LNCrawler

บทที่ 35 กลบเกลื่อนคำลวง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 35 กลบเกลื่อนคำลวง

        “เราลองตั้งสมมติฐานดูว่า สถานะการเป็นผู้กลับชาติมาเกิดของเธอเป็นเรื่องจริงเป้าหมายของเธอนั้นชัดเจนมาก นั่นคือการกลับมาเพื่อแก้แค้นฉัน”

       ลู่เหย่ตกใจเสียจนยันตัวลุกขึ้นนั่ง “อะไรนะ? คุณไปทำอะไรให้เธอ? ถึงขั้นต้องแก้แค้นกันเลยเหรอ?”

       ชีชีมองเขาด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะดึงเขากลับลงมานอนตามเดิม

       “ตามที่เธอบอก ในชาติก่อนหลังจากที่เธอวางยาแล้ว คุณไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับฉัน ต่อมาคุณถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาข่มขืนส่วนฉันถูกส่งไปเป็นยุวชนในชนบท ซึ่งก็คือที่กองผลิตของเธอในตอนนี้ หลังจากนั้นฉันก็ได้แต่งงานกับข้าราชการระดับสูง แล้วก็จัดการเธอเสียจนยับเยิน”

       “แค่นี้เนี่ยนะ? ขนาดตายไปแล้วยังต้องกลับมาตามแก้แค้นคุณอีกเหรอ?”

       “ฟังดูอาจจะเหลือเชื่อไปหน่อย แต่ตอนนี้เธอจงเกลียดจงชังฉันจริงๆ และไม่เคยหยุดสร้างปัญหาให้ฉันเลยสักครั้ง”

       “ผู้หญิงคนนี้ท่าทางจะป่วยหนักนะ”

       “เรื่องป่วยหรือไม่นั้นเอาไว้ก่อน แต่ถ้าเธอเป็นผู้กลับชาติมาเกิดจริงๆ บนโลกนี้ก็คงไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวแน่ๆ บางทีรอบตัวเราอาจจะมีคนแบบนี้อยู่อีกก็ได้”

       “ไม่ใช่หรอกครับ คุณจินตนาการล้ำเลิศเกินไปหรือเปล่า เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้ยังไง?”

       “งั้นคุณลองบอกมาสิว่า ทำไมชีหมิงเยว่ถึงได้เกลียดฉันนักหนา?”

       ลู่เหย่ถึงกับน้ำท่วมปาก

       หากไม่ใช่เพราะชีหมิงเยว่กลับมาเพื่อแก้แค้น เขาก็หาเหตุผลอื่นมาอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้เลยจริงๆ

       “หรือว่าสมองเธอจะมีปัญหาจริงๆ? แบบพวกอาการทางจิตอะไรพวกนั้นน่ะ”

       “ทีแรกฉันก็สงสัยแบบนั้นเหมือนกัน แต่นอกจากเรื่องที่เธอจ้องเล่นงานฉันแล้ว พฤติกรรมอย่างอื่นของเธอก็ดูปกติดีทุกอย่าง แล้วเรื่องนี้จะอธิบายว่ายังไงล่ะคะ?”

       ลู่เหย่จนปัญญาจะเถียงอีกครั้ง

       จุดประสงค์ของชีชีคือการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยลงในใจของเขา หากวันใดความลับของเธอถูกเปิดเผยขึ้นมา เขาจะได้ไม่รู้สึกตกใจจนเกินไปนัก

       อย่างไรเสีย คนเราเดินเลียบริมตลิ่งอยู่บ่อยครั้ง มีหรือที่รองเท้าจะไม่เปียกน้ำ

       “เอาเถอะ นอนเถอะค่ะ เธอจะเป็นใครมาจากไหนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรานักหรอก”

       “ถ้าเธอเป็นพวกกลับชาติมาเกิดจริงๆ เรายิ่งต้องระวังเธอไว้ คนแบบนี้แหละที่น่ากลัวที่สุด”

       ชีชีรู้สึกอบอุ่นหัวใจเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเขา เธอประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากเขาเบาๆ “มีคุณคอยปกป้อง ฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นค่ะ”

       “อืม ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณเด็ดขาด” ลู่เหย่รวบตัวชีชีเข้ามากอดเตรียมจะนอน แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เธอได้บอกไหมว่าชาติก่อนคุณแต่งงานกับใคร?”

