LNCrawler

บทที่ 30 หาเรื่องมาให้ถึงที่เลยใช่ไหม?

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 30 หาเรื่องมาให้ถึงที่เลยใช่ไหม?

        “กลัวอะไรกัน? ภรรยาผมเก่งออกอย่างนี้”

       ชีชีค้อนใส่เขายกใหญ่ “ฉันไม่ได้อยากเป็นบุคคลตัวอย่างอะไรทั้งนั้นแหละ แค่อยากก้มหน้าก้มตาทำนาทำไร่ไปเงียบๆ”

       “โธ่คุณ... ไม่เห็นต้องถ่อมตัวขนาดนั้นเลย...”

       ชีชีตัดบทเขาทันควัน “ฉันไม่ได้ถ่อมตัวนะ ล่าสุดฉันเพิ่งได้รับเงินรางวัลมาตั้งหลายร้อยหยวน ธงเกียรติยศก็รับมาสองผืนแล้ว ถ้าคราวนี้ยังจะประโคมข่าวให้เป็นเรื่องใหญ่โตอีก คุณไม่กลัวคนอื่นเขาจะอิจฉาจนตาแดงเหรอ? เกิดวันไหนคุณไม่อยู่บ้าน แล้วฉันถูกใครหมายหัวขึ้นมาจะทำยังไง?”

       ลู่เหย่ใจกระตุกวูบ เขามักจะคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่า เขตบ้านพักทหารนั้นปลอดภัย เพราะที่นี่คือเขตพื้นที่ทหารที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา

       ทว่าชีชีไม่มีทางอุดอู้อยู่แต่ในบ้านพักได้ตลอด เธอต้องเข้าเมืองไปที่ตัวตำบลอีกด้วย

       ภรรยาตัวน้อยที่ดูบอบบางไร้ทางสู้ แถมยังสะสวยหมดจดปานนี้ ต่อให้ไม่มีเงินก็ยังเป็นที่หมายปองของพวกคิดมิชอบอยู่แล้ว แล้วนี่เธอยังกลายเป็นเศรษฐินีตัวเล็กๆ อีก จะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร?

       “ผมขอโทษ ผมคิดไม่รอบคอบเอง เรื่องนี้เดี๋ยวผมไปคุยกับผู้บังคับกองพันหลี่ให้ คุณอย่าโกรธเลยนะ”

       “ฉันไม่ใช่คนโกรธง่ายขนาดนั้นเสียหน่อย พูดเหมือนฉันเป็นพวกขี้ใจน้อยไปได้”

       “ใครกล้าทำให้คุณขุ่นเคืองใจ ผมจะเป็นคนแรกที่ไม่ละเว้นมัน”

       ชีชีหัวเราะพลางส่งสายตาค้อนให้เขาอย่างเอ็นดู ผู้ชายคนนี้ถูกใครสิงหรือเปล่า? ทำไมพักนี้ปากหวานขึ้นทุกวันนะ?

       ช่วงนี้มีเรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ผลการสอบสวนผู้ตรวจการทางการเมืองอู๋ออกมาแล้ว

       เขาถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาขายชาติ และให้ดำเนินการโดยทันที

       ส่วนลู่เหย่ เนื่องจากทำผลงานในการทลายรังลับของสายลับได้ทันท่วงทีและปกป้องทรัพยากรของชาติไว้ได้ จึงได้รับเกียรติประวัติความดีความชอบระดับสอง

       ชีชีเองก็ได้รับเงินรางวัลสามร้อยหยวนจากการแจ้งเบาะแสสำคัญโดยบังเอิญ

       ในขณะเดียวกัน เธอยังได้รับเงินรางวัลเพิ่มอีกห้าร้อยหยวน พร้อมกับตั๋วต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง ในฐานะที่ทำประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับการพัฒนาด้านเกษตรกรรมของกองทัพ

       เดิมทีผู้บังคับกองพันหลี่ตั้งใจจะจัดงานเชิดชูเกียรติ เพื่อมอบรางวัลและประกาศนียบัตรต่อหน้าเหล่าทหารและบรรดาครอบครัวทหารทั้งหมด

