บทที่ 45 บรรเลงสอดประสาน
บทที่ 45 บรรเลงสอดประสาน
ชีหมิงเยว่พร้อมพรรคพวกรวมสามคนเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอก จนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งดูโอ่อ่ามีฐานะ ชายผู้นั้นก้าวเข้าไปเคาะประตู
เพียงครู่เดียว หญิงสาววัยกลางคนที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบเอาใจก็ออกมาต้อนรับ แม้หล่อนจะมีอายุล่วงเข้าเลขสี่แล้ว แต่ยังคงทิ้งร่องรอยความงามในวัยเยาว์ไว้ไม่เสื่อมคลาย ชุดเลนินสีสดใหม่ที่สวมใส่ยิ่งขับเน้นบุคลิกให้ดูองอาจผ่าเผย
“โอ้ คุณชายหม่ามาแล้วหรือคะ เชิญด้านในเลยค่ะ”
หลังจากนั้นก็มีผู้คนทยอยเดินเข้าออกบ้านหลังนั้นไม่ขาดสาย แต่ละคนมีช่วงอายุที่แตกต่างกันไป ทว่าส่วนใหญ่ล้วนแต่งกายภูมิฐานและขี่รถจักรยานมากันทั้งสิ้น
ชีชีประเมินในเบื้องต้นว่า นี่คงเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มสังคมชั้นสูง
เธอไม่รู้ว่าชีหมิงเยว่ใช้กลวิธีใดจึงแทรกตัวเข้าไปอยู่ในวงสังคมนั้นได้ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจใคร่รู้แต่อย่างใด จึงรีบปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับบ้าน เพราะลู่เหย่ยังรอเธออยู่
เป็นอย่างที่คิด พอชีชีเข้าประตูเขตบ้านพักทหารมา ก็เห็นลู่เหย่ยืนเท้าไม้ค้ำยันชะเง้อคอมองมาที่หน้าบ้านจากระยะไกล
เธอรีบปั่นจักรยานอย่างแรงเข้าไปหาเขาในทันที “มายืนทำไมตรงนี้คะ? กลับไปพักผ่อนในห้องเถอะค่ะ”
“ผมจะนอนอุดอู้อยู่แต่บนเตียงตลอดได้ยังไงล่ะครับ ออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้างดีกว่า”
แท้จริงแล้ว เขากังวลว่าชีชีจะถูกใครมารังควานอีก
ทว่าด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ เขาไม่สามารถไปอยู่เคียงข้างเธอได้เลย ทำให้ในใจรู้สึกหงุดหงิดตัวเองไม่น้อย
ชีชีขนของที่ซื้อมาเข้าไปในครัว ลู่เหย่ทำท่าจะเข้าไปช่วยแต่เธอก็ห้ามไว้
ในเมื่อต้องเล่นละครก็ต้องเล่นให้สมบทบาท จะประมาทเลินเล่อไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเข้าบ้านมาแล้ว ลู่เหย่ก็ทิ้งไม้ค้ำยันลงแล้วเริ่มช่วยงานบ้านทันที
พลางชวนชีชีคุยไปเรื่อยเปื่อย “วันนี้ไปเจอเรื่องอะไรแปลกใหม่มาบ้างไหม? เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ”
“มีเรื่องประหลาดอยู่เรื่องหนึ่งจริงๆ ค่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอ?”
“ฉันเจอชีหมิงเยว่ค่ะ”
“เธอทำไมอีก?”
