LNCrawler

บทที่ 3 “หึหึ”

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 3 “หึหึ”

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เหย่ก็ยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจ หากเธอไม่ได้ชอบไช่เหวินเจี๋ย แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงตามพัวพันไม่เลิกรา นั่นก็หมายความว่าเธอคงพึงใจในฐานะอันร่ำรวยของครอบครัวฝ่ายชายเป็นแน่

       ลู่เหย่สะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไปทันที

       ชีชีรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง รักก็ไม่ได้ ไม่รักก็ไม่ได้หรืออย่างไร?

       ใจบุรุษนั้นช่างล้ำลึกยากแท้หยั่งถึงจริงๆ

       ชีชีเดินตามกลับเข้าบ้าน ตั้งใจว่าจะเจรจากับลู่เหย่ให้เข้าใจเสียหน่อย เพราะอย่างไรเสียในอนาคตเธอก็ต้องตามเขาไปใช้ชีวิตในเขตพำนักทหาร การกระชับความสัมพันธ์ให้ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ

       ทว่าลู่เหย่กลับเดินเข้าห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าเสียงดัง ‘ปัง!’ บานประตูเกือบจะกระแทกจมูกเธอเข้าให้

       ชีชีพลันเดือดดาลขึ้นมาทันควัน ยังไม่ทันจะแต่งงานก็ริอ่านสะบัดสีหน้าใส่เสียแล้ว งานแต่งนี้–

       ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกอีกครั้ง ลู่เหย่ยื่นซองจดหมายซองหนึ่งให้ชีชี น้ำเสียงของเขาทั้งเย็นชาและแข็งกระด้าง “เอาไปใช้ก่อนเถอะ”

       ไม่ว่าชีชีจะเป็นพวกฝักใฝ่ในลาภยศเงินทองหรือไม่ ในเมื่อเขาต้องรับผิดชอบชีวิตเธอ เขาก็ควรจะเป็นคนที่เติมเต็มสิ่งที่เธอต้องการ

       ชีชีเปิดซองจดหมายออก ดวงตาคู่สวยพลันเบิกกว้างประดุจระฆังทองเหลือง!

       ข้างในนั้นมีธนบัตรใบละสิบหยวนรวมแล้วถึงสามสิบใบเชียว!

       นี่คือเงินสามร้อยหยวนในยุค 70 เชียวนะ!

       บทจะให้เงินก็ให้ง่ายๆ เช่นนี้ แน่นอนว่าเธอรับได้อยู่แล้ว!

       งานแต่งนี้... แต่งได้ไม่มีปัญหา

       ชีชีเงยหน้ามองประตูห้องที่ปิดลงอีกครั้ง คราวนี้เธอกลับรู้สึกว่าบานประตูนี้ดูงดงามขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

       เช้าวันรุ่งขึ้น ชีเจี้ยนกั๋วและเหมียวหงออกไปทำงาน ส่วนลู่เหย่ไปโทรศัพท์แจ้งทางกองทัพเพื่อยื่นรายงานขออนุมัติแต่งงาน

       ชีชีนอนห้องเดียวกับชีหมิงเยว่ ตั้งแต่เช้าตรู่ชีหมิงเยว่ก็ยิ้มระรื่นพลางหยิบเงินหนึ่งหยวนออกมาจากกระเป๋า “ชีชี เรื่องเมื่อวานฉันพูดไม่ดีเอง เธออย่าโกรธเลยนะ เอาเงินหนึ่งหยวนนี่ไปซื้อของสำหรับงานแต่งเถอะ”

       นี่คิดจะดูหมิ่นใครกัน? แม้เงินหนึ่งหยวนในยุคนี้จะมีอำนาจการซื้อที่น่าทึ่ง แต่หากจะใช้ซื้อของแต่งงานย่อมไม่พอแน่

       ชีชีเกือบจะปาเงินใส่หน้าหล่อนไปแล้ว แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าชีหมิงเยว่ไม่มีทางหวังดีเช่นนี้แน่

       ที่หล่อนจงใจเอาเงินออกมาให้ ย่อมต้องมีเจตนาจะไล่เธอออกไปพ้นทางเป็นแน่ ยัยเด็กนี่คิดจะทำอะไรกัน?

