บทที่ 43 แบบนี้ก็ดี ตัดขาดญาติมิตรกันให้สิ้นซาก
บทที่ 43 แบบนี้ก็ดี ตัดขาดญาติมิตรกันให้สิ้นซาก
ชีชีประคองเขานั่งลง “ตอนที่ฉันไปแลกของกับชาวบ้าน ฉันบังเอิญเจอหมอจีนแก่ๆ คนหนึ่งที่เกือบจะอดตายเข้าค่ะ ฉันเลยให้ซาลาเปาเขาไปไม่กี่ลูก เพื่อเป็นการตอบแทน เขาเลยมอบตำรับยาอาหารเป็นยามาให้ฉันชุดหนึ่ง บอกว่าใช้สำหรับรักษาพวกกระดูกหักโดยเฉพาะ”
แพทย์แผนจีนในยุคสมัยนี้ถูกกดขี่อย่างหนัก แทบจะถูกตีตราว่าเป็นพวกงมงายและเป็นพวกภูตผีปีศาจ
หมอเก่งๆ หลายท่านถูกสั่งห้ามรักษาโรค บ้างก็ถูกจับไปเข้าขบวนการวิพากษ์ประจาน หรือไม่ก็ถูกส่งตัวไปใช้แรงงานหนักในคอกวัวตามค่ายเกษตร
ดังนั้น ชีชีจึงมั่นใจว่าลู่เหย่จะไม่มีทางไปสืบหาความจริง และเธอก็ไม่กลัวว่าคำลวงนี้จะถูกเปิดโปง
“หมอจีนแก่ๆ งั้นเหรอ? ไม่มีใครเห็นเข้าใช่ไหม?” ลู่เหย่เริ่มวิตกขึ้นมาทันที
“ไม่มีค่ะ ถ้ามีคนเห็น ฉันคงถูกลากไปประจานและวิพากษ์วิจารณ์นานแล้ว”
“คราวหน้าอย่าเสี่ยงแบบนี้อีกนะ”
ชีชีค้อนให้เขาวงหนึ่ง “คุณยังอยากให้มีคราวหน้าอีกเหรอคะ?”
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ช่วงไม่กี่ปีมานี้การตรวจสอบเข้มงวดมาก คนที่ไม่ควรแตะต้องก็ควรอยู่ห่างๆ ไว้จะดีกว่า ไม่คุ้มเลยถ้าต้องพลอยโดนหางเลขไปด้วย”
“ตอนนั้นอาการคุณดูน่ากลัวขนาดนั้น จะไม่ให้ฉันร้อนใจได้ยังไงคะ? ฉันก็ได้แต่คิดว่าต้องลองรักษาดูดีกว่าปล่อยให้ตายไปเฉยๆ ไม่นึกเลยว่าตำรับยาของเขาจะวิเศษขนาดนี้ มันได้ผลจริงๆ ด้วย”
เมื่อเห็นชีชีเป็นห่วงตนเองมากถึงเพียงนี้ หัวใจของลู่เหย่ก็สั่นไหว เขาห้ามใจไม่อยู่ก้มลงจูบที่ใบหน้าของเธอฟอดหนึ่ง
“เรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาดนะ ผมจะแสร้งทำเป็นคนขาพิการไปอีกสักพัก ให้ทุกคนคิดว่าผมรักษาหายที่โรงพยาบาล”
“อืม งั้นทานข้าวกันเถอะค่ะ”
“ภรรยาผมนี่แสนดีจริงๆ”
ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาจากใจของลู่เหย่ทำให้ชีชีสะท้านในอก ทว่าในห้วงความคิดกลับมีภาพเชือกถักสีแดงเส้นนั้นผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง
สีหน้าของชีชีชะงักไปเล็กน้อย เธออยากรู้เหลือเกินว่าเชือกถักสีแดงเส้นนั้นเป็นของใครกันแน่
แต่หากถามออกไปตอนนี้ละก็ ความสัมพันธ์อันราบรื่นระหว่างเธอและลู่เหย่คงต้องพังทลายลง
ตอนนี้เธอยังไม่มีที่ไปนอกจากพักอยู่ในเขตบ้านพักทหาร หากต้องบาดหมางกับลู่เหย่จริงๆ เธอคงพาตัวเองไปสู่ทางตัน
แม้ในมิติจะมีทรัพยากรมากมายที่กินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด แต่เธอก็เป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอที่ไม่มีช่องทางเลี้ยงชีพที่มั่นคง
ลู่เหย่คือที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของเธอ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ปล่อยมือจากเขาไม่ได้