ชีชีจึงเล่าเหตุการณ์ที่เห็นมาให้เขาฟังคร่าวๆ
“เธอทำงานอยู่ในคณะศิลปกรรมทหาร ย่อมมีโอกาสได้คลุกคลีกับคนพวกนั้นอยู่แล้ว อีกอย่างเธอก็หัวหมอเรื่องการเข้าสังคมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรนี่ครับ”
“คุณนี่ดูจะรู้จักหล่อนดีจังเลยนะ”
“ผมพูดไปตามเนื้อผ้าครับ ชีหมิงเยว่เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เคยนึกถึงคนอื่น แต่ต้องยอมรับว่าวิธีการวางตัวและเข้าหาผู้คนของเธอน่ะร้ายกาจจริงๆ”
ชีชีไม่ได้ต่อบทสนทนาต่อ เธอไม่ได้รู้สึกอิจฉาชีหมิงเยว่เลยสักนิด
พวกเธอราวกับอาศัยอยู่คนละโลก ความคิดความอ่านก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แม้ชีชีจะไม่ใช่คนเก็บตัว แต่ก็ไม่ใช่พวกบ้าสังคมแบบชีหมิงเยว่
เธอพึงใจที่จะสละเวลากับหยาดเหงื่อให้แก่คนที่ควรค่าและสิ่งที่สำคัญมากกว่า
ไม่ใช่การสวมเสื้อผ้าสวยงามไปปั้นหน้าพะเน้าพะนอผู้คนที่อาจจะเดินสวนกันเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป
ทุกคนต่างมีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง เธอจะไม่บังคับให้ใครมาเป็นแบบเดียวกับเธอ
ทว่าสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ วันต่อมาชีหมิงเยว่กลับมาหาเธอถึงหน้าบ้าน
“มีธุระอะไร?”
ชีชียืนกอดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญใจ
แต่ชีหมิงเยว่กลับสลัดท่าทีจองหองที่เคยมีทิ้งไป แล้วส่งยิ้มที่ดูอ่อนหวานนุ่มนวลมาให้ “เสี่ยวชี ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้ชีวิตเธอไม่ค่อยสู้ดีนัก เลยหวังดีจะมาช่วยเหลือน่ะ”
“ฉันรับไว้ไม่ไหวหรอก เก็บความหวังดีของเธอไว้ใช้เองเถอะ”
ตามสัญชาตญาณเดิมชีหมิงเยว่อยากจะแผลงฤทธิ์ใส่ แต่พอนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้จึงพยายามข่มอารมณ์ไว้
“เสี่ยวชี ฉันรู้ว่าเธอคงเข้าใจผิดในตัวฉัน แต่ที่มาวันนี้ฉันอยากช่วยจริงๆ นะ
ช่วงนี้ฉันรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่มีหน้ามีตาเยอะแยะ เธอตามฉันมาเถอะ เดี๋ยวฉันจะแนะนำให้ รับรองว่าเรื่องหางานทำน่ะไม่มีปัญหาแน่นอน”
“หึๆ ดูไม่ออกเลยนะชีหมิงเยว่ ว่าเธอจะมีแววเป็น ‘แม่เล้า’ กับเขาด้วย”
ใบหน้าของชีหมิงเยว่ซีดเผือดลงทันควัน “เธอพูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ? ฉันหวังดีจะมาช่วย ไม่สำนึกคุณก็ช่างเถอะ”
“หวังดี? คนอย่างเธอเนี่ยนะจะมีความปรารถนาดี? ไปหลอกเด็กเถอะไป”
“ฉันก็แค่ไม่อยากเห็นเธอตามลู่เหย่ไปจนอดมื้อกินมื้อแบบนี้ เห็นแล้วมันน่าเวทนา แต่ก็นะ... รสนิยมการเลือกผู้ชายของเธอมันก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ สมควรแล้วล่ะที่ต้องลำบาก”
“รสนิยมการเลือกผู้ชายของเธอดีตายล่ะ ว่าที่ผู้บัญชาการกองพลของเธอน่ะ เที่ยวหว่านเสน่ห์ไปทั่วจนสาวล้อมหน้าล้อมหลัง เรื่องนี้เธอยังไม่รู้ล่ะสิ?”
“โกหก! เขาไม่มีทางทำแบบนั้น ฉันดีกับเขาขนาดนี้ เขาไม่มีวันทำเรื่องทรยศฉันหรอก”
“ฉันเห็นมากับตา ไม่เชื่อก็ลองไปเรียกเขามาพิสูจน์กันต่อหน้าเลยสิ”
“เธอเห็นผู้หญิงมาหาเขาจริงๆ เหรอ?”
