LNCrawler

บทที่ 38 ประมาทไปเสียแล้ว

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 38 ประมาทไปเสียแล้ว

        หม่าหลงเหวี่ยงหมัดกระแทกกับกำแพงจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง’

       ทว่าคนทั้งสองในห้องอาบน้ำกลับทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด ยังคงบรรเลงบทรักอย่างเร่าร้อนต่อไปโดยที่จังหวะไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย

       ใบหน้าของหม่าหลงเปลี่ยนจากเขียวเป็นม่วง และแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ รอบกายของเขาดูเหมือนจะมีไอสีดำแห่งความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านออกมา

       หลังจากชีชีกับลู่เหย่พากันพัวพันจนเหนื่อยอ่อน ทั้งคู่ก็กอดก่ายกันอยู่บนเตียง “คุณว่า… ทำไมอยู่ๆ หม่าหลงถึงมาที่บ้านเราล่ะคะ?”

       “เพื่อนบ้านกันนี่นา มาเยี่ยมเยียนกันบ้างจะเป็นไรไป จะมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ?”

       ชีชีเบ้ปากบ่นอุบในใจว่าผู้ชายเซ่อซ่าคนนี้ช่างเยียวยายากจริงๆ ก่อนจะหลับตานอน

       เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เหย่เพิ่งจะถึงหน่วยทหารก็ได้รับภารกิจด่วนและต้องออกเดินทางทันที

       เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับไปแจ้งข่าวให้ภรรยาที่บ้านทราบ จึงได้แต่ฝากคำผ่านหลี่ต้าเฉียงให้ช่วยไปบอกเธอแทน

       ชีชียังคงออกไปยุ่งอยู่ในทุ่งนาตามปกติ ด้วยอานุภาพของน้ำพุวิญญาณ พืชพรรณธัญญาหารจึงเติบโตงอกงามอย่างดีเยี่ยม มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา

       เดิมทีเธอชอบนั่งพักบนคันนา สูดลมหายใจเอาความหอมกรุ่นของดินและกลิ่นอายของพืชพรรณเข้าไปให้เต็มปอด

       ทว่าวันนี้เธอกลับรู้สึกร้อนรนใจอย่างบอกไม่ถูก จึงรีบจัดการธุระทางนี้ให้เสร็จสิ้นแล้วรีบกลับบ้าน

       ระหว่างทางเธอบังเอิญเจอหลี่ต้าเฉียงเข้าพอดี “พี่สะใภ้น้อยครับ รองผู้บังคับกองพันลู่ฝากผมมาบอกพี่ว่า เขาต้องไปปฏิบัติภารกิจด่วน คงต้องไปหลายวันถึงจะกลับครับ”

       “ขอบใจมากนะเฉียงจื่อ เข้าไปนั่งพักในบ้านก่อนสิ”

       “ไม่เป็นไรครับผมแค่มาแจ้งข่าว ยังมีธุระอื่นต้องทำอีก พี่สะใภ้น้อยมีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะครับ ผมขอตัวก่อน”

       “ได้สิ งั้นนายไปทำธุระเถอะ ไว้ลู่เหย่กลับมาแล้ว มาทานข้าวที่บ้านนะ”

       “ได้เลยครับ!”

       หลี่ต้าเฉียงมาไวไปไวราวกับสายลม

       ชีชีรู้สึกใจหายวูบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกบางอย่างมันว่างเปล่าแปลกๆ

       เมื่อลู่เหย่ไม่อยู่บ้าน เธอก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำกับข้าว คิดว่าเดี๋ยวจะเข้าไปหาอะไรกินง่ายๆ ในพื้นที่มิติเอา แต่แล้วเสียงเคาะประตูรั้วก็ดังขึ้น

       เมื่อเห็นว่าเป็นหม่าหลง คิ้วของชีชีก็มุ่นขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ “ลู่เหย่ไม่อยู่บ้าน ผู้บังคับกองพันหม่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”

       “ชีชี ผมมาหาคุณน่ะ ดูสิ ผมทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับปลาจะระเม็ดเหลืองทอดของโปรดที่คุณชอบมาให้ รีบทานตอนร้อนๆ เถอะ”

       ใบหน้าของชีชีเย็นชาลงในทันที “ผู้บังคับกองพันหม่าคะ ฉันเป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้ว และตอนนี้สามีของฉันก็ไม่อยู่บ้าน แต่คุณกลับเอาของกินมาให้แบบนี้ ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูคนอื่นเข้า ชื่อเสียงของฉันจะป่นปี้ขนาดไหน? คุณไม่มีสามัญสำนึกเรื่องขอบเขตระหว่างบุคคลเลยหรือไง?”

       “ชีชี ไม่ช้าก็เร็วผมจะต้องพาคุณไปจากที่นี่ให้ได้ คุณไม่ต้องไปสนสายตาคนอื่นหรอก”

       “ฉันเคยพูดสักคำไหมว่าจะไปกับคุณ?”

