บทที่ 44 ไม่เชื่อฟังก็ต้องถูกตีก้น
บทที่ 44 ไม่เชื่อฟังก็ต้องถูกตีก้น
เช้าวันต่อมา ชีชีสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลังแล้วมุ่งหน้าเดินขึ้นเขาไป
เธอไม่ได้ล่าสัตว์มาสามวันแล้ว หากที่บ้านยังมีกลิ่นเนื้อลอยฟุ้งออกมาอีก เกรงว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากเอาได้
ชีชีวางกับดักไว้ตามจุดที่ไปเป็นประจำ โดยมีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่เธอหยดน้ำพุวิญญาณลงไปหนึ่งหยด
เมื่อจัดการกับดักชิ้นสุดท้ายเสร็จ ชีชีก็ปัดมือพลางลุกขึ้นยืน มุมปากยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจในตัวเองเล็กน้อย
ทว่าพอเงยหน้าขึ้น เธอกลับเห็นหม่าหลงยืนตะลึงงันจ้องมองเธออยู่ไม่ไกล
“ซวยชะมัด”
ชีชีขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินลงเขาไปทันที
ทว่าหม่าหลงกลับสาวเท้าอย่างรวดเร็วมาขวางทางเธอไว้ “เสี่ยวชี ครั้งนี้ลู่เหย่หนีไม่พ้นต้องถูกลงโทษทางวินัยแน่ คุณหย่ากับเขาซะเถอะ”
“หลีกไป” ชีชีขี้เกียจจะฟังเขาพล่ามไร้สาระ
“เสี่ยวชี ผมพูดเพราะหวังดีนะ เขาจะถูกบังคับให้ลาออกจากกองทัพ คนที่มีชนักติดหลังจากการถูกลงโทษแบบเขา กลับไปท้องถิ่นก็ไม่มีทางหางานทำได้หรอก ในฐานะภรรยาของเขา คุณเองก็ไม่ต่างกัน นี่คุณคิดจะยอมอดตายไปพร้อมกับเขางั้นเหรอ?”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย?”
“เสี่ยวชี แต่งงานกับผมเถอะ มีเพียงอยู่กับผมเท่านั้นที่คุณถึงจะมีกินมีใช้ไม่ลำบาก”
ชีชีถอยหลังก้าวหนึ่งเพื่อรักษาระยะห่างให้ปลอดภัย “คุณนี่ก็น่าขำจริงๆ นะ กล้าทำลายชีวิตสมรสของทหารอย่างเปิดเผยแบบนี้ ไม่กลัวฉันไปแจ้งความจับคุณหรือไง?”
ดวงตาของหม่าหลงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและแววตาที่ดูเจ็บปวด “เสี่ยวชี คุณไร้เยื่อใยถึงขนาดนี้เชียวหรือ?”
ชีชีแค่นหัวเราะ “ไร้เยื่อใย? ฉันไปมีเยื่อใยอะไรกับคุณตั้งแต่เมื่อไร?”
หม่าหลงถึงกับจุกจนพูดไม่ออกอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “คุณยังไม่เชื่อใจผมสินะ”
“ทำไมฉันต้องเชื่อคุณ? ขอเหตุผลที่ฟังขึ้นหน่อยสิ”
หม่าหลงอึ้งไปอีกครั้ง เขาเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมหลายรอบ แววตาฉายแววเหี้ยมเกรียมแวบหนึ่ง “ถ้าลู่เหย่ไม่เหลืออะไรเลย คุณจะเลือกผมไหม?”
“ผู้ชายบนโลกนี้ตายไปหมดแล้วหรือไง? ถ้าไม่มีลู่เหย่ฉันต้องเลือกคุณคนเดียวงั้นเหรอ? คุณก็ดูไม่ใช่คนโง่นะ ทำไมถึงได้มีความคิดที่ไร้เดียงสาขนาดนี้?”
หม่าหลงเริ่มร้อนรนขึ้นมาทันที “นี่คุณมีผู้ชายกี่คนกันแน่?”