       “ไม่นะคะ”

       “จริงเหรอ?”

       “จริงสิคะ ลองคิดดูสิ เธอจะยอมให้ฉันไปสานสัมพันธ์เดิมได้ยังไง? ไม่อย่างนั้นการที่เธออุตส่าห์กลับชาติมาเกิดใหม่ก็สูญเปล่าน่ะสิ?”

       “นั่นก็จริง” ลู่เหย่รู้สึกเบาใจขึ้นมาในที่สุด เขาจูบลงที่หน้าผากของชีชีเบาๆ “นอนเถอะ”

       “ค่ะ”

       เช้าวันต่อมา หลี่ต้าเฉียงก็มาเคาะประตูบ้านแต่เช้าตรู่ “รองผู้บังคับกองพันลู่! รองผู้บังคับกองพันลู่! จับได้แล้วครับ จับได้แล้ว!”

       “จับอะไรได้หรือ?”

       การถูกส่งเสียงเอะอะรบกวนตั้งแต่เช้าทำให้ลู่เหย่รู้สึกรำคาญใจ จนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

       หลี่ต้าเฉียงหดหัวด้วยความประหม่า “ก็คนที่แอบซุ่มดูบ้านคุณมาตลอดไงครับ ที่แท้ก็คือแม่ของผู้บังคับกองพันหวัง ตอนนี้ผู้พันเรียกตัวคุณไปพบครับ”

       ลู่เหย่ออกจากบ้านไปโดยที่ยังไม่ได้ทานมื้อเช้า

       ไม่นานนัก ผู้พันหลี่ก็ส่งคนมารับชีชีไปเช่นกัน

       ภายในห้องสอบสวน ชีชีพบคนสองคน คนหนึ่งคือป้าหวัง ส่วนอีกคนคือชีหมิงเยว่

       “สหายชีชี สหายชีหมิงเยว่คนนี้บอกว่าเป็นพี่สาวของคุณ เรื่องเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า?”

       ชีชีไม่เคยเห็นผู้พันหลี่ทำสีหน้าเคร่งขรึมขนาดนี้มาก่อน ทำให้เธอพลอยต้องสำรวมท่าทีให้ขรึมตามไปด้วย

       “เธอเป็นลูกบุญธรรมของบ้านเราค่ะ ตอนเด็กๆ พวกเราถูกอุ้มสลับตัวกัน”

       “แล้วความสัมพันธ์ของพวกคุณเป็นยังไงบ้าง?”

       “ไม่ดีเลยค่ะ”

       แม้ชีชีจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องการสอบสวน แต่เธอก็คิดว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด

       ต่อให้ชีหมิงเยว่จะไปทำความผิดอะไรมาจริงๆ การที่ความสัมพันธ์ไม่สนิทชิดเชื้อย่อมช่วยลดทอนผลกระทบที่จะลามมาถึงเธอได้

       เพราะในยุคสมัยนี้ แม้จะไม่ได้มีกฎหมายลงโทษเหมารวมทั้งตระกูลอย่างเป็นทางการ แต่หากในบ้านมีใครสักคนก่อเรื่องขึ้นมา ทั้งครอบครัวย่อมต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

       ต่อให้ไม่โดนลงโทษตามกฎหมาย แค่เสียงนินทาและน้ำลายของชาวบ้านก็เพียงพอที่จะจมคนทั้งคนให้ตายทั้งเป็นได้แล้ว

       “ไม่ดีถึงขั้นไหน ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหม?”