       ชีชีรับเงินมาอย่างสงบเสงี่ยม แล้วแสร้งทำตามน้ำเดินออกจากบ้านไป

       ตระกูลชีอาศัยอยู่ในหอพักโรงงานรีดเหล็ก ภายในลานบ้านขนาดใหญ่มีผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกันนับสิบครัวเรือน เมื่อถึงเวลาเข้างานลานบ้านจึงไร้ผู้คน

       ตอนนี้ชีชีก็ออกจากบ้านไปแล้ว ในลานบ้านจึงเหลือเพียงชีหมิงเยว่คนเดียว

       หากบอกว่าหล่อนไม่ได้คิดจะทำเรื่องพิเรนทร์อะไร ผีก็คงไม่เชื่อ ชีชีกล้าพนันด้วยการยืนกลับหัวสระผมเลยทีเดียว

       เธอจึงลอบปีนกำแพงขึ้นไปดู ก็เห็นชีหมิงเยว่แบกจอบมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำร้างหลังเขตบ้านพัก

       เนื่องจากน้ำในบ่อนั้นเหือดแห้งไปนานแล้ว ปกติจึงไม่มีใครย่างกรายมาที่นี่ หญ้ารกชัฏขึ้นสูงจนเกือบมิดหัว

       ชีหมิงเยว่หยิบเชือกป่านออกมา ปลายข้างหนึ่งผูกติดกับขอบบ่อ ส่วนอีกข้างผูกไว้ที่เอว ก่อนจะหย่อนตัวลงไปในบ่อนั้นจริงๆ

       ชีชีหรี่ตาลง “หรือว่าในบ่อจะมีสมบัติ?”

       อย่างไรก็ตาม ชีชีไม่ได้รีบร้อน ชีหมิงเยว่มีพื้นที่มิติอยู่ในตัว หากมีของดีหล่อนย่อมต้องเก็บไว้ในนั้นแน่

       ทว่ามิตินั้นอีกไม่นานก็จะกลายเป็นของเธอแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยๆ สำรวจก็ยังไม่สาย

       เพียงครู่เดียว ชีหมิงเยว่ก็ปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจ เห็นได้ชัดว่าได้ของตามต้องการแล้ว

       แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ชีชีรู้สึกกระวนกระวายใจด้วยความอยากรู้เสียจริง

       ขณะที่กำลังจะผละจากไป เธอก็เห็นชีหมิงเยว่เดินเข้าไปในห้องของชีเจี้ยนกั๋ว

       เนื่องจากไม่ได้ปิดผ้าม่าน ชีชีจึงมองเห็นได้ถนัดตา หล่อนกำลังรื้อค้นอยู่ใต้เตียงและหลังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่อย่างขะมักเขม้น

       ชีชีหัวเราะจนตัวแทบสั่น นี่กะจะขนสมบัติของชีเจี้ยนกั๋วไปจนเกลี้ยงเลยสินะ?

       หากเขารู้ว่าตัวเองเลี้ยงลูกอกตัญญูไว้เช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะกระอักเลือดตายไปเลยหรือไม่

       ชีชีพอกระโดดลงจากกำแพง ก็เห็นลู่เหย่เดินมาแต่ไกล

       “บ่ายนี้เราไปจดทะเบียนกัน”

       “เร็วขนาดนี้เลยหรือคะ? ไม่ต้องมีการตรวจสอบประวัติทางการเมืองก่อนหรือ?” ชีชีเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

       “มะรืนนี้ผมต้องกลับเข้ากองทัพแล้ว ทางเบื้องบนจึงอนุมัติเป็นกรณีพิเศษน่ะ”

       ชีชี “...”

       คราวนี้ยุ่งแน่ วันนี้เธอจะออกไปไหนไม่ได้เด็ดขาด ต้องคอยจับตาดูชีหมิงเยว่เอาไว้ เพราะพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณยังไม่ตกมาถึงมือ จะให้มาล้มเหลวตอนสุดท้ายไม่ได้

       “พรุ่งนี้เถอะค่ะ”

       “ได้ งั้นก็พรุ่งนี้”

       ทั้งคู่เดินเข้าลานบ้านมาพร้อมกัน เห็นชีหมิงเยว่กำลังสาละวนทำอาหารอยู่ในครัวพลางฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี

       ชีชีเบะปาก อารมณ์ดีนักนะ แต่อีกไม่นานหรอก คงได้หัวเราะไม่ออกแน่

       ลู่เหย่เลี่ยงเข้าไปเก็บสัมภาระในห้อง

       เมื่อชีหมิงเยว่เห็นทั้งสองเดินกลับมาด้วยกัน มุมปากของหล่อนก็หยักโค้งเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน พลางปรายตามองชีชี “แหม่ ดูท่าทางพวกเธอจะรักกันปานจะกลืนกินเลยนะ”

       “ทำไมหรือจ๊ะ เธออิจฉาหรือไง?” ชีชีไม่ได้โอนอ่อนตาม ย้อนกลับไปอย่างเผ็ดร้อนทันที

       “ฉันมีอะไรให้ต้องอิจฉากัน? พี่เหวินเจี๋ยเป็นลูกชายคนเดียวของผู้อำนวยการโรงงาน บ้านก็มี รถก็มี ฉันแต่งเข้าไปก็มีเงินทองให้ใช้ไม่หวาดไม่ไหว ชีวิตมีแต่ความสุขสบาย จำเป็นต้องอิจฉาเธอด้วยหรือ?”

       “หึหึ งั้นก็ขอให้รักกันตราบนานเท่านานนะ”

       “ขอบใจสำหรับคำอวยพร ฉันต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเธอแน่นอน” ความลำพองใจในดวงตาของชีหมิงเยว่ฉายชัดจนปิดไม่มิด

       ทว่าชีชีกลับแค่นยิ้มในใจ งั้นก็รอดูต่อไปเถอะ

       หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ชีหมิงเยว่ก็แต่งตัวสวยสะพรั่งก่อนจะออกจากบ้านไป

       ชีชีแอบกลอกตาใส่ ยัยนี่จะอยู่นิ่งๆ ที่บ้านบ้างไม่ได้หรือไง ช่างน่ารำคาญเสียจริง

       ถึงจะบ่นไปอย่างนั้น แต่เธอก็ยังต้องแอบสะกดรอยตามไปอยู่ดี

       เป็นไปตามคาด ชีหมิงเยว่ไปหาไช่เหวินเจี๋ย และทั้งคู่ก็พากันเข้าไปในป่าละเมาะอีกครั้ง

       ในใจชีชีแทบจะร่ำไห้ออกมาเป็นสายเลือด นี่คือสิ่งที่เธอต้องทนรับหรือ? ชีวิตนี้ช่างอยู่ยากเหลือเกิน รีบพังๆ ไปสักทีเถอะ!

       จะว่าไป ทั้งสองคนนี้ก็ช่างขยันขันแข็งกันเสียจริง จนฟ้าใกล้จะมืดแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา

       ชีชีกัดฟันกรอด “ไอ้ไช่เหวินเจี๋ยบ้ากามนี่จริงๆ เลย ไม่กลัวจะเสียสุขภาพบ้างหรือไง”

       “ทำไมยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงอีกเนี่ย!!”

       ขณะที่ความอดทนของเธอกำลังจะขาดสะบั้น เสียงระบบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง

       “เริ่มนับถอยหลังโปรแกรมชิงพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณเสร็จสิ้น ขอเชิญโฮสต์ตรวจสอบ”

       “เยี่ยม! สำเร็จแล้วใช่ไหม?”

       ชีชีเหวี่ยงแขนด้วยความดีใจ หากไม่มีคนอยู่แถวนี้ เธอคงจะระเบิดเสียงหัวเราะดังๆ ออกมาแล้ว

       เธอรีบเข้าสู่มิติเพื่อสำรวจทันที

       พื้นที่ในมิตินั้นกว้างขวางไม่น้อย ภายในมีบ้านทรงจีนโบราณที่มีลานตรงกลาง มีห้องหับถึงสิบสองห้อง กำแพงขาวหลังคาสีเทาดำ ดูเรียบหรูและเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง

       ใจกลางลานบ้านมีบ่อน้ำเก่าแก่ใบหนึ่ง ซึ่งคงจะเป็นน้ำพุวิญญาณตามที่ระบบบอก ชีชีอดใจไม่ไหวตักน้ำขึ้นมาดื่มคำใหญ่ รสชาติน้ำนั้นดีเยี่ยม หวานฉ่ำและสดชื่นไปถึงทรวง