       เพื่อให้ทุกคนยึดถือเธอเป็นแบบอย่างและนำไปปฏิบัติตาม

       แต่ลู่เหย่กลับไปพบเขาเสียก่อน โดยขอความกรุณาให้เรื่องนี้จัดการอย่างเงียบเชียบที่สุด

       เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของชีชี ในที่สุดผู้บังคับกองพันหลี่ก็เห็นพ้องกับข้อเสนอของเขา

       เพราะในยุคสมัยนี้ยังมีพวกสายลับศัตรูแฝงตัวอยู่มาก ยากจะรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่แทรกซึมเข้ามาในกลุ่มขบวนการปฏิวัติ

       ดังนั้น เขาจึงมอบประกาศนียบัตรและเงินรางวัลให้ลู่เหย่เป็นตัวแทนนำไปส่งมอบให้เธอเอง

       ชีชีนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง นับธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่แปดสิบใบวนไปวนมาอยู่หลายรอบ หญิงสาวยิ้มแก้มปริจนตาหยีเล็กเท่าเส้นด้าย

       นี่มันเงินแปดร้อยหยวนเชียวนะ เงินแปดร้อยหยวนในยุคเจ็ดศูนย์น่ะ มูลค่ามหาศาลขนาดไหนกัน!

       มากพอจะให้พวกเขาสองคนใช้ชีวิตกินหรูอยู่สบายไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว

       ลู่เหย่พลันรู้สึกถึงวิกฤติขึ้นมาทันที ความเร็วในการหาเงินของเขาตามภรรยาไม่ทันเสียแล้ว นี่มันส่งผลต่อศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายโดยตรง จะยอมให้เป็นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด

       สองสามีภรรยาคู่นี้เกิดการแข่งขันขึ้นภายในเสียอย่างนั้น

       ทว่าเงินในมือยังไม่ทันจะหายร้อน โทรศัพท์จากชีเจี้ยนกั๋วก็ดังขึ้นเสียก่อน

       “ชีชี ได้ยินว่าช่วงนี้แกได้รับเงินรางวัลมาหลายร้อยหยวนใช่ไหม ส่งมาให้หมิงเยว่ให้หมดเลยนะ พี่สาวของแกกำลังรีบใช้เงิน”

       “ชีเจี้ยนกั๋ว สมองคุณมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง? ทิ้งขว้างลูกสาวแท้ๆ อย่างฉันไม่เคยถามไถ่ แต่กลับเชิดชูลูกบุญธรรมอย่างกับเป็นบรรพบุรุษ เงินเดือนพวกคุณสองคนผัวภรรยารวมกันแค่หกสิบหกหยวน แต่กลับส่งให้ยัยนั่นตั้งห้าสิบหยวน ฉันไม่เคยได้เงินจากคุณสักสลึงเดียวก็ช่างเถอะ แต่นี่ยังจะให้ฉันควักเงินส่งไปให้ยัยนั่นอีกเหรอ? คุณลองไปถามใครก็ได้ที่มีสมองหน่อยนะ ว่ามีใครเขาทำเรื่องแบบนี้กันบ้าง”

       ไฟโทสะของชีชีพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ถ้าไม่ใช่เพราะยามตะโกนเรียกเธอมาแต่ไกลละก็ สาบานเลยว่าเธอไม่มีทางรับสายนี้เด็ดขาด

       “ชีชี แกพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ฉันเป็นพ่อแกนะ!”

       “คุณคู่ควรกับคำคำนั้นเหรอ? เคยเลี้ยงดูฉันสักวันไหมล่ะ? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นคุณถึงตามหาฉันจนเจอ ถ้าไม่ใช่เพราะโรงงานมีหลานชายปัญญาอ่อนของผู้จัดการโรงงานอยู่ คุณคงนึกถึงฉันไม่ออกไปชั่วชีวิตนั่นแหละ!”

       “แกกำลังพูดจาเพ้อเจ้ออะไรอยู่? มีเรื่องแบบนั้นที่ไหนกัน?”

       “ไม่ยอมรับก็ช่างคุณเถอะ แต่เรื่องที่คุณลำเอียงเข้าข้างชีหมิงเยว่ที่เป็นแค่ลูกบุญธรรมน่ะ มันคือความจริงใช่ไหมล่ะ?”

