าวเข้าสู่การแต่งงานครั้งนี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบอยู่แล้ว หากเธอจะไปเรียกร้องให้เขาสละทิ้งหญิงคนรักในดวงใจอีก มันจะไม่เป็นการบีบบังคับน้ำใจกันเกินไปหน่อยหรือ?

       ชีชีพบว่า ตนเองช่างเป็นผู้หญิงที่ใจกว้างและเข้าใจอะลุ่มอล่วยที่สุดในใต้หล้าจริงๆ ผู้หญิงดีๆ เช่นเธอสมควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้

       ลู่เหย่คนนี้ นอกจากใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการ รูปร่างที่ดูดีไม่เลว และลีลาบนเตียงที่เข้าขั้นยอดเยี่ยม... อ้อ แล้วก็หาเงินเก่งด้วย เหมือนจะไม่มีข้อดีอื่นใดอีกเลย

       ถือเสียว่าใช้เขาเป็นทางผ่านไปก่อนก็แล้วกัน อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ยัง ‘ใช้งาน’ ได้คล่องมือดีอยู่

       รออีกไม่กี่ปี เมื่อนโยบายบ้านเมืองดีขึ้น เธอจะไปซื้อที่ดินสักผืนแล้วนอนใช้ชีวิตสบายๆ

       เป็นเจ้าของฟาร์มผู้มั่งคั่งน่ะหรือจะไร้บุรุษมารุมรัก? ตลกสิ้นดี!

       ในที่สุดลู่เหย่ก็เริ่มรู้สึกตัว “คุณไม่ได้โกรธผมเรื่องหลินเสี่ยวหรูหรอกใช่ไหม? แบบนั้นคุณก็ใส่ร้ายผมเข้าให้แล้วล่ะ ผมกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันเลยนะ!”

       “งั้นคุณมีความสัมพันธ์กับใครล่ะ?”

       “ผม... ผมก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครทั้งนั้นแหละ”

       “หึ” เชื่อก็ออกลูกเป็นลิงแล้ว

       ลู่เหย่ขยับเข้าไปสวมกอดเธอไว้แน่น “ภรรยาครับ ผมอยาก...”

       “ไปไกลๆ เลย!”

       “ไม่ไป”

       เมื่อผู้ชายเริ่มสลัดความอายทิ้งไป ก็เรียกได้ว่าไร้เทียมทานในใต้หล้า

       ยิ่งทั้งคู่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกันมาหลายวัน พอถ่านไฟเก่ามาเจอกับเชื้อเพลิงชั้นดี เพียงจุดประกายไฟเล็กน้อย ความเร่าร้อนก็ปะทุโหมกระหน่ำจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะพุ่งกระจาย

       หลังจากล่องลอยอยู่บนวิมานมาทั้งคืน ความอัดอั้นตันใจของชีชีก็มลายหายไปสิ้น

       เธอถูกลู่เหย่ใช้บทรักปรนเปรอจนยอมศิโรราบอย่างน่าไม่อาย

       “ลู่เหย่ พอจะหาคนมาช่วยฉันขุดรางน้ำหน่อยได้ไหม?”

       “ขุดรางน้ำงั้นเหรอ?” ลู่เหย่รับแบบร่างในมือเธอมาดูด้วยความสงสัย “รางน้ำก็แค่ชักน้ำจากบนเขาลงมาไม่ใช่เหรอ? แล้วที่คุณวาดนี่มันคืออะไร?”

       “นั่นคือระบบชลประทานอัตโนมัติ พื้นที่กว้างขวางขนาดนั้น ถ้าจะให้ฉันหาบน้ำรดเองคนเดียว มีหวังได้เหนื่อยตายพอดี”

       “สวรรค์ ภรรยาผมคนนี้เป็นอัจฉริยะจริงๆ”

       “ไม่ต้องมาประจบเลย ทำได้หรือเปล่าล่ะ?”

       “ได้สิ ต้องได้อยู่แล้ว เริ่มลงมือวันนี้เลยก็ยังได้”

       ลู่เหย่เป็นคนรักษาคำพูด พอเสร็จจากการฝึกเขาก็พาทหารในสังกัดมาเริ่มงานทันที

       ซ้ำเขายังไปหยิบยืมเครื่องขุดเจาะมาจากสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร ทำให้ความคืบหน้าของงานรวดเร็วขึ้นอย่างมาก

       เดิมทีน้ำพุบนเขาก็อยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาเท่าใดนัก เมื่อมีเครื่องจักรมาช่วยทุ่นแรง แค่สามวันรางน้ำเส้นหนึ่งก็ขุดเสร็จสมบูรณ์

       ส่วนชีชีก็วุ่นอยู่กับการประดิษฐ์เครื่องปั๊มแรงดันแบบง่าย

       ความจริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าระบบชลประทานอัตโนมัตินี้ หากจะนำไปเปรียบเทียบกับระบบอัจฉริยะที่สั่งการผ่านมือถือเพียงปุ่มเดียวในโลกอนาคตย่อมเทียบกันไม่ได้

       ชีชีแค่ให้ลู่เหย่ไปหาถังน้ำมันเก่าๆ มาใบหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับใบที่ใช้ในห้องอาบน้ำที่บ้านเปี๊ยบ

       จากนั้นก็ต่อท่อน้ำเข้าและท่อน้ำออก แล้วเติมน้ำให้เต็มถังเพื่อสร้างพื้นที่ปิดมิดชิดสำหรับสร้างแรงดัน

       ท่อน้ำเข้าถูกวางไว้ในรางน้ำโดยตรง พอเปิดวาล์ว น้ำก็ไหลออกมาไม่ขาดสาย

       “สวรรค์ ทำไมน้ำนี้ถึงไหลขึ้นที่สูงได้ล่ะเนี่ย?”

       “นั่นสิ ไม่ใช่เขาพูดกันว่าคนต้องมุ่งสู่ที่สูง แต่น้ำต้องไหลลงสู่ที่ต่ำหรอกเหรอ? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

       “พี่สะใภ้น้อย อธิบายให้พวกเราฟังหน่อยสิครับ”

       เหล่าพลทหารรุมล้อมชีชีพลางซักถามกันจอกแจกจอแจ จนใบหน้าของลู่เหย่เริ่มมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด

       “ไปทำงานที่เหลือให้เสร็จก่อน!”

       “รับทราบครับ!”

       เดิมทีเพียงชักน้ำลงจากเขามาได้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว

       แต่เพื่อให้สะดวกต่อการรดน้ำในภายหลัง ชีชีจึงจัดวางท่อน้ำไว้ในไร่นา ติดตั้งถังน้ำมันขนาดเล็กและหัวฉีดพ่นน้ำไว้เป็นระยะ

       ด้วยวิธีนี้ ภายใต้แรงดันที่สม่ำเสมอ เมื่อเปิดวาล์ว หัวฉีดทุกจุดก็จะพ่นน้ำออกมา กลายเป็นระบบชลประทานอัตโนมัติในความหมายที่แท้จริง

       เมื่อหัวฉีดเริ่มพ่นน้ำออกมาตามลำดับ ทุกคนต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ

       “สำเร็จแล้ว สำเร็จจริงๆ ด้วย!”

       “พี่สะใภ้น้อยเก่งกาจเกินไปแล้ว ถ้ากองทัพเรามีแบบนี้บ้างก็คงจะดี”

       “นั่นสิครับ รองผู้บังคับกองพันลู่ ลองเสนอเรื่องนี้กับเบื้องบนหน่อยเถอะครับ มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ”

       ความจริงแล้ว ไม่ต้องให้พวกเขาบอก ลู่เหย่ก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว

       สิ่งนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการทำนาของเหล่าทหารไปได้มหาศาล เพื่อที่จะได้เอาเวลาไปฝึกฝน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดียิ่ง

       ในคืนนั้นเอง ผู้พันหลี่ก็มาหาชีชีพร้อมกับแบบร่างง่ายๆ ที่ลู่เหย่มอบให้

       “สหายเสี่ยวชี คุณยินดีที่จะมอบสิ่งประดิษฐ์นี้ให้กับกองทัพไหม?”