       ซ้ำยังรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง รู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก

       ข้างบ่อน้ำเก่าแก่คือแปลงผัก พืชพรรณนานาชนิดกำลังเติบโตงอกงาม

       ฟักทองผลใหญ่เท่าหัว พริกหยวกขนาดเท่ากำปั้น ผักกาดเขียวขจี มะเขือยาวเกือบฟุต และอีกมากมาย

       ผักชนิดใดที่มีขายในตลาด ที่นี่แทบจะมีครบถ้วนทุกประการ

       บนต้นท้อหลายต้นยังมีลูกท้อฉ่ำน้ำห้อยระย้า ดูน่ารับประทานยิ่งนัก

       ที่น่ายินดีที่สุดคือ ในสระน้ำมีปลาหลี่ว่ายเวียนไปมา แต่ละตัวมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลกรัมครึ่ง

       หลังจากเดินวนรอบลานบ้านแล้ว ชีชีก็ก้าวเข้าไปในตัวบ้าน

       ไม่ดูก็ไม่รู้จริงๆ พอได้ดูถึงกับต้องสะดุ้งโหยง

       ห้องทั้งสิบสองห้อง นอกจากจะเป็นห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องรับแขกหนึ่งห้อง และห้องครัวหนึ่งห้องแล้ว ที่เหลือนั้นล้วนเป็นคลังเก็บของทั้งสิ้น

       ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยข้าวสาร แป้ง น้ำมัน ธัญพืช รวมถึงเนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อปลา และอื่นๆ อีกมากมาย

       ถึงขั้นมีขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และอาหารสำเร็จรูปจากโลกอนาคตด้วย

       ไม่รู้จริงๆ ว่าชีหมิงเยว่ไปสรรหามาได้อย่างไร

       ชีชีไม่มีเวลามานั่งครุ่นคิด จิตวิญญาณดวงน้อยในร่างเธอพากันเริงร่าโยกย้ายส่ายสะโพกด้วยความปรีดา

       “รวยแล้ว! รวยแล้ว! รวยมหาศาลเลยคราวนี้!”

       บนโต๊ะข้างเตียงยังมีเงินสดอีกสองพันหยวนพร้อมกับปึกตั๋วต่างๆ ทั้งตั๋วอาหาร ตั๋วผ้า ตั๋วถ่านหิน ตลอดจนตั๋วอุตสาหกรรมสำหรับซื้อนาฬิกา จักรยาน และจักรเย็บผ้า

       เงินและตั๋วเหล่านี้น่าจะเป็นทรัพย์สินทั้งหมดของชีเจี้ยนกั๋วแน่ๆ ชีหมิงเยว่นี่ช่างร้ายกาจเสียจริง

       เพียงแต่ว่า หากหล่อนพบว่ามิติหายไปแล้ว และสิ่งที่หล่อนทำมาทั้งหมดเป็นเพียงการถวายพานให้ผู้อื่น ไม่รู้ว่าหล่อนจะร้องไห้จนตายไปเลยหรือไม่

       “หมิงเยว่ หมิงเยว่คุณเป็นอะไรไป? อย่าทำให้ผมตกใจสิ ผมไม่ทำแล้ว รีบตื่นขึ้นมาสิ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

       การที่ชีหมิงเยว่จู่ๆ ก็สลบไสลไป ทำให้ไช่เหวินเจี๋ยขวัญเสียไม่น้อย เมื่อครู่ยังปึ๋งปั๋งอยู่เลยแท้ๆ ตอนนี้กลับหมดอารมณ์ไปจนสิ้น

       เมื่อเห็นไช่เหวินเจี๋ยอุ้มชีหมิงเยว่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยวิ่งผ่านหน้าไป ชีชีก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น “ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะยังใช้งานได้อยู่หรือเปล่านะ”

       เมื่อชีชีเดินทอดน่องกลับถึงบ้าน เหมียวหงก็นั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่กลางลานบ้าน “ไอ้คนชั่วที่ไหนมันทำแบบนี้? นี่กะจะบีบคั้นให้ครอบครัวเราตายกันไปข้างหนึ่งเลยหรือไง?”

       ขณะที่ชีเจี้ยนกั๋วกำลังร่ายยาวพร้อมทำท่าทางประกอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟัง สีหน้าท่าทางกังวลใจอย่างปิดไม่มิด

       จะมีก็แต่ลู่เหย่ที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างด้วยแววตาเย็นเยียบ ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว

       ครั้นเห็นชีชีกลับมา เหมียวหงก็โผเข้าหาหมายจะลงไม้ลงมือกับเธอทันที “นังตัวดี หล่อนใช่ไหมที่ขโมยเงินที่บ้านไป? เอาออกมาเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะตีหล่อนให้ตาย นังเด็กสารเลว เดี๋ยวนี้ใจกล้าถึงขั้นกล้าขโมยเงินเชียวหรือ?”

       ตำรวจสอบถามอยู่นานก็ไม่ได้เบาะแสอะไร เมื่อเห็นเหมียวหงปักใจเชื่อเช่นนั้น จึงรี่เข้าไปหาชีชีทันที

       “คุณเป็นใคร? มีความสัมพันธ์อย่างไรกับครอบครัวนี้?”

       “คุณตำรวจคะ ฉันชื่อชีชี เป็นลูกสาวแท้ๆ ของบ้านนี้ค่ะ” ชีชีจงใจเน้นคำว่า ‘แท้ๆ’ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่ติดตรงที่ว่าพวกเขาทั้งสองคนรักลูกบุญธรรมมากกว่า เรื่องนี้คนในลานบ้านเขารู้กันทั่วค่ะ”

       “ถ้าอย่างนั้นบอกมาซิ ตลอดบ่ายที่ผ่านมา คุณไปทำอะไรมาบ้าง?”

       “ฉันไม่อยู่บ้านทั้งบ่ายเลยค่ะ เงินหายไปตอนไหนฉันยังไม่รู้เลย

       อีกอย่าง ห้องของเธอก็ลงกลอนไว้อยู่ตลอด ตั้งแต่ฉันกลับมาที่บ้านนี้ยังไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปสักครั้ง แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงคะว่าเธอซ่อนเงินไว้ที่ไหน?”

       จู่ๆ ตำรวจก็นึกขึ้นได้ว่ากลอนประตูไม่มีร่องรอยการงัดแงะ หน้าต่างก็ยังคงใส่สลักจากด้านใน คนนอกย่อมไม่มีทางเข้าไปได้แน่นอน

       ตำรวจจึงถามเหมียวหงด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กุญแจห้องนี้มีกี่ดอก?”

       เหมียวหงชะงักไปครู่หนึ่ง “สาม... สามดอกค่ะ ฉันกับเจี้ยนกั๋วถือไว้คนละดอก แล้วก็มีที่หมิงเยว่อีกดอกหนึ่ง”

       “หมิงเยว่คือใคร?”

       “เป็น... เป็นลูกสาวฉันเองค่ะ”

       “งั้นก็ไปถามลูกสาวคนที่ถือกุญแจคนนั้นเถอะครับ การแจ้งความเท็จมีความผิดตามกฎหมายนะครับ”

       “เป็นไปไม่ได้ หมิงเยว่จะเอาเงินที่บ้านไปได้ยังไงกัน?” เหมียวหงแย้งขึ้นตามสัญชาตญาณ

       ตำรวจขมวดคิ้ว ปรายตามองหล่อนครั้งหนึ่งแล้วเตรียมจะผละจากไป

       ทว่าในตอนนั้นเอง ซ่งฮุ่ย ภรรยาของผู้อำนวยการโรงงานรีดเหล็ก ซึ่งก็คือแม่ของไช่เหวินเจี๋ย ก็ปรากฏตัวขึ้น หล่อนไม่ได้ใส่ใจเลยว่าขณะนั้นเป็นสถานการณ์เช่นไร กลับโพล่งออกมาตรงๆ ว่า

       “บ้านตระกูลชี ฉันมาเพื่อขอถอนหมั้น ลูกสาวบ้านเธอประพฤติตัวไม่เหมาะสม ตระกูลไช่จึงไม่อาจสู่ขอได้!”

       ‘ตึง!’

       เหมียวหงรู้สึกหน้ามืดตามัวจนโลกหมุนคว้าง เกือบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันที