บทที่ 31 สามีในชาติก่อน
บทที่ 31 สามีในชาติก่อน
ดวงตาของชีชีฉายแววเจ้าเล่ห์ซุกซน พลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจทันที
เมื่อลู่เหย่เห็นเธอยิ้มออกมาได้ก็วางใจ คิดว่าเรื่องขุ่นข้องหมองใจนั้นคงผ่านพ้นไปแล้ว เขาจึงรีบล้างมือแล้วเข้าไปวุ่นวายอยู่ในครัวเพื่อเตรียมมื้อค่ำ
คืนนั้น ทั้งสองคนยังคงพัวพันคลอเคลียกันอยู่ค่อนคืน
ทว่าบ้านพักในยุคสมัยนี้กำแพงไม่ค่อยจะกันเสียงเท่าใดนัก ป้าหวังที่อยู่บ้านติดกัน นอกจากจะต้องทนกับการถูกทรมานด้วยกลิ่นหอมของอาหารในตอนกลางวันแล้ว ตอนกลางคืนยังต้องมาทนฟังเรื่องพรรค์นี้อีก หัวใจคนแก่อย่างเธอแทบจะแหลกสลายลงเสียให้ได้
ป้าหวังครองตัวเป็นหม้ายมาตั้งแต่ยังสาว อุตส่าห์ตรากตรำเลี้ยงลูกชายทั้งห้าคนจนเติบใหญ่ นับว่ายังดีที่ลูกชายคนโตได้ดิบได้ดี ได้เป็นถึงผู้บังคับกองพันในกองทัพ จึงรับป้าหวังกับลูกสะใภ้มาอยู่ด้วยกันที่เขตบ้านพักทหารแห่งนี้
เดิมทีเธอคิดว่าจะมาเสวยสุขที่นี่ ถึงขั้นเอาไปอวดอ้างในหมู่บ้านอยู่นานครึ่งค่อนเดือน แต่ตั้งแต่ครอบครัวของชีชีโอนย้ายมาอยู่ข้างบ้าน คู่ข้าวใหม่ปลามันคู่นี้ก็ขยันสร้างกิจกรรมกันแทบจะค่อนคืนไม่เว้นแต่ละวัน
ป้าหวังรู้สึกเหมือนมีไฟที่ไร้ชื่อสุมอยู่ในอก อยากจะระบายออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงลุกขึ้นมาเดินวนเวียนอยู่ในห้องกลางดึกพลางสบถด่าพึมพำอย่างหัวเสีย “วันๆ คิดแต่เรื่องแค่นั้น ไม่กลัวตายคาพุงผู้หญิงบ้างหรือไง”
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ลู่เหย่ออกไปทำงาน ชีชีก็จัดแจงตวงแป้งข้าวโพดสองชั่ง พร้อมกับไปเด็ดผักสดจากสวนมาอีกสองกำมือแล้วออกจากบ้านไป เธอปั่นจักรยานอยู่กว่าชั่วโมง จึงมาถึงกองพลที่ชีหมิงเยว่สังกัดอยู่
เมื่อเห็นว่าไม่มีคน หญิงสาวจึงรีบเก็บจักรยานเข้าพื้นที่มิติ แล้วเปลี่ยนเป็นชุดเก่าที่ใส่มาจากบ้านในเมืองจิง กฎระเบียบของกองพลนั้นเข้มงวดกว่าหน่วยผลิตทั่วไป การเข้าออกทุกครั้งจำเป็นต้องลงทะเบียน ด้วยเหตุนี้ ชีชีจึงจงใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเธอออกมาอย่างแนบเนียน เธอเดินไปพลาง ทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปมาพลาง แล้วก็ชวนคุยโน่นนี่ไปเรื่อย