       ชีชีหัวเราะออกมาด้วยความโมโห ชายคนนี้คงจะป่วยหนักจนสมองเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ

       “แต่เราคือสามีภรรยากันนะ ที่ผมยอมทนเห็นคุณใช้ชีวิตอยู่กับลู่เหย่ชั่วคราวแบบนี้มันก็ถึงขีดจำกัดของผมแล้ว” สีหน้าของหม่าหลงดูไม่ดีนัก รอยยิ้มที่ฝืนปั้นแต่งเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา

       ชีชีสูดหายใจเข้าลึกๆ เพราะกลัวว่าความโกรธจะทำให้ปอดระเบิด

       “ต่อให้สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง แต่นั่นมันก็เรื่องชาติที่แล้ว ตอนนี้ฉันกับลู่เหย่คือสามีภรรยากัน ชีวิตเรากำลังไปได้สวย คุณช่วยเลิกมาวุ่นวายกับชีวิตฉันเสียทีได้ไหม?”

       “ลู่เหย่น่ะเหรอ? ชีวิตพวกคุณไปได้สวยงั้นหรือ? ชาติที่แล้วก็เป็นเขานั่นแหละที่ทำร้ายคุณแล้วยังไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้คุณต้องทนกับคำครหามากมาย คุณลืมไปหมดแล้วหรือไง?”

       “ใช่ค่ะ สิ่งที่คุณพูดถึงคือชาติที่แล้ว ซึ่งฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย อีกอย่าง ทั้งหมดนี่คุณก็เป็นคนพูดเองฝ่ายเดียว ความน่าเชื่อถือมีแค่ไหนก็ไม่อาจพิสูจน์ได้

       ฉันไม่มีทางทิ้งครอบครัวที่กำลังมีความสุขเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ของคุณหรอกนะคะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายขนาดนั้น”

       หม่าหลงไม่คิดว่าชีชีจะพูดเช่นนี้ พลังใจที่มีอยู่พลันเหี่ยวเฉาลงทันควัน “แล้วผมต้องทำยังไงคุณถึงจะเชื่อผม?”

       ชีชีเหยียดยิ้มเย็น “ในเมื่อคุณรู้เรื่องราวมากมายขนาดนั้น คุณก็คงรู้นะว่าทำไมฉันกับลู่เหย่ถึงได้มาอยู่ด้วยกัน?”

       “รู้สิ ก็เพราะชีหมิงเยว่วางยาพวกคุณไง”

       “ในเมื่อรู้แล้ว คุณยังจะไปข้องแวะกับชีหมิงเยว่จนดูไม่ชัดเจนแบบนั้นอีก แล้วจะให้ฉันเชื่อคุณได้ยังไง?”

       “ผมไม่มีทางเลือก มีแค่เธอเท่านั้นที่ช่วยผมได้”

       ชีชีหรี่ตาลงเล็กน้อย “ที่เธอรีบร้อนใช้เงิน ก็เพื่อเอามาให้คุณงั้นสิ?”

       “ใช่ ผมมีระบบรุ่งเรืองในวิถีราชการอยู่กับตัว มันต้องอาศัยการเติมเงินอย่างต่อเนื่องถึงจะทำให้ผมก้าวหน้าขึ้นไปได้”

       “อ้อ... ที่แท้ตำแหน่งผู้บังคับกองพันของคุณก็ได้มาจากการใช้เงินซื้อนี่เอง”

       “ชีชี ผมใช้ชีวิตมาสองชาติภพ ผมมองโลกนี้ได้ทะลุปรุโปร่งกว่าที่คุณเห็น

       คนเราอยากจะมีชีวิตที่ดี แค่ความพยายามอย่างเดียวน่ะมันไม่พอหรอก มันต้องมีทั้งเส้นสายและโชคลาภด้วย

       อย่างลู่เหย่ เขาต้องเอาชีวิตเข้าแลกถึงหกปีกว่าจะได้เป็นแค่รองผู้บังคับกองพัน

       แต่ผมกลับมาเพียงไม่กี่เดือน นอกจากจะช่วยครอบครัวได้แล้ว ผมยังไต่เต้ามาเป็นผู้บังคับกองพันได้

       นี่แหละคือความแตกต่าง

       ชีชี... มีแค่ตามผมมาเท่านั้น คุณถึงจะได้เสวยสุข”

       มีวูบหนึ่งที่ชีชีอยากจะช่วงชิงระบบของเขามาเสียให้รู้แล้วรู้รอด ผู้ชายคนนี้ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน

       แต่ในเมื่อหม่าหลงไม่ได้มีความประสงค์ร้ายต่อเธอ เธอก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดหนทางทำกินของคนอื่น

       “ผู้บังคับกองพันหม่า สิ่งที่คุณพูดมามันก็ดูมีเหตุผลดีนะคะ แต่หลังจากนี้ไม่ต้องพูดอีกแล้ว ฉันจะไม่ไปกับคุณ และกรุณาวางตัวให้เหมาะสมด้วย”

       ชีชีปิดประตูใส่หน้าทันที ก่อนจะกลับเข้าไปในมิติเพื่อหาอะไรทาน

       เวลาที่อารมณ์ไม่ดี การได้กินบาร์บีคิวคู่กับเบียร์เย็นๆ จัดว่าเป็นคู่ที่ลงตัวที่สุด

       ทว่าของพวกนี้ต้องแอบกินในมิติเท่านั้น ไม่อย่างนั้นกลิ่นคงตลบอบอวลไปทั่วเขตบ้านพักทหารแน่ และเธอก็ยังไม่อยากทำตัวโดดเด่นเกินไปนัก

       หม่าหลงยืนค้างอยู่หน้าประตูบ้านของชีชีครู่ใหญ่ก่อนจะเดินจากไป เขารู้ดีว่าตัวเองใจร้อนเกินไป

       แต่ทุกคืนที่ต้องทนฟังเสียงอันไม่อาจบรรยายได้ดังแว่วมาจากบ้านข้างๆ มันทำให้เขาแทบคลั่ง จนอยากจะจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นไปเสียเดี๋ยวนี้

       ถึงแม้เขาจะเขี่ยลู่เหย่ออกไปได้ชั่วคราว แต่เขาก็ยังเข้าไม่ถึงใจของชีชี ซ้ำยังทำให้ระยะห่างระหว่างเราสองคนยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก

       เขาไม่อยากยอมแพ้ และยอมแพ้ไม่ได้ด้วย

       เขาเริ่มหวนกลับมาพิจารณาการกระทำของตัวเองตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่ ว่ามีสิ่งใดที่ทำให้ชีชีรู้สึกรังเกียจ

       “ชาติที่แล้ว เราสองคนรักกันตั้งแต่แรกเห็น ชีชีแค่มองหน้าผมครั้งเดียวก็หลงรักแล้ว

       แต่ชาตินี้ ไม่เพียงแต่จะได้เจอกันหลายครั้ง แถมรูปลักษณ์ภายนอกของผมยังดูดีกว่าชาติก่อนตั้งเยอะ เธอควรจะยิ่งชอบผมมากกว่าเดิมสิ”

       หม่าหลงไม่มีกะจิตกะใจจะทานข้าว เขาเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง พลางพึมพำกับตัวเองไม่หยุด

       “ชีหมิงเยว่... ต้องเป็นเพราะชีหมิงเยว่แน่ๆ

       ชีชีเกลียดชีหมิงเยว่ที่สุด พอเห็นผมใกล้ชิดกับยัยนั่น ชีชีก็เลยโกรธ เธอไม่ได้ไม่ชอบผมหรอก มันต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ”

       เมื่อคิดว่าหาต้นตอของปัญหาเจอแล้ว หม่าหลงก็กลับมามีกำลังใจอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องสลดลงตามเดิม

       เขาเป็นคนกลับมาเกิดใหม่ ตามหลักแล้วควรจะมีช่องทางหาเงินมากมาย

       แต่ตอนแรกเขาถูกกักตัวอยู่ในคอกวัว ไม่มีอิสระแม้แต่น้อย ถ้าไม่ได้ชีหมิงเยว่เขาคงอดตายไปแล้ว

       และตอนนี้เขายังอยู่ในกองทัพ ซึ่งไม่อนุญาตให้เข้าออกตามใจชอบ

       หากถูกจับได้ละก็ การถูกลงโทษทางวินัยยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเรื่องใหญ่ขึ้นมาอาจถึงขั้นต้องขึ้นศาลทหาร

       ทว่าเงินเดือนจากการเป็นทหารนั้นมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของระบบเลยแม้แต่น้อย

       หนทางหาเงินเพียงอย่างเดียวคือต้องทำแบบลู่เหย่ คือการรับภารกิจเสี่ยงตายเพื่อเอาความดีความชอบแลกรางวัล

       แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ยอดเงินรางวัลก็ไม่ได้สูงมากนัก

       ซ้ำยังมีความเสี่ยงสูงมาก ดีไม่ดีอาจจะไม่ได้กลับมาแบบมีลมหายใจ

       หม่าหลงลังเลอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง

       การได้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการกองพลอย่างมั่นคง ย่อมดีกว่าการต้องมาเจ็บตัวไปทั้งร่างไม่ใช่หรือ?

       เขาจะยังทิ้งชีหมิงเยว่ไม่ได้ในตอนนี้ แต่ว่าจะไม่ยอมให้เธอมาหาที่บ้านอีกแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นชีชีจะโกรธ

       ความจริงที่เขาให้ชีหมิงเยว่มาหาเมื่อก่อนหน้านี้ ก็เพื่ออยากลองหยั่งเชิงดูท่าทีของชีชี

       แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะพลาดพลั้งจนกู้กลับมายากขนาดนี้ ซึ่งนั่นทำให้เขาหัวเสียไม่น้อย

       สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้หญิงนี่พอมาอยู่รวมกันแล้วไม่มีวันสงบสุขจริงๆ

       ศึกชิงรักหักสวาทนี่แหละคือสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดบนโลกนี้ และความโหดร้ายของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสงครามโลกเลย

       “ประมาทไปแล้วสิเรา”