LNCrawler

บทที่ 37 ไม่จบไม่สิ้นเสียที

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 37 ไม่จบไม่สิ้นเสียที

        เที่ยงวันถัดมา ชีชีเพิ่งกลับมาจากทุ่งนา ก็เห็นชีหมิงเยว่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูบ้านด้วยท่าทางร้อนรนกระวนกระวาย

       เมื่อเห็นชีชีเข้า หล่อนก็พุ่งตรงเข้ามาคว้ามือเธอไว้แน่น “ชีชี เธอมีเงินเท่าไรเอามาให้ฉันให้หมดเลยนะ”

       “หล่อนเป็นบ้าหรือเปล่า?”

       ชีชีสะบัดมือออกอย่างแรง พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง

       “ชีชี ถือว่าฉันขอยืมเธอได้ไหม? ฉันรีบใช้เงินจริงๆ มีเท่าไรก็เอามาให้ฉันเถอะ”

       ชีชีมองหล่อนหัวจรดเท้าด้วยความนึกสนุก “ไปเล่นพนันมาเหรอ? หรือว่ามีพวกทวงหนี้นอกระบบตามล่าตัวหล่อนอยู่?”

       “เปล่า ไม่ใช่อย่างที่เธอคิด”

       ชีหมิงเยว่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ดูแล้วน่าสงสารจับใจ หากใครใจอ่อนคงรีบพยักหน้าตกลงไปแล้ว

       แต่ชีชีกลับแค่นหัวเราะ “ไม่ใช่หนี้พนัน แล้วมันคืออะไรล่ะ? หล่อนเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย หรือว่าพ่อแม่หล่อนกำลังจะตาย? ถึงได้รีบใช้เงินขนาดนี้”

       “เธอพูดจาแบบนี้ได้ยังไง!” ชีหมิงเยว่เลิกเสแสร้งทันที หล่อนแผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธจัด “ฉันบอกเธอนะ เงินนี่เธอจะเต็มใจให้หรือไม่ก็ต้องให้ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้พ่อกับแม่มาทวงกับเธอเอง”

       “เหอะ ชีหมิงเยว่ หล่อนมีปัญญาแค่นี้เองเหรอ? ฉันมองหล่อนสูงไปจริงๆ”

       ในใจของชีชีก็ได้แต่ค่อนขอดว่า ต่อให้ได้กลับชาติมาเกิดก็ยังไม่รู้จักใช้สมอง ช่างเสียของเสียโอกาสจริงๆ

       ชีชีพยายามเดินเลี่ยงหล่อนเพื่อเข้าบ้าน แต่กลับถูกหล่อนขวางไว้สุดชีวิต “ชีชี ถ้าวันนี้ไม่ให้เงิน ฉันไม่ยอมให้เธอไปไหนทั้งนั้น”

       “หล่อนแน่ใจนะว่าจะมาอาละวาดตรงนี้?” ชีชีก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะชูขึ้นกวัดแกว่งไปมาตรงหน้าหล่อน “ทางกองทัพใกล้จะเลิกงานแล้วนะ ท่านผู้บัญชาการกองพลในอนาคตของหล่อนกำลังจะกลับมาแล้ว”

       “นี่เธอ...”

       ชีหมิงเยว่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจอาละวาดต่อไปได้อีก

       ไม่อย่างนั้น ตำแหน่งในใจของหม่าหลงย่อมต้องสั่นคลอน

       ความพยายามที่หล่อนทุ่มเทมานานคงต้องสูญเปล่าไปทั้งหมด

       ชีชีกวาดสายตามองหล่อนราวกับมองสินค้าชิ้นหนึ่ง “ฉันจะบอกอะไรให้นะ หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ทำไมถึงคิดแต่อยากจะเป็นภรรยาน้อยล่ะ? ทำลายชีวิตสมรสทหารน่ะโทษหนักนะ หล่อนไม่กลัวหรือไง?”

       ชีหมิงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ร้อนตัว “เธอพูดจาเหลวไหลอะไร! ฉันไปเป็นภรรยาน้อยตอนไหน? ฉันไปทำลายชีวิตสมรสใคร?”

       “หึๆ นี่หล่อนไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งไขสือกันแน่? บ้านพักในเขตพำนักทหารน่ะมีจำกัดจะตายไป ขนาดคนที่แต่งงานแล้วยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่เลย แล้วผู้บัญชาการกองพลในอนาคตของหล่อนถ้ายังไม่แต่งงาน เขาจะมีบ้านอยู่ได้ยังไง?”

       ชีหมิงเยว่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ใบหน้าเปลี่ยนเป็นแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ “เรื่องนี้เธอคงไม่รู้ล่ะสิ? บ้านหลังนี้เป็นค่าตอบแทนที่เบื้องบนอนุมัติให้เขาเป็นกรณีพิเศษต่างหาก”

       ชีชีหรี่ตาลงเล็กน้อย ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีพลันผุดขึ้นมา

       “เอาเถอะชีหมิงเยว่ หล่อนไปได้แล้ว ฉันต้องเข้าบ้านไปทำกับข้าว ลู่เหย่ของฉันใกล้จะกลับมาแล้ว”

       “เหอะ ชีชี เธอเพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันก็กลายเป็นยัยแก่หน้าเหลืองเฝ้าเตาไฟไปเสียแล้ว ฉันว่าชาตินี้เธอก็คงเป็นได้แค่นี้แหละ”

       “ถ้าหล่อนมีความสุขสบายดีนัก แล้วจะมาขอยืมเงินยัยแก่หน้าเหลืองอย่างฉันทำไมล่ะ?”

       ชีหมิงเยว่เหมือนถูกเหยียบหางทันที “เธอพูดดีๆ เป็นบ้างไหมเนี่ย!”

       “แล้วที่ฉันพูด มันไม่ใช่ความจริงหรือไง?”

       “ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว ให้เวลาสามวันเตรียมเงินมาให้พร้อม ไม่อย่างนั้นไม่ใช่แค่เธอ แต่ลู่เหย่ก็ต้องพลอยซวยไปด้วย!”

       ชีหมิงเยว่ไม่กล้าอยู่นานเกินไป รีบสับเท้าวิ่งออกไปทันที

       ชีชีเบะปาก “ขู่ใครกัน? ฉันไม่ได้ปอดแหกขนาดนั้นหรอกนะ”

       เธอไม่ได้ใส่ใจชีหมิงเยว่ แล้วเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็น

       ประจวบเหมาะกับที่ลู่เหย่กลับมาพอดี “เมื่อกี้ผมเจอชีหมิงเยว่ เธอมาหาเรื่องคุณอีกแล้วเหรอ?”

       “มาขอเงินน่ะสิ แถมยังอ้าปากขอกว้างว่ามีเท่าไรให้เอามาให้หมด แล้วฉันไม่ต้องใช้ชีวิตเลยหรือไง?”

       “คุณไม่รู้สึกว่าเธอดูแปลกๆ บ้างเหรอ?”

       “แปลกสิ เงินของหล่อนคงไม่ได้เอาไปบริจาคแน่ๆ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางร้อนรนขนาดนี้หรอก”

       “แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าเธอมีที่ไหนต้องรีบใช้เงินขนาดนั้น”

       “ฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกัน” ชีชีลงมือหุงข้าวอย่างคล่องแคล่ว “ที่บ้านก็คงส่งเงินมาให้ไม่ขาด แถมหล่อนยังมีเงินเดือนจากคณะศิลปกรรมทหารอีก จะเอาเงินไปทำอะไรนักหนา?”

       “เลิกคิดเถอะ เดี๋ยวผมจะให้คนช่วยจับตาดูหล่อนดูว่ากำลังเล่นตลกอะไรอยู่”

       “ผู้ชายของฉันนี่เก่งที่สุดเลย”

       ชีชีจุ๊บลงบนแก้มของลู่เหย่ฟอดหนึ่ง แล้วเตรียมจะทำงานต่อ แต่กลับถูกลู่เหย่รวบตัวไว้แล้วมอบจุมพิตลึกซึ้งแบบฝรั่งเศสให้

       จนกระทั่งเธอแทบจะขาดใจเขาถึงได้ยอมหยุด

       “คนบ้า ฉันยังต้องทำกับข้าวนะ”

       ดวงตาของชีชีคลอไปด้วยหยาดน้ำจางๆ เธอค้อนให้เขาวงหนึ่ง ลู่เหย่รู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตเข้าอย่างจังจนซ่านไปถึงขั้วหัวใจ

       “ผมทำเอง คุณไปพักผ่อนเถอะนะ”

       เมื่อมีคนแย่งงานทำ ชีชีก็ยินดีที่จะหาความสำราญ เธอไปเปลี่ยนเป็นชุดลำลองใส่สบาย แล้วเอนกายพักสายตาอยู่บนเก้าอี้โยกในลานบ้าน

       ลู่เหย่ทำงานว่องไว เพียงครู่เดียวอาหารก็เสร็จเรียบร้อย “ชีชี ล้างมือแล้วมาทานข้าวเถอะ”

       “ค่ะ มาแล้วค่ะ”

       ชีชีบิดขี้เกียจครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปล้างมืออย่างอ้อยอิ่ง

       ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น

       “ใครกันนะ? ทำไมถึงมาเยี่ยมเยียนตอนเวลาทานข้าวแบบนี้?”

       “ไม่รู้สิ คุณทานไปก่อนนะ เดี๋ยวผมไปดูเอง”

       ลู่เหย่เปิดประตูออก ก็พบว่าเป็นหม่าหลงที่ยืนอยู่หน้าประตู

       ในมือของเขาถือเหล้าเหมาไถมาหนึ่งขวด พร้อมกับหิ้วปิ่นโตมาอีกสองใบ

       “รองผู้บังคับกองพันลู่ พอจะให้ผมขอร่วมโต๊ะอาหารด้วยสักมื้อได้ไหม?”

       “ผู้พันหม่าเองเหรอครับ เชิญครับเชิญ” ลู่เหย่เอ่ยชวนเขาเข้าบ้านพร้อมตะโกนบอกคนข้างใน “ชีชี ผู้พันหม่ามาหา เตรียมตะเกียบเพิ่มอีกคู่หน่อยนะ”

       ชีชีนึกในใจ ‘ผู้ชายคนนี้มาทำไม? มั่นใจเลยว่าต้องไม่มีเรื่องดีแน่’

       “ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ เลยแวะมาทำความรู้จักที่ทางไว้ วันหน้าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอะไรก็ช่วยดูแลกันหน่อยนะ” หม่าหลงไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขานั่งลงที่โต๊ะทันที “ผมทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับปลาเก๋านึ่งมาด้วย พวกคุณลองชิมดูสิ”

       เมื่อเห็นหม่าหลงรินเหล้าให้ลู่เหย่อย่างกระตือรือร้น ทั้งสองคนทำท่าราวกับเป็นสหายที่รู้จักกันมานานจนชีชีอยากจะหัวเราะออกมา

       ไม่รู้ว่าชายซื่อบื้อของเธอจะรู้บ้างไหมว่า อีกฝ่ายกำลังจ้องจะงาบภรรยาตัวเองอยู่

       “พวกคุณตามสบายนะ ฉันอิ่มแล้วค่ะ”

       ชีชีทานไปเพียงเล็กน้อยก็คิดจะหลบฉาก เพราะการนั่งอยู่ตรงนี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนอยากจะเอาหัวมุดดิน

       เมื่อเห็นว่ากับข้าวที่เขานำมาชีชีไม่แตะเลยแม้แต่คำเดียว แววตาของหม่าหลงก็หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

       “อ้าว สหายชี อย่าเพิ่งไปสิ ผมมีเรื่องจะถามคุณหน่อย”

       ในเมื่อแขกมาถึงบ้าน ชีชีก็ไม่อาจหักหน้าเขาตรงๆ ได้ “เรื่องอะไรคะ?”

       “ได้ยินมาว่าคุณล่าสัตว์เก่ง”

       “ฉันทำเป็นแค่ดักบ่วงค่ะ นานๆ ทีถึงจะดักกระต่ายหรือไก่ป่าได้สักตัวสองตัว แต่ถ้าจะให้ไปล่าสัตว์จริงๆ น่ะทำไม่เป็นหรอกค่ะ”

       “อย่างนั้นหรอกเหรอ ผมรู้จักผู้ใหญ่หลายท่านที่ชอบทานของป่ามาก เดิมทีคิดว่าถ้าคุณล่าสัตว์เก่ง จะได้ช่วยให้คุณทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำเสียหน่อย”

       “โธ่ เรื่องหาเงินน่ะเป็นหน้าที่ของผู้ชายค่ะ ปกติฉันก็แค่ทำไร่ไถนา ถ้าอยากกินของอร่อยก็ดักกระต่ายมาเพิ่มกับข้าวสักจาน ไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงอะไรหรอกค่ะ”

       หม่าหลง “...”

       ชีชีไม่ได้สนใจเขาอีก และเดินกลับเข้าห้องไปทันที

       หม่าหลงนั่งอยู่จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทถึงได้ขอกลับ

       ทั้งสองคนฟาดเหล้าเหมาไถจนเกลี้ยงขวด

       เมื่อเห็นลู่เหย่เหม็นกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัว ชีชีจึงรีบดันเขาเข้าไปในห้องอาบน้ำ

       “ไปล้างกลิ่นเหล้าออกก่อนค่อยเข้ามานะ ฉันเหม็นกลิ่นเหล้าที่สุดเลย”

       “คุณภรรยาครับ คุณไม่สงสารผมแล้วเหรอ”

       ลู่เหย่ทำหน้าละห้อยพลางทำท่าจะโผเข้ากอด

       ชีชีเอามือบีบจมูกด้วยความรังเกียจ “อย่ามาเมาแล้วอาละวาดนะ ระวังเถอะ... คืนนี้ฉันจะให้คุณนอนนอกบ้าน”

       ลู่เหย่ส่งเสียงฮึดฮัดอยู่นานสองนานกว่าจะยอมไปอาบน้ำ

       ทางด้านหม่าหลงที่แอบฟังอยู่ข้างกำแพงก็หัวเราะร่า “หึๆ ดูซิว่าคืนนี้พวกแกจะยังมีแรงมาพลอดรักกันอีกไหม”

       ทว่าเขากลับดีใจได้ไม่ถึงสามวินาที เสียงที่สื่อถึงกิจกรรมอันลึกซึ้งเกินบรรยายก็ดังแว่วมาจากห้องอาบน้ำ

       หม่าหลงถึงกับหน้าถอดสี “โธ่เว้ย! มันจะไม่จบไม่สิ้นกันเลยใช่ไหมเนี่ย!”