ชีหมิงเยว่พยายามฝืนให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ ไม่ให้เสียกิริยาต่อหน้าชีชี
ทว่าในใจลึกๆ หล่อนกลับเชื่อคำพูดนั้นไปแล้ว
ชีชียกยิ้มที่มุมปาก “ไม่มีความเห็น”
พูดจบ เธอก็ปิดประตูใส่หน้าดัง “ปัง!”
พอเดินเข้าห้องมา ก็เห็นลู่เหย่กำลังเกาะขอบหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปมอง
“ชีหมิงเยว่น่ะค่ะ”
“หล่อนมาไถเงินคุณอีกแล้วเหรอ?”
“เปล่าค่ะ หล่อนบอกว่าจะแนะนำคนใหญ่คนโตให้รู้จัก แล้วจะหางานให้ฉันทำด้วย”
“อย่าไปเชื่อคำพูดหล่อนเชียวนะ ถ้ามีเรื่องดีๆ แบบนั้นจริง เธอไม่มีทางนึกถึงคุณหรอก”
“ฉันไม่เชื่ออยู่แล้วค่ะ”
ตกดึกคืนนั้น ก็มีเสียงทะเลาะวิวาทดังแว่วมาจากห้องข้างๆ
ถึงแม้จะจงใจลดเสียงลงจนฟังรายละเอียดไม่ได้ศัพท์ แต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญของชีหมิงเยว่กลับดังชัดเจนเข้าโสตประสาท
ลู่เหย่เผลอแสดงอาการสะใจออกมาเล็กน้อย “เริ่มทะเลาะกันแล้วเหรอ?”
ชีชีรู้ดีว่ากำแพงบ้านในยุคนี้ไม่ค่อยกันเสียง แต่ไม่คิดว่าจะบางจนได้ยินชัดขนาดนี้
พลันเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า เวลาพวกเธอ ‘ทำกิจกรรม’ กันมันเร่าร้อนและยาวนานเพียงใด ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะได้ยินไปหมดหรอกหรือ?
พอนึกได้ดังนั้น ใบหน้าของเธอก็แดงซ่านขึ้นมาทันที ลามไปจนถึงลำคอ
ลู่เหย่ไม่รู้ว่าเหตุใดอยู่ดีๆ ภรรยาตัวน้อยถึงได้ขัดเขินขึ้นมา แต่ใบหน้าเนียนนุ่มสีชมพูระเรื่อนั้นกลับน่าหลงใหลจนเขาอยากจะเข้าไปฟัดเสียเหลือเกิน
ร่างกายขยับไวเท่าความคิด เพียงแค่แวบเดียวเขาก็โถมเข้าหาเธอแล้ว
ชีชีตกใจรีบผลักเขาออก “อย่าเล่นสิคะ เดี๋ยวคนอื่นได้ยินหรอก”
ลู่เหย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้งว่าที่แท้เธอก็อายเรื่องนี้นี่เอง ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
เขาจงใจทำหน้าตายแล้วเอ่ยว่า “เราเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำเรื่องที่ถูกต้อง มันจะน่าอายตรงไหนครับ?”