อย่างน้อยก่อนที่นโยบายต่างๆ จะผ่อนปรนลง ทั้งคู่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างปรองดอง
ความดีที่เขามีต่อเธอนั้นไม่ใช่ของปลอม เรื่องนี้เธอสัมผัสได้
ส่วนเรื่อง 'แสงจันทร์ขาว' ในใจเขานั้น เอาไว้ก่อนเถอะ
หากวันใดที่ผู้หญิงคนนั้นปรากฏตัวขึ้น ชีชีสาบานว่าจะเดินจากไปอย่างสง่างามแน่นอน
เธอจะไม่ทำตัวเหมือนเหมียวหง ที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อไปเอาใจผู้ชายที่ไม่ได้รักตัวเองเลยสักนิด
เมื่อคิดตกเช่นนี้ ชีชีก็รู้สึกเบาสบายใจขึ้นมาก
หลังจากทั้งสองทานมื้อค่ำอย่างหวานชื่นเสร็จ ชีชีก็ประคองลู่เหย่ให้ฝึกเดินอยู่ในลานบ้าน
ในมือของเธอถือผ้าเช็ดหน้าไว้คอยซับเหงื่อที่หน้าผากของเขาเป็นระยะ ทั้งที่จริงๆ แล้วบนหน้าผากเขายังไม่มีเหงื่อสักหยดเดียว
ประตูบ้านเปิดอ้าไว้ เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาล้วนมองเห็นเหตุการณ์นี้
เพียงแต่ผลการตรวจสอบประวัติของลู่เหย่ยังไม่ออกมา ต่อให้เดินผ่านหน้าบ้าน ทุกคนต่างก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ไม่มีใครกล้าเข้ามาทักทาย
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
ทางด้านเมืองจิง เหมียวหงที่กลับมาถึงบ้านถูกชีเจี้ยนกั๋วทุบตีอย่างหนัก “นางแพศยาไร้ประโยชน์ ลูกชายก็เกิดให้ไม่ได้ เรื่องแค่นี้ยังทำไม่สำเร็จ หล่อนจะไปตายที่ไหนก็ไป!”
เหมียวหงนิ่งเงียบไม่ปริปาก ยอมให้เขาตบตีและด่าทอตามใจชอบ
บางทีการลงมืออยู่ฝ่ายเดียวอาจจะทำให้รู้สึกไม่สะใจ ชีเจี้ยนกั๋วจึงทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งพลางหอบหายใจ
“นังเด็กสารเลวนั่นอยากจะตัดญาติขาดมิตรเหรอ? ฝันไปเถอะ ชาตินี้ทั้งชาติมันต้องเกิดมาเป็นวัวเป็นควายรับใช้หมิงเยว่ จะขาดไปแม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้!”
เหมียวหงแอบมองเขาด้วยความระมัดระวัง “ผู้พันคนนั้นดุมากเลยนะคะ เขาบอกว่าถ้าเราไม่ยอมตัดญาติ เขาจะติดต่อโรงงานรีดเหล็ก ให้หัวหน้าหน่วยงานมาสั่งสอนพวกเรา”
สีหน้าของชีเจี้ยนกั๋วเคร่งขรึมลงทันที เขาตะคอกออกมาด้วยความหงุดหงิด “มันกล้าเหรอ? คนในกองทัพจะมาวุ่นวายกับเรื่องทางฝ่ายบ้านเมืองได้ยังไง? มันก็แค่ขู่ไปอย่างนั้นเอง”
เหมียวหงอ้าปากจะพูดว่าผู้พันหลี่ดูเหมือนไม่ได้พูดเล่น
แต่ใบหน้าที่ดำคล้ำเหมือนก้นหม้อของชีเจี้ยนกั๋วทำให้เธอต้องถอยกรูด
อย่างไรเสีย ในบ้านหลังนี้เธอก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้อยู่แล้ว มีเรื่องน้อยลงย่อมดีกว่ามีเรื่องมาก
เธอไม่อยากไปยั่วโทสะชีเจี้ยนกั๋วเพราะคำพูดเพียงคำเดียว แล้วต้องโดนซ้อมอีกรอบ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากใต้ตึก “ชีเจี้ยนกั๋ว ลูกสาวนายโทรมาหา!”
ชีเจี้ยนกั๋วสะดุ้งตัวลอยจากม้านั่ง เขาสวมรองเท้าแตะแล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปทันที
เมื่อมองตามแผ่นหลังของเขาไป ดวงตาของเหมียวหงก็เต็มไปด้วยความขมขื่น
เธอกล้ำกลืนความเจ็บปวดไปทั้งตัว ลุกขึ้นมาจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทาง
ยังดีที่บ้านนี้แร้นแค้นจนแทบไม่เหลืออะไรให้พังแล้ว ชีเจี้ยนกั๋วจะขว้างปาอะไรก็ต้องยั้งคิดบ้าง
มิเช่นนั้น เธอคงต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะเก็บกวาดเสร็จ
ไม่นานนัก ชีเจี้ยนกั๋วก็วิ่งเหยาะๆ กลับมา เขาหยิบปากกาขึ้นมาลงชื่อในหนังสือตัดความสัมพันธ์ทันที
เหมียวหงถึงกับมึนงง “อ้าว ทำไมอยู่ดีๆ คุณถึงยอมตกลงล่ะคะ?”
“หมิงเยว่บอกว่าลู่เหย่กำลังจะถูกลงโทษทางวินัย และน่าจะถูกบังคับให้ลาออกจากกองทัพ รีบตัดญาติไปซะเดี๋ยวนี้แหละ จะได้ไม่ต้องกลับมาเกาะเรากิน!”
“แล้วเงินชดเชยทุพพลภาพล่ะคะ?”
“ถูกทำโทษทางวินัยขนาดนั้น จะไปมีเงินช่วยเหลือได้ยังไง!”
“อ๊ะ... เหรอคะ”
เหมียวหงรู้สึกใจหายวาบ แม้เธอจะไม่เคยไยดีชีชีเลย แต่เด็กคนนั้นก็เป็นลูกเพียงคนเดียวของเธอ
การตัดความสัมพันธ์ครั้งนี้จะทำให้ทั้งคู่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกเลย ความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกผุดขึ้นมาในใจเล็กน้อย
แต่เพียงไม่นานเธอก็สลัดมันทิ้งไป
เมื่อชีเจี้ยนกั๋วเซ็นชื่อเสร็จ เขาก็ฟาดหนังสือตัดความสัมพันธ์สองฉบับใส่หน้าเหมียวหง “รีบส่งกลับไปให้มันซะ แล้วอย่าลืมไปลงประกาศหนังสือพิมพ์ด้วยล่ะ”
เหมียวหงรีบเก็บเอกสารขึ้นมาพลางเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “ค่าส่งจดหมายกับค่าลงหนังสือพิมพ์ต้องใช้เงินนะคะ”
ชีเจี้ยนกั๋วถลึงตาใส่เธออย่างดุดัน เขาควานหาในกระเป๋ากางเกงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะโยนเงินหนึ่งหยวนลงบนพื้น
เหมียวหงรีบคว้าเงินแล้ววิ่งออกไปทันที เพราะเกรงว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียว ชีเจี้ยนกั๋วจะปรี่เข้ามาซ้อมเธออีก
หลังจากชีชีได้รับหนังสือตัดความสัมพันธ์ เธอก็รีบไปลงประกาศในหนังสือพิมพ์ทันที เพื่อกันไม่ให้สองสามีภรรยาคู่นั้นกลับมาตื๊อพวกเขาอีกในอนาคตหากพวกเขามีชีวิตที่รุ่งเรืองขึ้น
หลังจากนั้นชีชีก็ยุ่งกว่าเดิม นอกจากงานในไร่นาแล้ว เธอยังต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์เพื่อนำมาแลกเสบียงอาหาร พอกลับมายังต้องคอยดูแลเรื่องการกินอยู่ของลู่เหย่ และประคองเขาฝึกเดิน
เธอทำงานหนักเป็นลูกข่างตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แทบไม่มีเวลาพักผ่อนเลย
ตกดึกเมื่อเอนกายลงบนเตียง ลู่เหย่รู้สึกสงสารจนต้องช่วยนวดเท้าให้เธอ “พรุ่งนี้ผมไปที่กองพลดีไหม ไปถามให้รู้เรื่องเลยว่าเรื่องของผมจะเอายังไงกันแน่”
“อย่าเพิ่งรีบเลยค่ะ ฉันรู้สึกว่าเรื่องของคุณมันมีเงื่อนงำ”
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“ในเมื่อตรวจสอบความรับผิดชอบเสร็จแล้ว จะให้รางวัลหรือลงโทษก็แค่พูดออกมาคำเดียว จำเป็นต้องลากยาวขนาดนี้เลยเหรอคะ?”
“นั่นก็จริง บางทีอาจมีเรื่องบางอย่างที่ผมยังไม่รู้เกิดขึ้นก็ได้”
“ในสภาพที่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน วิธีที่ดีที่สุดคือการอยู่นิ่งๆ รอดูการเปลี่ยนแปลงค่ะ”
“แต่คุณต้องเหนื่อยทำงานงกๆ ตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำมืดแบบนี้ ผมเห็นแล้วใจมันเจ็บนะ”
ชีชีหัวเราะร่วนเพราะคำพะเน้าพะนอของเขา “งั้นในอนาคตพอคุณได้เป็นนายทหารใหญ่แล้ว ก็ให้ฉันเสวยสุขให้เต็มที่ก็แล้วกันค่ะ”
“ผมขอรับภารกิจนี้ด้วยชีวิตเลยครับ” ลู่เหย่รวบเท้าเล็กๆ ขาวผ่องของชีชีเข้ามาไว้ในอ้อมอกพลางเอ่ยอย่างจริงจัง “ชีชี ผมสัญญาว่าจะดีกับคุณไปชั่วชีวิต”
“พอเลยค่ะ ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะมีนางปีศาจจิ้งจอกที่ไหนโผล่มาฉุดวิญญาณคุณไปก็ได้”
“ไม่มีทางเด็ดขาด ลู่เหย่คนนี้ไม่ใช่คนแบบนั้น”
“จ้าๆๆ คุณมันพ่อหลิ่วเซี่ยฮุ่ย [*] ผู้แสนบริสุทธิ์มาเกิด พอใจยังคะ? นอนได้แล้ว”
“อย่าเพิ่งสิครับ ให้ผมช่วยนวดหลังให้หน่อยนะ”
“ไม่ต้องเลย อย่ามาทำรุ่มร่ามน่า”
“ไม่เอาหรอก... ชีชี ผมคิดถึงคุณจังเลย”
“ไปไกลๆ เลย!”
ชีชีพยายามถีบเขาออกไป แต่กลับถูกเขาคว้าข้อเท้าไว้ได้ทัน
ฝ่ามือหนาที่มีรอยด้านจางๆ เริ่มลูบไล้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนชีชีรู้สึกเสียวซ่านไปถึงหนังศีรษะ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าจำนวนมากเต้นเร้าอยู่บนผิวหนังอย่างซุกซน
ลู่เหย่หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะโถมกายเข้าหา เขาไม่ได้แตะต้องภรรยามานานร่วมเดือนแล้ว มันอึดอัดจนแทบจะระเบิดตายอยู่แล้ว!
เชิงอรรถ
[*] พ่อหลิ่วเซี่ยฮุ่ย เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในยุคชุนชิว ได้รับฉายาว่าเป็น ‘สุภาพบุรุษผู้ครองตนเป็นเลิศ’