       “มีอะไรไม่ยินดีกันล่ะคะ? ถ้าพวกคุณเห็นว่ามันใช้ดีก็เอาไปเลย วิธีการมันง่ายมาก คนที่มาช่วยงานวันนั้นทำเป็นกันทุกคนค่ะ”

       “สหายเสี่ยวชี ผมขอเป็นตัวแทนของผู้บังคับบัญชาและพลทหารทุกคน ขอบคุณคุณมาก!”

       พูดจบ ผู้พันหลี่ก็ทำความเคารพชีชีด้วยท่าวันทยาหัตถ์ตามระเบียบทหารอย่างสง่างาม

       “อย่าทำแบบนี้เลยค่ะผู้พันหลี่ คุณเกรงใจเกินไปแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”

       “สหายเสี่ยวชี จิตวิญญาณแห่งการเสียสละเพื่อส่วนรวมของคุณเป็นสิ่งที่พวกเราทหารทุกคนควรเอาเป็นแบบอย่าง ผมจะทำเรื่องรายงานความดีความชอบให้คุณแน่นอน”

       ชีชีรีบโบกมือพัลวัน “ไม่ต้องรายงานความดีความชอบอะไรหรอกค่ะ ขอแค่เงินรางวัลก็พอ”

       ผู้พันหลี่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนภาพลักษณ์นางเอกผู้เสียสละจะพังทลายลงเร็วไปหน่อยนะ

       “แหะๆ ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเองค่ะ ไม่มีก็ไม่เป็นไร” ชีชีลูบจมูกตัวเองอย่างเขินๆ

       “ภรรยาของผม หล่อนแค่เห็นแก่เงินไปนิดนึงน่ะครับ แต่ส่วนอื่นดีไปหมดทุกอย่างเลย” ลู่เหย่รีบก้าวออกมาช่วยกู้สถานการณ์

       ผู้พันหลี่หัวเราะร่า “นั่นคงเป็นเพราะนายให้เงินหล่อนใช้ไม่พอแน่ๆ”

       “เงินที่ผมหามาได้ ผมก็ส่งมอบให้หล่อนหมดทุกหยาดเหงื่อเลยนะครับ ไม่เหลือเก็บไว้เองสักหยวนเดียว” ลู่เหย่ร้องประท้วง

       “ถือว่านายรู้จักหน้าที่” ผู้พันหลี่หันไปหาชีชีอีกครั้ง “สหายเสี่ยวชี คุณวางใจเถอะ เรื่องความดีความชอบก็ต้องทำ ส่วนเงินรางวัลก็ขาดไม่ได้แน่นอน”

       ดวงตาของชีชีหยีลงจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวทันที “ขอบคุณค่ะผู้พันหลี่”

       “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ”

       เมื่อส่งผู้พันหลี่กลับไปแล้ว ลู่เหย่ก็คว้าร่างชีชีมาจุมพิตอย่างหนักหน่วง “ภรรยา คราวนี้คุณทำให้ผมเชิดหน้าชูตาจริงๆ ถึงขนาดที่ผู้บัญชาการกองพลยังเรียกพบผมเป็นการส่วนตัวเลยนะ”

       “ดูสิ ได้ใจใหญ่แล้วนะ หัดรู้จักถ่อมตัวบ้างสิ รู้ไหม?”