ชีชีชูหมัดเล็กๆ ทุบหน้าอกเขา “คุณน่ะ... ไม่รู้จักอายบ้างเลย”
“จะอายทำไมล่ะ? ชีชี... ผมมาแล้ว”
ชีชีรีบมุดหนีเข้าไปด้านในเตียง แต่ลู่เหย่รู้จักร่างกายของเธอดีเกินไป เพียงแค่เย้าแหย่ไม่กี่ครั้ง หญิงสาวก็พ่ายแพ้จนหมดท่า ถูกเขา ‘กิน’ จนอิ่มหนำสำราญ
ลู่เหย่แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
ชีชีถลึงตาใส่พลางถีบเขาไปหนึ่งที “ฉันเกลียดคุณที่สุดเลย”
“คุณถีบส่งผมไวเกินไปหน่อยไหมครับเนี่ย ช่างไร้เยื่อใยจริงๆ เลยนะ”
ลู่เหย่ทำหน้าตาตัดพ้อราวกับภรรยาผู้ถูกทอดทิ้ง
ชีชีรีบพลิกตัวหนีไปนอนทันที ประสบการณ์สอนเธอว่า ในเวลาแบบนี้ห้ามต่อล้อต่อเถียงกับผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้เด็ดขาด เพราะเขาจะยิ่งได้ใจ
เสียงทะเลาะจากห้องข้างๆ หยุดกะทันหันในยามที่ฝั่งของชีชีเริ่มบรรเลงเสียงที่น่าหวาดเสียว ทั้งสองคนในห้องนั้นต่างจ้องตากัน ห้องที่เดิมทีก็แคบอยู่แล้วกลับยิ่งดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา
อุณหภูมิรอบข้างดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าแค่ขยับกายเพียงนิด ไฟเสน่หาคงจะมอดไหม้ไปทั้งตัว
หม่าหลงเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตน “คุณกลับไปเถอะ ไม่อย่างนั้น...”
เขาไม่ได้กล่าวคำที่เหลือออกมา แต่ชีหมิงเยว่กลับเข้าใจความหมายนั้นลึกซึ้ง
จนถึงวันนี้หล่อนเพิ่งจะได้ประจักษ์ว่า หม่าหลงไม่ใช่คนที่จะมาชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ง่ายๆ
เขาไม่มีทางแต่งงานกับหล่อนเพียงเพราะการที่หล่อนยื่นมือเข้าไปช่วยในช่วงวิกฤตหรอก
ทว่า... หากทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันล่ะ?
ตามหลักแล้วชีหมิงเยว่ไม่ควรวู่วามเช่นนี้ แต่จากการโต้เถียงเมื่อครู่ หล่อนกลับพบความลับโดยบังเอิญว่าหม่าหลงเองก็กลับชาติมาเกิดเหมือนกัน และเขายังคงฝังใจคะนึงหาแต่ชีชี
หากไม่ใช้กลอุบายเข้าช่วย เกรงว่าไม่ช้าก็เร็วผู้ชายคนนี้คงถูกชีชีงาบไปกินแน่
จะแพ้ใครก็ได้ แต่หล่อนจะไม่มีวันยอมพ่ายแพ้ให้ชีชีเด็ดขาด
ชีหมิงเยว่ตัดสินใจเด็ดขาด หล่อนเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกอย่างใจกล้า
ลมหายใจของหม่าหลงเริ่มหนักหน่วงขึ้นทันที เขาพุ่งเข้าไปหาหล่อนเพียงก้าวเดียว “เธอเป็นคนยั่วเย้าฉันเองนะ อย่ามานึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
ชีหมิงเยว่มองเขาด้วยสายตายั่วยวน “ฉันไม่เสียใจ เพื่อคุณแล้ว... ฉันยอมทำทุกอย่าง”
‘แควก!’
ชีหมิงเยว่รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่ปะทะผิวหนัง ร่างกายสั่นสะท้านไปตามสัญชาตญาณ
ทว่ากลับถูกหม่าหลงบีบคางไว้แน่น ก่อนจะก้มลงบดขยี้ริมฝีปากอย่างรุนแรง
หม่าหลงไม่ได้มีความถนอมบุปผาอยู่ในหัวเลยสักนิด เขาเพียงต้องการระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ข้างในออกมาให้หมด
หลังจากพายุพิศวาสผ่านพ้นไป หม่าหลงปรายตามองชีหมิงเยว่ที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงด้วยความชิงชัง ก่อนจะพ่นคำพูดออกมาสามคำ “ไร้ประโยชน์!”
ชาติก่อนเขากับชีชีสามารถเริงรักกันได้ข้ามวันข้ามคืน พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็จ้องมองไปยังกำแพงห้องข้างๆ ด้วยสายตาอาฆาตแค้น ราวกับอยากจะมองทะลุผ่านกำแพงนั้นไปให้เห็นกับตา