เพียงไม่นาน เรื่องราวราวกับละครชีวิตที่มีทั้งการสวมรอยแย่งที่อยู่ ลูกสาวตัวปลอมแย่งชิงทุกอย่างไปจากลูกสาวตัวจริง แถมยังบังคับขู่เข็ญให้ลูกสาวตัวจริงต้องทำงานหนักเยี่ยงวัวควาย ก็แพร่กระจายไปทั่วกองพล
ชีชีจงใจเลือกสถานที่ลับตาคนเพื่อพบกับชีหมิงเยว่ เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีใครแล้ว ชีหมิงเยว่ก็เลิกเสแสร้งแกล้งทำทันที “แกก็นับว่ารู้ความดีนะ เอาเงินมาสิ ถ้าฉันอารมณ์ดี จะช่วยบอกให้พ่อด่าเธอน้อยลงสักสองสามคำ”
เมื่อเผชิญหน้ากับความจองหองของชีหมิงเยว่ ชีชีแสร้งทำท่าหวาดกลัวจนตัวสั่น แล้วยื่นตะกร้าในมือให้อีกฝ่าย “ฉันจะมีเงินตั้งหลายร้อยหยวนมาให้เธอได้ยังไงกัน? นี่เป็นธัญพืชครึ่งหนึ่งของที่บ้าน เธอรับไว้เถอะนะ”
ชีหมิงเยว่รื้อค้นถุงผ้าในตะกร้า พอเห็นว่าเป็นเพียงแป้งข้าวโพดก็ขว้างทิ้งลงพื้นทันที “ใครจะอยากกินของพรรค์นี้? ฉันจะกินข้าวสาร!”
“ขนาดลูกสาวเศรษฐีที่ดินเขายังไม่กล้าพูดเลยว่าจะกินข้าวสารทุกมื้อ...”
เมื่อเห็นอาหารของตนถูกย่ำยี ชีชีก็รีบทิ้งตัวลงคุกเข่า ใช้มือทั้งสองกอบแป้งข้าวโพดใส่กลับลงถุงด้วยความเร่งรีบ ท่าทางของเธอช่างดูน่าเวทนาคล้ายคนที่โกรธแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
ชีหมิงเยว่ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ชีชีถึงดูแปลกไป เธอคาดเดาเอาเองว่าชีชีคงจะถูกชีเจี้ยนกั๋วดุด่ามาอย่างหนักจนขวัญเสีย ถึงได้กลายเป็นคนหัวอ่อนขี้ขลาดเช่นนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงแผดเสียงให้ดังขึ้นไปอีก “ชีชี หล่อนเลิกมาทำเป็นสำออยแถวนี้ได้แล้ว ฉันสืบมาหมดแล้ว หล่อนได้รับเงินรางวัลมาทั้งหมดแปดร้อยหยวน เอามาให้ฉันให้ครบทุกหยวน ไม่อย่างนั้น ฉันจะให้พ่อจัดการเธอเสียให้เข็ด!”
พูดจบ เธอก็เตะถุงผ้าในมือของชีชีจนปลิวไปไกล แป้งข้าวโพดหกกระจายลงพื้น คลุกเคล้าไปกับกรวดทรายจนยากจะเก็บขึ้นมาได้อีก
“พ่อกับแม่ส่งเงินให้เธอเดือนละห้าสิบหยวน แต่ไม่เคยให้ฉันเลยแม้แต่หยวนเดียว ถึงเธอจะเป็นลูกบุญธรรม แต่ความเป็นอยู่ของเธอกลับดีกว่าลูกในไส้อย่างฉันเสียอีก ทำไมเธอถึงยังไม่รู้จักพออีกนะ? งานฉันก็ไม่มี จะไปเอาเงินรางวัลมาจากไหน? จู่ๆ เธอมาเรียกเอาเงินจากฉันถึงแปดร้อยหยวน จะบีบคั้นกันให้ตายเลยหรือไง?”
น้ำตาของชีชีไหลอาบแก้มเม็ดแล้วเม็ดเล่า ท่าทางราวกับถูกรังแกอย่างแสนสาหัส
“เลิกพูดมาก แปดร้อยหยวน ถ้าไม่มีหล่อนก็ไปหาหยิบยืมมา ยังไงก็ต้องเอามาให้ฉัน!”