ชีชีเองก็เริ่มโกรธจัด “หม่าหลง ถ้าคุณกล้าดูหมิ่นชื่อเสียงของฉันอีกละก็ ฉันจะไปฟ้องคณะกรรมการปฏิวัติเดี๋ยวนี้แหละ”
หม่าหลงรู้ตัวว่าตนเองหลุดปากพูดเพราะความรีบร้อน เขากลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกขยับหลายครั้ง แต่สุดท้ายคำขอโทษก็ไม่ได้หลุดออกจากปาก
“เสี่ยวชี ผมรอได้... รอจนถึงวันที่คุณเต็มใจจะอยู่กับผม”
พูดจบ เขาก็สาวเท้าเดินลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
ชีชีลูบอกที่กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย นึกโชคดีที่หมอนั่นไม่ได้ใช้กำลัง
มิเช่นนั้น ด้วยวิชาการต่อสู้อันน้อยนิดของหญิงสาวคงต้านทานไม่ไหว
และถึงตอนนั้นคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดเผยเรื่องมิติ
พอคิดว่าอาจต้องฆ่าคนเพื่อปิดปาก นิ้วมือของเธอก็สั่นเทาขึ้นมา
อย่างไรเสียเธอก็เกิดภายใต้ธงแดง เติบโตท่ามกลางสายลมแห่งวสันต์ ได้รับการศึกษาภาคบังคับเก้าปี และเรียนรู้กฎหมายแพ่งมาตั้งแต่เด็ก
เรื่องฆ่าแกงกันแบบนี้ หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เธอก็ทำใจลงมือไม่ลง
เมื่อเห็นหม่าหลงเดินไปไกลแล้ว ชีชีจึงไปเก็บเหยื่อจากกับดักที่วางไว้
ผลลัพธ์ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เธอได้กระต่ายมาสองตัวและไก่ป่าอีกหนึ่งตัว
ชีชีไม่กล้าอยู่นานรีบวิ่งกลับบ้านทันที พลางตัดสินใจว่าวันหลังจะขึ้นเขาให้น้อยลง หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรมาคนเดียวอีก
กันไว้ดีกว่าแก้
ในยุคสมัยนี้ ชื่อเสียงของผู้หญิงสำคัญยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก เธอยังอายุน้อยนัก ไม่อยากถูกใครตราหน้าไปตลอดชีวิต
ลู่เหย่เห็นชีชีวิ่งกลับมาจนเหงื่อซึมเต็มหน้าผากก็รู้สึกสงสาร รีบช่วยรินน้ำและเตรียมน้ำให้เธอล้างหน้า
“ทำไมรีบร้อนขนาดนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ชีชีรับผ้าขนหนูที่เขาส่งมาให้เช็ดหน้าจนสะอาด ก่อนเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “เรื่องของคุณครั้งนี้ จะเกี่ยวกับผู้บังคับกองพันหม่าห้องข้างๆ หรือเปล่าคะ?”
“เป็นไปไม่ได้ ผมกับเขาอยู่คนละกองพล ปกติไม่เคยสุงสิงกัน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรกันด้วย”
“แล้วถ้าเขามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงล่ะ?”
ในหัวของลู่เหย่พลันนึกถึงสายตาที่หม่าหลงมองชีชีในวันที่มาทานข้าวที่บ้าน วันนั้นเขาคิดเพียงว่าภรรยาของเขาสวย ใครที่เป็นผู้ชายก็ต้องมองเป็นธรรมดา
แต่คิดไม่ถึงว่าหมอนั่นจะกล้าคิดไม่ซื่อ
เขารีบดึงตัวชีชีเข้ามาสำรวจดูจนทั่ว “เขายังไม่ได้ทำอะไรคุณใช่ไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ แค่พูดจาแปลกๆ นิดหน่อยเท่านั้น”
ลู่เหย่เห็นว่าเสื้อผ้าของชีชียังเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยการยื้อยุดฉุดกระชาก และไม่เห็นรอยแผลใดๆ จึงเบาใจลง
ทว่าไฟโทสะในใจกลับคุกรุ่นจนกดไม่อยู่ “ฮึ่ม! ผมจะไปจัดการมัน”
ชีชีรีบคว้าแขนเขาไว้ “คุณแน่ใจนะว่าจะไป?”
“มันกล้ามายุ่งกับภรรยาผม ผมจะทนได้ยังไง?”
“ตอนนี้คุณไปต่อยเขา ก็แค่ได้ระบายอารมณ์ แล้วคนอื่นจะมองฉันยังไง? อีกอย่างคำสั่งลงโทษคุณจะถูกส่งมาทันทีแน่”
ลู่เหย่ไม่ใช่คนใจร้อน เขารู้ดีว่าสิ่งที่ชีชีพูดมานั้นมีเหตุผล
แต่ว่า...
ชีชีลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆ เพื่อให้เขาใจเย็นลง “อีกไม่นานก็จะมีการประลองครั้งใหญ่แล้วไม่ใช่เหรอคะ? ถึงตอนนั้นคุณค่อยอัดเขาให้หนำใจเลย”
ลู่เหย่กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ อยู่นานกว่าจะข่มอารมณ์ลงได้ “คอยดูเถอะ ผมจะอัดมันจนอึราดเลย”
“ใช่ค่ะๆ ผู้ชายของฉันเก่งที่สุดอยู่แล้ว”
กว่าจะปลอบลู่เหย่ให้สงบลงได้ ชีชีก็รีบไปต้มน้ำ “เราเอาไก่ตัวนี้มาตุ๋นน้ำแกง ส่วนกระต่ายสองตัวเอาไปขายนะคะ”
“ได้ครับภรรยา เดี๋ยวผมจัดการเอง”
อย่างไรเสียก็หลบอยู่ในครัว คนอื่นมองไม่เห็น ชีชีจึงไม่ได้ปฏิเสธ
ให้เขาหาอะไรทำเสียบ้างจะได้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเอาเรี่ยวแรงที่ล้นเหลือไปก่อเรื่องข้างนอก
แต่ในใจหญิงสาวกลับกำลังวางแผนว่าจะรับมือกับหม่าหลงอย่างไร คนผู้นี้แม้จะไม่มีเจตนาร้ายแรงแต่ก็น่ารำคาญเหลือเกิน
เปรียบเสมือนคางคกที่ไม่กัดคน แต่ชอบกระโดดออกมาทำให้รู้สึกขยะแขยงอยู่เรื่อย
คิดไปคิดมาก็ยังไม่มีวิธีที่ยอดเยี่ยมนัก ทำได้เพียงแก้ไขสถานการณ์ไปทีละก้าว
ลู่เหย่ถอนขนไก่อย่างคล่องแคล่ว จัดการควักเครื่องใน สับเป็นชิ้นเล็กๆ ลวกน้ำ ทอดในน้ำมันร้อนๆ แล้วเติมน้ำเดือดลงไปหม้อใหญ่ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ
ที่เขาพยายามรักษาความสงบไว้ ก็เพราะไม่อยากให้ชีชีต้องเป็นห่วง
คนที่กล้ามาหมายปองภรรยาของเขา ถ้าไม่ตายก็ต้องเจ็บเจียนตาย ทางที่ดีควรจับมาต้มให้สุกเหมือนไก่ตัวนี้เสียเลย
เรื่องอื่นเขาอาจจะหลับหูหลับตาข้ามไปได้
แต่เรื่องนี้เรื่องเดียว... ยอมไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากทานข้าวเสร็จ ชีชีตั้งใจจะไปที่ตัวเมือง ก่อนไปเธอยังกำชับลู่เหย่ด้วยความไม่สบายใจ “คุณอยู่บ้านเฉยๆ นะคะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้รอจนกว่าผลสอบสวนจะออกมาก่อน เข้าใจไหม?”
“รู้แล้วครับ ผมไม่ใช่เด็กๆ นะที่คุณต้องมาคอยกังวลขนาดนี้”
ลู่เหย่ปากก็บ่นไปอย่างนั้น แต่ในใจกลับหวานล้ำราวกับกินน้ำผึ้ง
“ถ้าคุณเป็นเด็กน้อยน่ารักก็คงดี แต่ถ้าไม่ฟังความ ฉันจะตีให้ก้นลายเลย”
“ได้เลย ถ้าผมไม่ฟังความ คุณก็ตีผมได้เลย ตกลงไหม?”
“ตกลงค่ะ”
ชีชีขยับเข้าไปจุ๊บที่มุมปากเขาเบาๆ อย่างอารมณ์ดีแล้วเตรียมจะวิ่งหนี แต่กลับถูกเขาคว้าตัวกลับมา จูบจนริมฝีปากบวมเจ่อถึงจะยอมปล่อยให้เธอออกจากบ้าน
ชีชีกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ เจ้าหมานี่... ไม่รู้จักหักห้ามใจเสียเลย
หญิงสาวรีบนำน้ำพุวิญญาณออกมาดื่มอึกใหญ่ น้ำนี้ช่วยลดอาการบวมได้ เธอไม่อยากออกจากบ้านไปให้ใครต่อใครจ้องมอง
ชีชีไปที่สหกรณ์รัฐเพื่อขายกระต่าย และซื้อข้าวสาร แป้ง และน้ำมันติดมือมาบ้าง
การปรากฏตัวกะทันหันของหม่าหลงเตือนให้เธอรู้ว่า พวกทหารเหล่านี้หากคิดจะสะกดรอยตามใคร เธอไม่มีทางรู้ตัวแน่
ดังนั้น ของที่ควรซื้อก็ต้องซื้อไว้บ้าง
อย่างมากขากลับค่อยแอบเอาของในมิติมาผสมรวมเข้าไป
หากไม่ซื้ออะไรจากสหกรณ์เลย แต่กลับเข้าบ้านพร้อมข้าวสารหนึ่งกระสอบ ย่อมต้องถูกสงสัยแน่
ถึงพวกเขาจะคิดไม่ถึงว่าเธอมีมิติ แต่ต้องคิดว่าเธอแอบไปตลาดมืดแน่ๆ
ยุคสมัยนี้การจับกุมพวกค้าขายเก็งกำไรนั้นเข้มงวดมาก หากพลาดพลั้งอาจถูกนำตัวไปประจาน เดินประจานตามถนน หรือเข้าคุกแบบครบวงจร ถ้าหนักหน่อยอาจถึงขั้นถูกยิงเป้า
พอออกมาจากสหกรณ์รัฐ ชีชีก็เห็นชีหมิงเยว่เดินตามหลังผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในตรอก โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูขี้ขลาดเดินตามหลังเธออยู่อีกคน
“ชีหมิงเยว่กำลังเล่นตลกอะไรอยู่อีกเนี่ย?”
ชีชีขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าตามไปทันที