       “ฉันลำเอียงตรงไหน? แกมีลู่เหย่คอยเลี้ยงดู สบายจนไม่ต้องตากแดดตากฝน แต่พี่ของแกต้องทนลำบากอยู่ที่บ้านนอกตัวคนเดียว ฉันไม่ควรจะดูแลเธอหรือไง?”

       “คุณไปถามที่กองผลิตดูเถอะ ว่ายุวชนคนไหนใช้เงินเดือนละห้าสิบหยวนแล้วยังไม่พอใช้อีก? นี่คุณเรียกว่าดูแลเหรอ? คุณกำลังบ่มเพาะนิสัยทุนนิยมให้ยัยนั่นต่างหาก ความคิดของคุณมันอันตรายมากนะ ระวังเถอะยัยนั่นจะถูกแจ้งจับเข้าสักวัน”

       “แกกล้าเหรอ!” ชีเจี้ยนกั๋วคำรามด้วยความโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้ “ถ้าแกกล้าคิดเรื่องชั่วๆ แบบนั้นละก็ ฉันจะไปที่กองทัพเพื่อแจ้งจับลู่เหย่เหมือนกัน จะได้ไม่ต้องอยู่อย่างสงบสุขกันให้หมดนี่แหละ”

       “คุณยังมีหน้ามาพูดถึงลู่เหย่อีกเหรอ เงินบำนาญของลูกหลานวีรชนของเขาก็ถูกคุณฮุบไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง?”

       “ถ้าแกยังพูดจาเหลวไหลอีกฉันจะตีแกให้ตาย! หลายปีมานี้มันไม่ได้กินไม่ได้นอนเลยหรือไง? เลี้ยงมันจนโตมาไม่ต้องใช้เงินเหรอ?”

       “รัฐบาลอุดหนุนเงินให้ทุกเดือนตั้งสิบหยวน คุณควักให้เขาใช้ถึงกี่หยวนกันเชียว? ลองเอามือลูบอกถามใจตัวเองดูบ้างเถอะ”

       “แก... นังลูกไม่รักดี...!”

       “ไม่ต้องตะโกนเสียงดังขนาดนั้น ถ้าพ่อมีเมตตา ลูกถึงจะกตัญญู ลองหาสาเหตุจากตัวคุณเองดูก่อนเถอะ”

       “แก... ทำเอาฉันโมโหจนจะตายอยู่แล้ว... แก...”

       “ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...”

       ชีชีคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขา จึงกดตัดสายทิ้งทันที

       พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นลู่เหย่ก้าวผ่านประตูเข้ามาพอดี

       เมื่อเห็นเธอทำหน้ามุ่ยด้วยความโกรธ ลู่เหย่จึงรีบสาวเท้าเข้ามาหา “เป็นอะไรไปครับ?”

       ชีชีระงับอารมณ์กรุ่นอยู่ในอก “กลับไปคุยกันที่บ้านเถอะค่ะ”

       ลู่เหย่รู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนโดนแมวข่วน เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวชีชี และเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าทางเดินจากหน้าประตูรั้วเข้าบ้านมันช่างไกลแสนไกลขนาดนี้

       พอเข้าบ้านปุ๊บ ชีชีก็อดใจไม่ไหว เธอไม่รอให้ลู่เหย่ถามก็โพล่งออกมาทันที “ชีเจี้ยนกั๋วโทรมา บอกให้ฉันส่งเงินรางวัลทั้งหมดไปให้ชีหมิงเยว่ค่ะ”

       “เขารู้ได้ยังไงว่าคุณได้รับเงินรางวัล?”

       “ในเขตบ้านพักทหารแห่งนี้มีความลับที่ไหนกันล่ะคะ”

       “นั่นสินะ” แววตาของลู่เหย่ฉายแววเย็นเยียบ “วันหน้าวันหลัง พวกเราต้องทำตัวให้เงียบเชียบกว่านี้หน่อยแล้ว”

       “คนเราไม่ได้กลัวความยากจนหรอกค่ะ แต่กลัวความไม่เท่าเทียม ในขณะที่คนอื่นเขาลำบากกันถ้วนหน้า แต่บ้านเรากลับมีเนื้อกินมีเงินใช้ ใครเห็นเขาก็ต้องอิจฉาทั้งนั้นแหละ อีกอย่างในเขตบ้านพักนี้ ยศของคุณต่ำที่สุด แต่กลับใช้ชีวิตได้ดีที่สุด นานวันเข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องเอาได้”

       “เฮ้อ จิตใจคนเรานี่นะ” ลู่เหย่เอ่ยพลางเดินเข้าครัวไปทำมื้อเย็น ก่อนจะถามขึ้นว่า “แล้วทางบ้านจะเอายังไง? คุณจะส่งเงินให้หมิงเยว่ไหม?”