       “ฉันเพิ่งจะถูกตามตัวกลับบ้านเมื่อครึ่งปีก่อน พ่อตามฉันกลับไปเพราะต้องการจะให้ฉันแต่งงานกับหลานชายสติไม่ดีของผู้อำนวยการโรงงานรีดเหล็กค่ะ แต่เรื่องนั้นถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียก่อน ฉันก็เลยกลายเป็นหมากที่ไร้ประโยชน์สำหรับพวกเขา ครอบครัวนั้นไม่มีใครชอบฉันเลยสักคนเดียวค่ะ”

       “นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว คุณกับชีหมิงเยว่ยังมีเรื่องขัดแย้งอื่นๆ อีกไหม?”

       “ไม่มีแล้วค่ะ”

       “เรื่องที่เธอจ้างวานป้าหวังให้คอยสอดแนมคุณ คุณรู้เรื่องนี้ไหม?”

       ชีชีหันไปมองชีหมิงเยว่สลับกับป้าหวังทันที สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

       จากนั้นเธอก็ระลึกได้ว่าผู้พันหลี่ยังรอคำตอบอยู่ จึงรีบละสายตากลับมา “เอ่อ... ไม่ทราบค่ะ ไม่ทราบเลย”

       “ช่วงนี้พวกคุณมีเรื่องกระทบกระทั่งอะไรกันบ้างหรือเปล่า?”

       “เธอเคยมาขอเงินฉันค่ะ แต่ฉันไม่ให้”

       “ขอเงิน? ขอเท่าไร?”

       “ครั้งแรกขอ 20 หยวน ครั้งที่สองขอ 800 หยวนค่ะ”

       “คุณรู้ไหมว่าเธอจะเอาเงินไปทำอะไร?”

       “ไม่ทราบค่ะ พ่อกับแม่ส่งเงินให้เธอทุกเดือน เดือนละ 50 หยวน อีกทั้งเธอก็มีแต้มคะแนนงานจากการใช้แรงงานในกองผลิตด้วย ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงยังขัดสนเงินทองอยู่อีก”

       “คุณรู้ไหมว่าปกติเธอไปติดต่อคลุกคลีอยู่กับใครบ้าง?”

       “ไม่ทราบเลยค่ะ ฉันเคยไปที่กองผลิตของเธอแค่ครั้งเดียว ก็เพราะเรื่องที่เธอมาขอเงินฉัน 800 หยวนแล้วฉันไม่ให้ พ่อกับแม่เลยโทรมาด่าฉันถึงที่บ้าน ฉันก็เลยตั้งใจจะไปคุยกับเธอให้รู้เรื่อง ว่าเราต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว มีปัญหาอะไรก็อย่าเอาแต่ฟ้องพ่อแม่ มันดูไม่โตเลย วันที่ฉันไปก็มีคนเห็นตั้งเยอะแยะค่ะ รวมถึงสิ่งที่เราคุยกัน หลายคนก็ได้ยินเหมือนกัน”

       ชีหมิงเยว่ที่นั่งเงียบกริบอยู่ด้านข้างพลันถลึงตาใส่เธออย่างดุดัน แววตาเต็มไปด้วยการข่มขู่เตือนสติ

       ชีชีเมินเฉยต่อสายตานั้นเสียสิ้น เธอเพียงแต่จ้องมองผู้พันหลี่อย่างตั้งอกตั้งใจ

       “สหายชีชี ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ เดี๋ยวผมจะส่งคนไปส่งคุณที่บ้าน” ผู้พันหลี่กล่าวด้วยท่าทีที่ดูเป็นงานเป็นการ

       ชีชีลุกขึ้นกล่าวลา โดยไม่ปรายตามองชีหมิงเยว่แม้แต่แวบเดียว

       ลู่เหย่กลับถึงบ้านในอีกสามวันให้หลัง สภาพของเขาดูเหนื่อยล้าเต็มที แถมยังมีหนวดเครารุงรังไปทั้งใบหน้า

       “ทำไมถึงดูโทรมขนาดนี้คะ?”

       “ทำงานลากยาวมาตลอดน่ะสิ ผมแทบไม่ได้งีบเลย”

       “รีบไปอาบน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะทำอะไรให้ทาน”

       “อืม”

       พอลู่เหย่ทานจนอิ่มเขาก็ทิ้งตัวลงนอนหลับเป็นตายทันที

       แม้ชีชีจะอยากรู้ผลลัพธ์ใจจะขาด แต่เมื่อเห็นสภาพของเขาแล้ว เธอก็ไม่กล้าใจร้ายปลุกเขาขึ้นมา

       ลู่เหย่นอนยาวจนกระทั่งฟ้ามืดถึงได้ตื่นขึ้น พอลืมตาได้ก็ร้องประท้วงทันที “ชีชี ผมหิวจังเลย”

       ชีชียกบะหมี่คลุกซอสที่ร้อนกรุ่นมาวางตรงหน้า เขาจัดการมันจนเกลี้ยงภายในไม่กี่คำ

       “ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้างคะ?” เพราะความอยากรู้อยากเห็นของชีชี ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว

       “ยังไม่มีสรุปออกมาน่ะ” ลู่เหย่หยิบชามไปล้าง “ป้าหวังน่ะแค่โลภเห็นแก่เงิน ยังไม่พบความผิดอื่น แต่เรื่องนี้ร้ายแรงพอสมควร เห็นทีผู้บังคับกองพันหวังคงจะโดนหางเลขไปด้วย”

       “จะโดนยังไงคะ?”

       “ไม่รู้เหมือนกัน อาจโดนลดตำแหน่งล่ะมั้ง”

       “แล้วชีหมิงเยว่ล่ะ?”

       “ปัญหาของเธอซับซ้อนนิดหน่อย ตรวจพบใบโอนเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ทุกเดือนจริงๆ แต่เธออธิบายไม่ได้ว่าเงินพวกนั้นหายไปไหนหมด ทางเบื้องบนเลยสงสัยว่าเธออาจจะรวบรวมเงินทุนให้พวกกลุ่มจารชน”

       “คุณไม่ได้ตรวจสอบแล้วเหรอว่า เธอส่งเงินไปให้พวกครอบครัวหม่าหลงหมดน่ะ?”

       “นั่นก็เป็นแค่ข้อสงสัย ยังไม่มีหลักฐานมัดตัว อีกอย่าง มีการบุกเข้าตรวจค้นหอพักของชีหมิงเยว่กับคอกวัวที่พวกตระกูลหม่าอาศัยอยู่จนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบของมีค่าอะไรเลยสักอย่าง”

       “แบบนี้ก็แปลกสิคะ”

       “เดี๋ยวสิ คุณรู้ได้ยังไงว่าผู้ชายคนนั้นชื่อหม่าหลง?”

       หัวใจของชีชีกระตุกวูบไปชั่วขณะ “อ๋อ... ชะ... ชีหมิงเยว่เป็นคนบอกน่ะค่ะ”

       “พวกคุณไปคุยเรื่องเขาตอนไหน?”

       “เธอก็แค่พูดโพล่งขึ้นมาน่ะค่ะ ฉันก็เลยจำได้”

       ชีชีแทบอยากจะตบปากตัวเองนักที่พูดจาไม่ระวัง

       เห็นทีคนเราไม่ควรพูดโกหกจริงๆ

       พอกล่าวคำลวงออกไปหนึ่งคำ ก็ต้องสร้างคำลวงอีกนับร้อยพันเพื่อมากลบเกลื่อนร่องรอย

       ลู่เหย่หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางเก็บซ่อนแววตาเย็นเยียบเอาไว้ภายใน