       “รู้ครับ รู้แล้ว” ลู่เหย่บีบนวดไหล่ให้เธออย่างประจบเอาใจ “เย็นนี้อยากกินอะไร? เดี๋ยวผมทำให้”

       “ทำอะไรก็ได้ ตามใจคุณเถอะ”

       “ได้เลย รับรองว่าคุณต้องถูกใจแน่”

       ที่บ้านไม่ขัดสนเรื่องเนื้อหนัง แถมยังมีไก่ป่าเหลืออยู่อีกตัวหนึ่งที่ยังไม่ได้กิน

       พืชผักในสวนก็เริ่มเติบโตขึ้นแล้ว ทั้งแตงกวา ถั่วแขก มะเขือยาว พริกขี้หนู มีครบทุกอย่าง

       ลู่เหย่ทำไก่ผัดน้ำแดง ยำแตงกวาหนึ่งจาน แล้วก็ทำ ‘ผัดสามสหาย’ อีกหนึ่งอย่าง ตบท้ายด้วยแกงจืดสาหร่ายใส่ไข่

       เขารู้ว่าชีชีชอบกินข้าวสวย จึงหุงข้าวหม้อใหญ่ เป็นข้าวสารขาวบริสุทธิ์โดยไม่ผสมธัญพืชอื่นเลยแม้แต่น้อย

       ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ เขาเริ่มจับจุดนิสัยของชีชีได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว

       รู้ว่าเธอชอบกิน ชอบเงิน และมีความเป็นผู้นำนิดๆ

       ในสายตาของลู่เหย่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเสียเลยแม้แต่นิด แต่มันกลับทำให้เธอดูมีเสน่ห์และน่ารักอย่างยิ่ง

       มื้อค่ำวันนี้ผ่านไปอย่างเปี่ยมสุข

       เมื่อชีชีอารมณ์ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ท่าทีจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก เธอยังลงมือตัดเย็บเสื้อเชิ้ตให้ลู่เหย่สองตัว รวมถึงชุดชั้นในอีกด้วย

       ลู่เหย่สวมเสื้อผ้าเหล่านั้นแล้วก็ไม่ยอมถอด “เสื้อที่ภรรยาทำให้เนี่ย พอใส่แล้วมันอุ่นไปถึงหัวใจเลยจริงๆ”

       “เลิกพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้วน่า”

       “ที่พูดไปน่ะ เรื่องจริงจากใจทั้งนั้นเลยนะครับ”

       “จ้าๆ เรื่องจริงก็เรื่องจริงจ้า”

       ชีชีแอบเบ้ปากในใจ ใครเชื่อคุณก็โง่เต็มที

       ในกองทัพมีพื้นที่กสิกรรมกว้างขวาง ซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้แรงงานคนล้วนๆ ในการเพาะปลูก

       หลังจากมีเครื่องไถพรวนดินลึก เครื่องตีแนว และเครื่องปักดำนาเข้ามา เหล่าผู้บังคับบัญชาต่างก็ได้เห็นถึงความสะดวกสบายที่เครื่องจักรเหล่านี้มอบให้

       แต่ใครจะคาดคิดว่า ชีชีจะยังประดิษฐ์ระบบชลประทานอัตโนมัติขึ้นมาได้อีก ซึ่งมันได้สั่นคลอนความรู้เดิมๆ ของทุกคนไปจนสิ้น

       แถมอุปกรณ์ชุดนี้ยังทำได้ง่ายดาย หรือจะเรียกว่าดูซอมซ่อก็ว่าได้

       ทว่ามันกลับช่วยปลดปล่อยหยาดเหงื่อแรงงานของทหาร และยังประหยัดเวลาไปได้มหาศาล

       นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ก้าวข้ามยุคสมัย และจะเปลี่ยนชะตากรรมของคนรุ่นนี้ไปโดยปริยาย

       เรื่องนี้สะเทือนไปทั้งเขตพำนักทหาร จนเบื้องบนมีคำสั่งลงมาให้ขยายผลและนำไปปรับใช้ในทุกพื้นที่

       ในขณะเดียวกัน รางวัลสำหรับความดีความชอบของชีชีก็ถูกส่งลงมา

       ว่ากันว่าจะมีการจัดงานพิธีมอบเกียรติยศอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย

       ชีชีรู้สึกประหม่าขึ้นมาในใจ “คงไม่ได้ให้ฉันขึ้นไปพูดบนเวทีหรอกนะ? คนเยอะขนาดนั้น ฉันต้องแข้งขาสั่นไปหมดแน่ๆ เลย”