       “ฉันจะส่งเงินให้หล่อนทำไมล่ะคะ? หล่อนเป็นอะไรกับฉันเหรอ?”

       “ผมกลัวว่าพ่อคุณจะไม่ยอมรามือง่ายๆ น่ะสิ”

       “ฉันก็แค่แม่บ้านธรรมดาคนหนึ่ง เขาจะทำอะไรฉันได้ล่ะ?” ชีชียังคงพูดจาขวานผ่าซากเพราะยังอารมณ์ค้างอยู่ แต่พอคิดไปคิดมาเธอก็เสียงอ่อนลง “ฉันแค่กลัวว่าเขาจะไปหาเรื่องคุณที่กองทัพมากกว่า”

       ลู่เหย่วางงานในมือลงแล้วโอบกอดชีชีไว้ “กว่าผมจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ในกองทัพ ทั้งหมดมาจากผลงานการรบที่สะสมมาทีละนิด ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาทำลายได้ง่ายๆ ตามใจชอบหรอกครับ คุณไม่ต้องยอมอ่อนข้อเพียงเพราะเห็นแก่หน้าผมหรอก อีกอย่างทางด้านชีหมิงเยว่นั่นมันเหมือนหลุมไร้ก้น ถ้าคุณเริ่มต้นให้ครั้งหนึ่งแล้ว เกรงว่าหลังจากนี้มันจะตามมาไม่จบไม่สิ้น”

       “ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าชีหมิงเยว่ทำอะไรนักหนา ถึงได้ใช้เงินเยอะแยะขนาดนั้นในแต่ละเดือน?”

       “เธอกำลังช่วยครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในคอกวัวครับ มีทั้งคนแก่คนหนุ่มรวมหกชีวิตได้”

       “ยัยนั่นเอาเงินไปให้ครอบครัวนั้นใช้เหรอ? ทำเพื่ออะไรกัน?”

       “ผมสงสัยว่าเธออาจจะถูกพวกกลุ่มหัวรุนแรงล้างสมองมา แต่ที่ทางบ้านสนับสนุนเธอขนาดนี้มันก็น่าแปลก ปกติถ้าเจอคนประเภทนี้ ใครๆ ก็อยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดไม่ใช่เหรอ?”

       “คุณไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนคะ?”

       “คราวก่อนที่เธอมาขอเงิน ผมเลยไปสืบดูหน่อยน่ะสิ ถึงจะทำอย่างแนบเนียน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยให้ตาม”

       “ชีหมิงเยว่น่ะเป็นพวกไม่เห็นผลประโยชน์ไม่ยอมลงมือเด็ดขาด ฉันไม่เชื่อหรอกว่ายัยนั่นจะช่วยครอบครัวนั้นโดยไม่มีเหตุผล คุณรู้ไหมคะว่าครอบครัวนั้นเดิมทีเขาทำอะไรกัน?”

       “ครอบครัวนั้นแซ่หม่าครับ เดิมทีท่านผู้เฒ่าหม่าเป็นนายทหารระดับสูงในกองทัพ ลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ทำงานในหน่วยงานสำคัญ แม้แต่หลานชายหลานสาวก็ยังรับราชการทหารด้วย ได้ยินมาว่าทัศนคติทางการเมืองมีปัญหา ก็เลยโดนคนโร่ไปฟ้องเข้าให้”

       ชีชีพลันตาสว่างขึ้นมาทันที ชีหมิงเยว่คือคนที่รู้แนวโน้มของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ครอบครัวนี้จะต้องได้รับการล้างมลทินและกลับมารับตำแหน่งเดิมแน่ๆ

       ยัยนั่นคงกะจะลงทุนไว้ล่วงหน้าสินะ แผนการตื้นๆ แบบนี้ใครจะดูไม่ออกบ้าง!