ชีหมิงเยว่มองเหยียดชีชีจากที่สูง สายตาที่เธอมองมานั้นราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง
“ชีหมิงเยว่ ความรักของพ่อแม่เธอก็ได้ไปแล้ว เงินในบ้านเธอก็ได้ไปหมดแล้ว ทำไมเธอถึงไม่ยอมปล่อยฉันไปเสียที? ฉันไปทำอะไรให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจนักหนา?”
“เหอะๆ ปล่อยหล่อนงั้นเหรอ? อย่าฝันไปเลย การมีอยู่ของหล่อนคือคำดูถูกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฉัน ฉันจะแย่งชิงทุกอย่างของหล่อนมาให้หมด จะเหยียบหล่อนให้จมดิน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดเลยทีเดียว”
“ชีหมิงเยว่ เธอรังแกกันเกินไปแล้วนะ”
“รังแกแล้วจะทำไม? แกจะมีปัญญาทำอะไรฉันได้? ฉันจะบอกความลับอะไรให้เอาไหม รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมมาลงพื้นที่ชนบทที่นี่?”
ชีชีมองเธอด้วยสายตาเคลือบแคลง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยหยาดน้ำตา
“จะบอกให้ก็ได้ ฉันมาเพื่อ ‘หม่าหลง’ แกเคยรู้จักไหมว่าหม่าหลงคือใคร?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง?”
“ตอนนี้แกคงไม่รู้หรอก แต่ชาติที่แล้วเขาคือผู้ชายที่รักแกสุดหัวใจเลยล่ะ ทั้งที่รู้ว่าแกถูกลู่เหย่ทำลายชื่อเสียงจนป่นปี้ เขาก็ยังดึงดันจะแต่งงานกับแก คอยทะนุถนอมแกราวกับแก้วตาดวงใจ อย่าดูถูกว่า ตอนนี้เขาต้องไปอยู่ในคอกวัวเชียว อีกไม่นานครอบครัวเขาก็จะได้รับการล้างมลทินกู้คืนชื่อเสียง แล้วเขาจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้เป็นผู้บัญชาการกองพล และในชาตินี้ คนที่จะได้เป็นภรรยาผู้บัญชาการกองพลน่ะ คือฉันคนเดียวเท่านั้น แกเลิกหวังไปได้เลย”
“เธอพูดเรื่องชาติก่อนชาตินี้อะไรของเธอ? ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด”
“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร และไม่จำเป็นต้องเข้าใจด้วย แกแค่รู้ไว้ก็พอว่า ฉันคือ ‘นางเอก’ ของโลกใบนี้ ส่วนแกมีหน้าที่แค่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อปูทางให้ฉัน นั่นแหละคือโชคชะตาของแก”
ชีชีหัวเราะหยัน “หม่าหลงเขารู้ไหมว่าเธอเป็นคนแบบนี้? เขารู้ไหมว่าที่เธอเข้าหาเขาก็เพื่อหวังจะได้เป็นภรรยาผู้บัญชาการกองพล?”
“ฮ่าๆๆ ชีชีเอ๋ย จะให้ฉันพูดกับแกยังไงดีนะ ไม่เคยเห็นใครโง่เท่าแกมาก่อนเลย ต่อหน้าหม่าหลงน่ะ ฉันช่างดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับดอกบัวขาวเชียวล่ะ ฉันไม่กลัวหรอกนะ ว่าแกจะเอาเรื่องไม่ดีของฉันไปบอกเขา เพราะเขาน่ะไม่มีทางเชื่อแกหรอก”
ชีชีปาดน้ำตาบนใบหน้า กอบเอาแป้งข้าวโพดที่ปนเศษทรายใส่ถุง และเก็บผักที่กระจายอยู่กลับมา ก่อนจะยืนขึ้นแล้วพูดกับชีหมิงเยว่ว่า “ถึงเธอจะทำไม่ดีกับฉัน แต่ฉันก็ยังอยากจะเตือนเธอสักคำนะ ถ้ามีเวลาว่างก็ลองไปหาหมอที่โรงพยาบาลดูบ้างเถอะ ฉันเกรงว่าสมองของเธอจะมีปัญหาเข้าแล้วล่ะ”
“แกสิสมองมีปัญหา มีปัญหากันทั้งบ้านนั่นแหละ!”
