LNCrawler

บทที่ 41 ฉันเหลือเพียงคุณคนเดียวแล้ว

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 41 ฉันเหลือเพียงคุณคนเดียวแล้ว

        เหมียวหงลงนามในเอกสารอย่างไม่เต็มใจภายใต้สายตาบีบคั้นของทุกคน

       ผู้พันหลี่และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายร่วมลงชื่อเป็นพยาน

       ชีชีส่งหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ฉบับหนึ่งจากทั้งหมดสามฉบับให้เหมียวหง “เอากลับไปให้ชีเจี้ยนกั๋วลงชื่อซะ”

       เหมียวหงมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “ชีชี นี่ลูกไม่เอาแม้กระทั่งพ่อของลูกแล้วเหรอ?”

       ชีชีไม่แม้แต่จะต่อปากต่อคำกับเธอ “พอลงชื่อเสร็จแล้วก็รีบส่งสองฉบับที่เหลือกลับมาทันที ถ้าคุณกล้าฉีกหนังสือตัดขาดนี้ทิ้ง ฉันจะขอให้ศาลติดต่อที่ทำงานของคุณ

       ที่นี่ฉันมีพยานเยอะแยะ ไม่กลัวที่จะต้องฟ้องร้องหรอก”

       “หล่อนนี่มัน...” เหมียวหงโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม แต่กลับพูดโต้แย้งไม่ออกแม้แต่คำเดียว

       หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหน่วยงานที่ทำอยู่ละก็ พวกเขาสองสามีภรรยาคงไม่มีจุดจบที่ดีแน่

       เดิมทีเพราะเรื่องการถอนหมั้นกับไช่เหวินเจี๋ย ชีวิตในโรงงานของพวกเขาก็ลำบากมากพออยู่แล้ว

       ไม่เพียงแต่จะถูกกีดกันในทุกด้าน แต่ยังต้องทำงานที่สกปรกและเหนื่อยที่สุด แถมยังได้รับค่าจ้างน้อยที่สุดอีกด้วย

       หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงออกไป ผู้อำนวยการโรงงานไช่จะต้องไล่พวกเขาออกอย่างไร้ความปรานีแน่นอน

       และหากโชคร้ายไปกว่านั้น อาจถูกใส่ความในข้อหาประทุษร้ายทหารบาดเจ็บและทุพพลภาพ จนต้องถูกจับไปประจานและรับโทษประหารชีวิตได้

       เหมียวหงเก็บหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ด้วยมือที่สั่นเทา “ตกลง ฉันจะให้เขาลงชื่อให้แน่นอน”

       ชีชีมองผู้หญิงคนนี้ด้วยความรู้สึกอ่อนใจ หล่อนเปรียบเสมือนเชื้อโรคร้ายที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของเธอ ไม่อาจกำจัดทิ้งได้หมดสิ้น แต่ก็คอยทิ่มแทงสร้างความทุกข์ทรมานให้เธออยู่เสมอ

       โชคดีที่ในยุคสมัยนี้สามารถตัดขาดความสัมพันธ์กันได้จริงๆ มิเช่นนั้นชีวิตในภายภาคหน้าคงจะลำบากไม่น้อย

       หลังจากไล่เหมียวหงไปแล้ว ผู้พันหลี่เห็นสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเธอ จึงออกจดหมายแนะนำตัวให้ และจัดการให้พวกเขาไปพักที่เรือนพักรับรองก่อน

       ชีชีจึงเพิ่งจะมีเวลาเอ่ยถามลู่เหย่ “ทำไมคุณถึงบาดเจ็บหนักขนาดนี้?”

       แววตาของลู่เหย่ฉายความเศร้าสร้อย “ชีชี... หรือว่าเรา…เราหย่ากันเถอะ”

       ชีชีค้อนควักใส่เขาอย่างหงุดหงิด “ทำไมคะ? คุณจะตายวันพรุ่งนี้แล้วหรือไง?”

       “เปล่าครับ... ผมแค่คิดว่าถึงไม่ตายก็คงกลายเป็นคนพิการ คุณยังสาวอยู่เลย ผมไม่อยากเป็นภาระให้คุณ”

       ชีชีรินน้ำพุวิญญาณชามใหญ่ให้เขาดื่ม และช่วยทำแผลให้ใหม่

       “มีฉันอยู่ทั้งคน คุณไม่พิการหรอก” ชีชีช่วยห่มผ้าให้เขา “นอนพักสักครู่เถอะ ฉันจะไปหาอะไรมาให้ทานนะคะ”

       “ชีชี...”

       ขอบตาของลู่เหย่เริ่มแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน

       “เป็นผู้ชายตัวโต ทำไมถึงขี้แยแบบนี้ล่ะคะ?”

       ชีชีออกไปเดินเล่นรอบๆ เมื่อหาที่ลับตาคนได้เธอก็หายวับเข้าไปในมิติ นำซาลาเปาแช่แข็งออกมาอุ่น และทำแกงจืดมะเขือเทศใส่ไข่อีกอย่างหนึ่ง

       อย่างไรเสียตอนนี้ก็อยู่ที่เรือนพักรับรอง จะทำตัวเอิกเกริกเกินไปไม่ได้

       มิเช่นนั้น เธอคงจะตุ๋นไก่แม่พันธุ์หม้อใหญ่ให้เขาไปแล้ว

       เมื่อเตรียมเสร็จก็นำใส่ปิ่นโตอะลูมิเนียม แล้วกลับไปยังเรือนพักรับรอง

       ลู่เหย่ไม่ได้หลับเลยแม้แต่น้อย เขาเอาแต่เหม่อลอยจ้องมองเพดานอย่างว่างเปล่า

       “มาค่ะ ทานข้าวกันเถอะ”

       เมื่อได้ยินเสียงของชีชี ลูกตาของลู่เหย่ก็ขยับเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเธอ ริมฝีปากขยับยิบๆ ราวกับอยากจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำใดหลุดออกมา

       ชีชีพยุงเขาให้ลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ ป้อนซาลาเปาสลับกับน้ำแกงให้เขาทีละคำ

       ลูกผู้ชายตัวโตอย่างลู่เหย่ กลับมีหยาดน้ำตาไหลพรากลงมา “ชีชี ผม...”

       ชีชีแอบกลอกตาอยู่ในใจ ผู้ชายคนนี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง

       เธอแสร้งกะพริบตาแรงๆ สองสามครั้งเพื่อบีบให้ขอบตาดูแดงระเรื่อ ทำท่าทางเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ “ลู่เหย่ ฉันไม่เหลือบ้านให้กลับไปแล้วนะ ตอนนี้ฉันมีแค่คุณคนเดียว ถ้าคุณเองก็ไม่ต้องการฉันอีก...”

       “ไม่ครับ ผมต้องการ! ผมต้องการ! ชีชี ผมขอโทษ ผมไม่ควรคิดฟุ้งซ่านเลย”

       ลู่เหย่ลนลานทำอะไรไม่ถูก อยากจะโอบกอดเธอไว้แต่แขนของเขากลับยกไม่ขึ้น

       “ชีชี ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ต่อให้ผมไม่มีขา ผมก็เลี้ยงดูคุณได้ จะให้คุณได้อยู่อย่างสุขสบายแน่นอน”

       ชีชีคลี่ยิ้มออกมาทันที “แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย ตอนบ่ายคุณนอนพักไปนะ ฉันจะไปซื้อของมาจัดบ้านเสียหน่อย”

       “ชีชี คุณมีเงินพอไหม?”

       “พอค่ะ คุณไม่ต้องกังวลหรอก พักรักษาตัวให้ดีก็พอ”

       “ครับ”

       หลังจากทานอาหารเสร็จ ชีชีก็รีบออกจากห้องไปอย่างกระฉับกระเฉง

       ยุคนี้ไม่มีรถรับจ้าง แถมตอนเที่ยงวันแบบนี้ รถจัดซื้อของกองทัพก็คงไม่ออกไปไหน เธอจึงต้องเดินเท้าไปยังตัวตำบลเอง

       โชคดีที่ช่วงนี้เธอดื่มน้ำพุวิญญาณบำรุงร่างกายทุกวัน การเดินระยะทางแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

       แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังต้องเดินอยู่ร่วมชั่วโมงกว่าจะถึงสหกรณ์รัฐ

       เธอจัดแจงซื้อเครื่องเรือนตามรายการเดิมที่เคยซื้อคราวก่อนทุกประการ

       ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเปลี่ยนแบบหรอกนะ แต่ความจริงคือมันมีอยู่แค่นี้เอง

       หม้อเหล็กในครัวยังมีอยู่ สงสัยเหมียวหงคงจะงัดไม่ออก

       ซื้อพวกจานชาม เขียง มีดทำครัวอีกนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว

       จักรเย็บผ้าและจักรยานก็ต้องซื้อใหม่

       ดีที่ใส่นาฬิกาข้อมือติดตัวไว้ ไม่อย่างนั้นคงต้องซื้อเพิ่มอีก

       เหมียวหงคนนี้ใจคอโหดเหี้ยมจริงๆ แม้แต่เข็มเล่มเดียวก็ไม่เหลือทิ้งไว้ให้เธอเลย

       ทว่าชีชีไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร ตอนที่จากเมืองจิงมา หญิงสาวก็ไม่ได้ลงมือเบาเลยสักนิด

       อีกอย่าง สิ่งที่เธอได้มานั้นมากกว่าที่เหมียวหงเอาไปหลายเท่าตัวนัก

       ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ชอบการเดินเลือกซื้อของ การได้ซื้อของทำให้ผู้หญิงมีความสุขเสมอ

       หลังจากนัดแนะเรื่องการส่งของเรียบร้อยแล้ว ชีชีก็เลือกสรรข้าวสารและเนื้อสัตว์ออกมาจากมิติ

       ชีชีหยิบไก่แม่พันธุ์ออกมาตัวหนึ่ง แล้วใช้เตาในมิติตุ๋นน้ำแกงไว้โดยเฉพาะ

       หุงข้าวสวยร้อนๆ พร้อมทำไข่ตุ๋นและผักตั้งโอ๋คลุกน้ำมันงา

       อาหารแบบนี้ถือว่าดีมากแล้ว บ้านหลายหลังแม้แต่ช่วงปีใหม่ยังหาทานแบบนี้ไม่ได้เลย

       เมื่อกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัวแล้ว เธอไม่มีเวลาจัดของ จึงรีบตักอาหารใส่ปิ่นโตไปส่งให้ลู่เหย่ก่อน

       ลู่เหย่นอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก พอได้ยินเสียงเปิดประตูก็สะดุ้งตื่นทันที

       วันนี้ชีชีใช้น้ำพุวิญญาณในการปรุงอาหารทั้งหมด โดยหวังว่ามันจะช่วยให้อาการบาดเจ็บของลู่เหย่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

       น้ำพุวิญญาณนี้สามารถปรับสมดุลร่างกายได้ ปกติเวลาชีชีทำมีดบาดมือ แค่ดื่มสักแก้ว ประมาณสองวันแผลก็แทบจะหายสนิท

       อาการของลู่เหย่หนักหนาสาหัส คงไม่หายเร็วขนาดนั้น แต่น่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

       ชีชีป้อนข้าวลู่เหย่อย่างใจเย็น บังคับให้เขาดื่มน้ำแกงไก่ชามใหญ่ ทานน่องไก่ไปสองน่อง ไข่ตุ๋นครึ่งชาม และข้าวสวยอีกหนึ่งชาม

       “ชีชี มีคุณอยู่ด้วยนี่ดีเหลือเกิน ผมไม่รู้สึกเจ็บแผลแล้ว”

       ชีชีหัวเราะในใจ นั่นเป็นฝีมือฉันที่ไหนกันเล่า เป็นเพราะน้ำพุวิญญาณมีสรรพคุณระงับปวดต่างหาก

       “คืนนี้เราพักที่นี่อีกคืนนะคะ พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปจัดบ้านให้เรียบร้อย ประมาณเที่ยงๆ ก็น่าจะมารับคุณกลับได้แล้ว”

       “ลำบากคุณแล้วจริงๆ”

       ชีชีเหลือบมองเขา “งั้นคุณก็รีบหายเร็วๆ สิคะ จะได้มาเป็นวัวเป็นม้าให้ฉันใช้งาน ฉันจะได้หายเหนื่อย”

       “ตกลงครับ สัญญาเลย”

       คืนนั้น เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของชีชี ลู่เหย่ก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

       หลายวันที่ติดอยู่ในโรงพยาบาล เขาปวดจนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน

       พอได้เห็นหน้าภรรยา ความเจ็บปวดกลับมลายหายไปสิ้น ช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ

       เช้าตรู่วันถัดมา หลังจากชีชีป้อนข้าวลู่เหย่เสร็จ เธอก็รีบกลับบ้านไปจัดการความเรียบร้อย

       การพักที่เรือนพักรับรองอย่างไรก็ไม่สะดวกเท่าอยู่ที่บ้าน

       จริงๆ แล้วเครื่องเรือนก็วางเข้าที่หมดแล้ว เหลือแค่เช็ดถูฝุ่นละอองเท่านั้น

       เธอล้างจานชามที่ซื้อมาใหม่จนสะอาดสะอ้าน ปูที่นอนให้เรียบร้อย

       ชีชีใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงก็เนรมิตบ้านให้สะอาดหมดจดและเป็นระเบียบ

       จากนั้นชีชีก็นำบัตรประจำตัวของลู่เหย่ไปขอยืมเก้าอี้รถเข็นจากโรงพยาบาล เพื่อไปรับเขาจากเรือนพักรับรองกลับบ้าน

       “บาดเจ็บหนักขนาดนี้ ทำไมถึงไม่นอนพักที่โรงพยาบาลล่ะคะ?” หลังจากกลับถึงบ้านแล้ว ชีชีถึงได้เอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ

       สีหน้าของลู่เหย่ดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด “ครั้งนี้ผมอาจจะต้องถูกลงโทษทางวินัยครับ”

       “ทำไมล่ะคะ?”

       “ข้อมูลข่าวสารคลาดเคลื่อน ทำให้หน่วยต้องสูญเสียครับ”

       “การลงโทษยังไม่ประกาศออกมาไม่ใช่หรือคะ? ตอนนี้คุณพักรักษาตัวให้ดีก่อนเถอะค่ะ”

       ชีชีมีลางสังหรณ์ว่า การบาดเจ็บของลู่เหย่ครั้งนี้ อาจจะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นเสียแล้ว