บทที่ 39 คนหน้าไม่อาย ย่อมไร้เทียมทาน
บทที่ 39 คนหน้าไม่อาย ย่อมไร้เทียมทาน
เดิมทีชีชีคิดว่าหลังจากที่ชีหมิงเยว่ขู่ทิ้งท้ายเอาไว้ อีกสามวันให้หลังหล่อนจะต้องมาหาเรื่องแน่ๆ
เธอเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้วว่าหากหล่อนมาจริง เธอจะตะโกนเรียกคนทั้งเขตบ้านพักทหารออกมา เพื่อให้ทุกคนช่วยกันตัดสินความ
เมื่อถึงตอนนั้น เรื่องที่หล่อนพยายามหาเงินไปช่วยหม่าหลงก็อาจถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนถูกตรวจสอบเข้าให้
ส่วนพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรต่อไปนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ชีชีจะต้องไปแยแส
แต่เดิมชีชีไม่ได้มีความคิดร้ายกาจต่อโลกใบนี้ แต่หากใครสักคนรนหาที่เข้ามาทำให้เธอต้องขุ่นเคืองรำคาญใจ เธอก็ไม่เกี่ยงที่จะลงมือสั่งสอนเสียบ้าง
ทว่าชีชีกลับรอเก้อ เพราะชีหมิงเยว่ไม่ได้ปรากฏตัว และหลายวันมานี้เธอก็ไม่เห็นวี่แววของหม่าหลงอีกเลย
เรื่องนี้ทำให้สภาพจิตใจของหญิงสาวดีขึ้นไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่วันคืนอันสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน เหมียวหงก็มาหา
ในมือของหล่อนมีเพียงกระเป๋าใบเล็กที่ใส่เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนเพียงไม่กี่ชุด นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเลย
ชีชีไม่อยากถือสาหาความกับหล่อน อย่างไรเสียคนตรงหน้าก็คือแม่แท้ๆ ของเจ้าของร่างเดิม พิธีรีตองที่ควรมีก็ต้องมีไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คนเอาไปนินทาให้เสียหาย
ทันทีที่เหมียวหงมาถึง หล่อนก็รื้อค้นบ้านของเธอจนทั่วทุกซอกทุกมุม
ยังดีที่ชีชีมีนิสัยชอบเก็บของดีๆ ไว้ในมิติ
บ้านหลังนี้แม้จะไม่ถึงขั้นยากจนข้นแค้น แต่ก็ตกแต่งอย่างเรียบง่ายยิ่งนัก
ธัญพืชที่วางไว้ด้านนอกมีไม่เกินห้าจิน ผักต่างๆ ก็ปลูกไว้ในสวน ส่วนเนื้อสัตว์นั้นอย่าได้หวังว่าจะได้เห็นแม้แต่เงา
“ทำไมบ้านหล่อนถึงได้จนขนาดนี้? ดูปราดเดียวก็รู้ว่าใช้ชีวิตไม่เป็นเอาเสียเลย”
ชีชีลอบกลอกตาอยู่ในใจ “คุณก็ไม่เคยสอนฉันนี่คะว่าต้องใช้ชีวิตยังไง”
เหมียวหงถึงกับสะอึก หล่อนเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “ฉันไม่สนหรอก เอาเงินที่หล่อนมีติดตัวออกมาให้หมด ฉันต้องใช้มัน”
“งานฉันยังไม่มี แล้วจะมีเงินได้ยังไงคะ?”
“แล้วลู่เหย่ไม่มีเงินเดือนหรือไง?”
“แล้วพ่อส่งเงินเดือนให้คุณหมดเลยเหรอคะ?”
เหมียวหงถูกย้อนจนจุกอกอีกครั้ง กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ “งั้นหล่อนก็ไปขอจากลู่เหย่สิ”
“ลู่เหย่ไปปฏิบัติภารกิจค่ะ ไม่รู้จะกลับมาวันไหน”
เหมียวหงจ้องเขม็งมาที่ชีชี แววตานั้นราวกับอยากจะฉีกกระชากอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
ชีชีไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เธอเดินเข้าครัวไปต้มโจ๊กข้าวโพดเหลวๆ แล้วเด็ดใบผักจากในสวนโยนลงไปสองสามใบ มื้อเย็นก็กินประทังชีวิตไปแบบส่งๆ
“ปกติหล่อนกินแค่นี้เหรอ? หมิงเยว่บอกฉันว่าหล่อนกินดีอยู่ดี มีปลาเนื้อครบทุกมื้อเลยนะ”
“หล่อนพูดอะไรคุณก็เชื่อไปหมดเลยนะคะ? สภาพบ้านฉันเป็นยังไงคุณก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอ? ฉันจะไปเสกเนื้อเสกปลามาจากไหนได้ล่ะ?”
เหมียวหงซดโจ๊กข้าวโพดจนหมดเกลี้ยงในไม่กี่คำ จากนั้นก็ผลักถ้วยออกอย่างไม่แยแส ปากก็ยังพึมพำด่าทอไม่หยุด
“บอกทีสิว่า ฉันคลอดหล่อนออกมา แล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง? หวังพึ่งพาอะไรไม่ได้สักอย่าง”
“คุณไม่เคยเลี้ยงดูฉันเลยสักวัน ฉันยอมรับคุณเป็นแม่ก็ดีเท่าไรแล้ว คุณยังจะเอาอะไรอีกคะ?”
“พูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ฉันเป็นแม่หล่อนนะ”
“ถ้าคุณเห็นฉันเป็นลูกสาวจริงๆ ที่นี่คุณก็ไม่ควรมาเหยียบเลยด้วยซ้ำค่ะ”
“คิดว่าฉันอยากจะมานักหรือไง? ถ้าไม่มา พ่อหล่อนก็จะหย่ากับฉันน่ะสิ”
“ถ้าขาดผู้ชายคนนั้นไปคุณจะตายเลยใช่ไหมคะ?” ชีชีกลอกตามองบนจนแทบจะค้าง “คุณเป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือนตั้งสามสิบกว่าหยวน แถมไม่มีภาระอะไร กินของดีๆ ใช้ชีวิตสบายๆ คนเดียวไม่ดีกว่าเหรอ? ทำไมต้องไปประจบเอาใจเขาขนาดนั้น ฉันล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าคุณต้องการอะไร”
“ฉันอายุเท่าไรแล้ว? ถ้าต้องหย่าจริงๆ ฉันจะเอาหน้าที่ไหนไปสู้หน้าคนอื่น?”
“ค่ะๆๆ คุณอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันจัดการไม่ได้และไม่อยากจัดการด้วย”
ชีชีเก็บถ้วยชามเสร็จก็เดินกลับเข้าห้องทันที
ส่วนเหมียวหงนั้น ชีชีปล่อยให้นอนปูฟูกอยู่กลางห้องโถง เธอไม่มีนิสัยชอบนอนเบียดเตียงเดียวกับใครทั้งนั้น
แน่นอนว่า ยกเว้นลู่เหย่เอาไว้คนหนึ่ง
ชายคนนั้นออกไปปฏิบัติงานหลายวันแล้ว แต่กลับไม่มีข่าวคราวส่งมาเลยแม้แต่นิดเดียว ชีชีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วง
ในเมื่อนอนไม่หลับ ชีชีจึงเข้าไปในมิติเพื่อหาของอร่อยๆ กิน เพราะโจ๊กข้าวโพดนั่นน่ะไม่อิ่มท้องหรอก
หญิงสาวทำสเต๊กเนื้อกินเอง เคียงด้วยพาสต้าและไข่ดาวเยิ้มๆ แถมยังรินไวน์แดงออกมาจิบอีกแก้ว
หากไม่มีเรื่องกวนใจที่บ้าน ชีวิตน้อยๆ ของเธอก็คงสุขสบายไม่น้อยเลยทีเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น ชีชีออกไปทำงานในไร่ตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนอาหารเช้านั้นเธอจัดการเรียบร้อยแล้วในมิติ
อย่างไรเสียในบ้านก็มีธัญพืช ในสวนก็มีผัก ถ้าเหมียวหงอยากกินก็จัดการเองได้
เธอกับคนสติไม่สมประกอบนั้นคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องหลบเลี่ยงเอา
ทว่าขณะที่ยุ่งอยู่นั้น พี่สะใภ้หลี่ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหาแต่ไกลพลางตะโกนเรียก
“เสี่ยวชี เสี่ยวชี! อย่ามัวแต่ยุ่งอยู่เลย รีบกลับบ้านไปดูเร็วเข้า”
“มีอะไรเหรอคะ? ลู่เหย่กลับมาแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่!” พี่สะใภ้หลี่วิ่งจนหอบตัวโยน “แม่เธอ... แม่เธอขนของในบ้านเธอไปจนเกลี้ยง ขายทิ้งหมดแล้ว!”
“ว่าไงนะ!”
ชีชีขว้างจอบทิ้งทันที แล้ววิ่งตามพี่สะใภ้หลี่กลับบ้าน
มองเห็นแต่ไกลว่าประตูบ้านถูกเปิดทิ้งไว้กว้างขวาง พอเดินเข้าไปใกล้เท่านั้นล่ะ ความดันของเธอแทบจะพุ่งปรี๊ดทะลุปรอท
เหมียวหงช่างโหดเหี้ยมจริงๆ ตั้งแต่เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ไปจนถึงเข็มกับด้าย แม้แต่ผักในสวนหล่อนก็ถอนไปจนเกลี้ยง
ชีชีไม่รอช้า มุ่งหน้าไปยังป้อมยามเพื่อแจ้งความทันที “คุณตำรวจคะ ขโมยขึ้นบ้านฉันค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเกิดเหตุลักทรัพย์ในเขตพำนักทหาร ตำรวจก็รุดมาถึงอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้าบ้านมา ตำรวจทั้งสองนายถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
“สหายชี เล่ารายละเอียดมาหน่อยครับ”
“ตอนที่ฉันออกจากบ้านเมื่อเช้า ทุกอย่างยังปกติดีอยู่เลย พอกลับมาก็เป็นแบบนี้แล้วค่ะ”
“หัวขโมยนี่คงจะแค้นกับคุณมากเลยนะครับเนี่ย ขนไปซะเกลี้ยงเชียว”
“คงจะเป็นอย่างนั้นมั้งคะ”
ขอบตาของชีชีแดงก่ำ ทำท่าทางราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาต่อหน้า
ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง พวกเขาเดินสอบถามทั้งยามหน้าประตูและผู้อยู่อาศัยในเขตบ้านพักหลายราย
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เหมียวหงนั่นเองที่เป็นคนขนของในบ้านเธอไปจนหมด
หลังจากยืนยันตัวตนของเหมียวหงกับชีชีแล้ว ตำรวจก็เริ่มลำบากใจ “เรื่องนี้ พูดตามตรงมันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของคุณนะครับ ถ้าเจรจากันได้เองจะดีที่สุด”
ชีชีกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป น้ำตาร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสาย “คุณตำรวจคะ สภาพการณ์แบบนี้คุณก็เห็นแล้ว มันยังเป็นเรื่องที่จะเจรจากันได้อยู่อีกเหรอคะ? บอกฉันทีสิคะ ต่อไปฉันจะใช้ชีวิตยังไง?”
เรื่องแบบนี้ใครเจอก็ต้องช้ำใจ ตำรวจกำลังจะหาคำพูดมาปลอบโยน แต่เหมียวหงกลับเดินย้อนกลับมาเสียอย่างนั้น
หล่อนไม่ได้ดูเลยว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ตรงเข้าใส่ชีชีแล้วแผดเสียงลั่น “หล่อนไปหาหยิบยืมเงินมาห้าร้อยหยวนเดี๋ยวนี้ ฉันต้องใช้เดี๋ยวนี้เลย!”
ชีชีร้องไห้หนักกว่าเดิม “คุณตำรวจดูสิคะ นอกจากหล่อนจะขนของในบ้านจนเกลี้ยงแล้ว ยังจะมาไถเงินฉันอีก นี่กะจะบีบให้ฉันตายเลยใช่ไหมคะ?”
พี่สะใภ้หลี่ก็ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป “สหายคะ เสี่ยวชีเขามีครอบครัวแล้วนะ สองสามีภรรยาก็ต้องกินต้องใช้
อีกอย่าง คุณเพิ่งมาอยู่เขตบ้านพักทหารได้ไม่กี่วัน บ้านช่องก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ใครจะกล้าให้คุณยืมเงินมากมายขนาดนั้น?”
“ฉันคุยกับลูกสาวฉัน แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วย?” เหมียวหงไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ก่อนจะหันไปทางชีชีอย่างดุร้าย “ถ้าหล่อนยืมเงินมาไม่ได้ ก็ไปขายตัวซะ เงินนี่ฉันต้องได้!”
ตำรวจทนดูไม่ไหวจริงๆ เอ่ยถามเสียงเย็น “คุณจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร?”
“ลูกสาวคนโตของฉันต้องรีบใช้เงิน”
“เครื่องเรือนพวกนั้นคุณคงขายได้เงินไปไม่น้อยเลยสินะ? ตอนนี้ยังจะเอาอีกห้าร้อย ลูกสาวคนโตคุณอยู่หน่วยงานไหน? หล่อนจะเอาเงินเยอะแยะขนาดนั้นไปทำอะไรกันแน่?”
“นี่มันเรื่องภายในครอบครัวเรา ไม่ผิดกฎหมายหรอก”
“คุณเป็นแม่แท้ๆ ของฉันจริงๆ หรือเปล่าคะ? รื้อบ้านฉันเพื่อไปประเคนให้ลูกบุญธรรม ในโลกนี้มีแม่แบบคุณด้วยเหรอ?” ชีชีสะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นคำ
“หล่อนคลานออกมาจากท้องฉัน ก็ต้องกตัญญูต่อฉัน ฉันขอเงิน หล่อนก็ต้องให้”
เหมียวหงพูดออกมาได้อย่างเต็มปาก ไม่มีความละอายแก่ใจแม้แต่น้อย
“ยายแก่คนนี้ไม่ฟังเหตุผลเอาเสียเลย เสี่ยวชีมีแม่แบบนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ”
“ได้ยินมานานแล้วว่าบ้านนี้ลำเอียงรักแต่ลูกบุญธรรม ไม่นึกว่าจะลำเอียงขนาดนี้ เปิดหูเปิดตาจริงๆ”
“ทุกคนหลีกทางหน่อย รองผู้บังคับกองพันลู่กลับมาแล้ว!”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ก็พบว่าลู่เหย่ถูกหามมาบนเปลสนาม ตามตัวพันผ้าพันแผลไว้เต็มไปหมด ขาข้างหนึ่งยังเข้าเฝือกหนา
ชีชีรีบวิ่งเข้าไปหาทันที “ลู่เหย่ คุณไปโดนอะไรมาคะ?”
หลี่ต้าเฉียงตาแดงก่ำ “พี่สะใภ้น้อยครับ ขาข้างนี้ของรองผู้พันลู่... เกรงว่าอาจจะรักษาไว้ไม่ได้แล้วครับ”
ในหัวของชีชีดัง ‘วิ้ง’ ขึ้นมาทันที เธอแทบล้มทั้งยืน
แต่เหมียวหงกลับแหวกฝูงชนพุ่งเข้ามา “เขาพิการแล้วใช่ไหม? มีเงินชดเชยทุพพลภาพหรือเปล่า? อย่างน้อยต้องมีห้าร้อยหยวนใช่ไหม? เอามาให้ฉันสิ!”