ชีหมิงเยว่โกรธจนแทบคลั่ง เธอพุ่งเข้าไปหมายจะตบหน้าชีชี ทว่าชีชีกลับไหวตัวทันและรีบวิ่งหนีออกไป การลงมือที่นี่ไม่นับว่าเหมาะสมนัก แต่หญิงสาวก็จะไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายทำร้ายเธอได้เด็ดขาด
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! คอยดูเถอะ ฉันจะตีแกให้ตายคามือเลย!...”
โทสะของชีหมิงเยว่พุ่งทะลุเพดาน เธอวิ่งไล่กวดไปหวังจะคว้าเส้นผมของชีชี ทว่ามือของเธอกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เสียงตวาดก็เงียบหายไปฉับพลัน เมื่อวิ่งพ้นหัวมุมถนนออกมา เธอถึงได้พบว่าบริเวณนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนล้อมอยู่ และในกลุ่มคนเหล่านั้นมีหม่าหลงยืนอยู่ด้วย
แม้เขาจะยืนอยู่ตรงวงนอกสุด แต่จากสีหน้าเคร่งขรึมของเขาก็พอดูออกว่า เขาได้ยินทุกคำพูดนั้นหมดแล้ว ชีหมิงเยว่อ้าปากค้าง ทว่าต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ เธอไม่สามารถเข้าไปพูดคุยกับหม่าหลงได้ มิฉะนั้นเธอจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย หากพลั้งพลาดถูกส่งไปอยู่ในคอกวัวด้วยอีกคนละก็ ลำพังความสามารถของเธอคงไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาใหม่ได้แน่ ทำได้เพียงรอหาโอกาสตอนกลางคืนเพื่ออธิบายให้เขาฟังอีกที
ชีชีหลบฉากจากการจู่โจมของชีหมิงเยว่ได้อย่างแนบเนียน ทว่าในหัวกลับมีเสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังขึ้น “ติ๊ง... ตรวจพบ ‘ระบบรุ่งเรืองในวิถีราชการ’ บนตัวหม่าหลง ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”
ระบบงั้นเหรอ? ฝีเท้าของชีชีชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เพียงอึดใจเธอก็ได้สติและวิ่งออกไปทางประตูกองพลต่อ เธอกับหม่าหลงไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องไปแย่งชิง ‘นิ้วทองคำ’ ของคนอื่น
แต่เมื่อเธอเดินพ้นเขตกองพลมาได้ไม่ไกล และกำลังจะนำจักรยานออกมาเพื่อกลับบ้าน หม่าหลงกลับเดินออกมาจากเส้นทางเล็กๆ ด้านข้าง แล้วเข้ามาขวางทางเธอไว้ “คุณเชื่อคำพูดของเธอไหม?”
คำถามที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำเอาชีชีถึงกับอึ้งไป “คะ... คำพูดอะไรเหรอ?”
“เรื่องกลับชาติมาเกิด”
สายตาของหม่าหลงคมปลาบราวนกเหยี่ยว การถูกจ้องมองเช่นนั้นทำให้ชีชีรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย
“จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ? คนเราตายแล้วก็คือตาย จะกลับชาติมาเกิดได้ยังไง? เธอคงจะสติไม่ดีไปแล้วล่ะค่ะ”
“ผมก็คิดว่าคุณคงจะไม่เชื่อเหมือนกัน”
แววตาของหม่าหลงหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขาหันหลังเดินกลับเข้าสู่เขตกองพลไป แผ่นหลังของเขานั้นดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก