บทที่ 46 ผมชอบคุณจริงๆ นะ
บทที่ 46 ผมชอบคุณจริงๆ นะ
วันรุ่งขึ้นตอนที่ชีหมิงเยว่ตื่นขึ้นมา หม่าหลงก็ไม่อยู่เสียแล้ว
เธอพยายามยันกายที่ปวดร้าวช่วงเอวเพื่อลุกขึ้น แต่กลับเกือบจะยืนไม่อยู่ ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยไม่ต่างจากปุยฝ้าย
เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ ก็พบว่าเสื้อผ้าถูกหม่าหลงฉีกทิ้งจนขาดวิ่นจนไม่สามารถสวมใส่ได้อีก
ชีหมิงเยว่กำเศษผ้าเหล่านั้นพลางนั่งเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ กว่าจะค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้นได้
หญิงสาวเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบเสื้อเชิ้ตของหม่าหลงออกมาตัวหนึ่งเพื่อสวมใส่
แม้ข้างในจะว่างเปล่าไม่ได้สวมอะไรเลย แต่อย่างน้อยในใจก็รู้สึกมั่นคงขึ้นมาบ้าง
เธออยากจะออกไปล้างหน้าล้างตาที่ลานบ้าน แต่ก็กลัวว่าจะมีคนเห็น จึงได้แต่ตัดใจ
เมื่อคืนก็ไม่ได้กินข้าว แถมยังต้องมารองรับพายุพิศวาสอย่างหนักหน่วง
จนถึงตอนนี้ก็เที่ยงวันแล้ว ชีหมิงเยว่หิวจนแสบท้องไปหมด
ทว่าหาจนทั่วทั้งห้องแล้ว กลับไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักอย่าง
ปกติหม่าหลงมักจะไปฝากท้องที่โรงอาหาร จึงไม่ได้ทำอาหารกินเองที่บ้าน ในห้องมีเพียงเตาถ่านสำหรับต้มน้ำเท่านั้น
ชีหมิงเยว่ลองเขย่ากระติกน้ำร้อนดู มันว่างเปล่า พอเปิดฝาโอ่งน้ำดู ก็ว่างเปล่าเช่นกัน
จู่ๆ เธอก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ มือหนึ่งกุมท้องที่ปวดเกร็งด้วยความหิว หล่อนเดินวนเวียนเท้าเปล่าอยู่ในห้องอยู่นานสองนานโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
พลันสายตาเหลือบไปเห็นเงาตัวเองในกระจก ก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
ไม่ยากจะเชื่อเลยว่า ผู้หญิงที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาบวมเป่ง ริมฝีปากมีรอยเลือดซึม และตามลำคอเต็มไปด้วยรอยจ้ำสีเขียวม่วงคนนี้คือตัวของเธอเอง
ชีหมิงเยว่อยากจะหวีผม แต่กลับหาหวีไม่เจอ
หม่าหลงอยู่ในกองทัพ ตัดผมทรงสกินเฮดเหมือนกันหมด ปกติเขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้หวีเลย
ชีหมิงเยว่ทำได้เพียงใช้มือสางผม แล้วถักเป็นเปียคู่ลวกๆ
แต่ถึงอย่างนั้น สภาพโดยรวมก็ยังดูเหมือนคนที่เพิ่งถูกขืนใจมาหมาดๆ อยู่ดี
เสื้อเชิ้ตของหม่าหลงตัวใหญ่เกินไปจนไม่สามารถปกปิดรอยรักที่ลำคอได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น หากชีหมิงเยว่สวมเสื้อผ้าของผู้ชายออกไปข้างนอก ชื่อเสียงคงจะย่อยยับอับจนไม่มีชิ้นดี
ไม่มีทางเลือกอื่น หญิงสาวจึงได้แต่ขดตัวอยู่ตรงมุมเตียง เฝ้ารอให้หม่าหลงกลับมาเร็วๆ
ชีชีไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าเมื่อคืนนี้ชีหมิงเยว่ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ต่อให้รู้เธอก็คงจะหัวเราะเยาะออกมาดังๆ แล้วถ่มถุยว่า “สมควรแล้ว”
คนเล่นกับไฟย่อมต้องถูกไฟลวก จะไปโทษใครได้?
วันนี้เป็นวันที่ต้องพาลู่เหย่ไปตรวจร่างกายซ้ำ พอถึงโรงพยาบาล รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหมอก็ไม่จางหายไปเลยสักนิด
“ดีครับ ดีมากจริงๆ คงลำบากมาไม่น้อยเลยสินะ? ในเวลาอันสั้นแต่ฟื้นตัวได้ดีขนาดนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูงมาก เป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเราเรียนรู้จริงๆ ครับ”
ลู่เหย่ถูกชมจนใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความขัดเขิน
เขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งหมดเป็นเพราะอาหารเป็นยาของภรรยาที่รักแท้ๆ นอกจากจะรสชาติเลิศรสแล้ว ยังรักษาโรคได้ชะงัดนัก
“คุณเริ่มทิ้งไม้ค้ำได้แล้วนะครับ ลองหัดใช้ขาทั้งสองข้างเดินดู
ความจริงแล้ว ขาของคุณหายเป็นปกติโดยสมบูรณ์แล้วล่ะ
แค่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อให้กล้ามเนื้อค่อยๆ กลับมามีกำลังในการเดินอีกครั้ง
อย่าไปกลัวเจ็บ ต้องอดทนเข้าไว้นะครับ”
“ครับคุณหมอ ผมจะจำไว้ครับ”
เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการทำกายภาพบำบัด ลู่เหย่จึงให้ชีชีเอาเก้าอี้รถเข็นไปคืน แล้วใช้ไม้ค้ำยันเพียงข้างเดียว ค่อยๆ พยุงตัวเยื้องย่างกลับไปอย่างช้าๆ
คุณหมอมองตามแผ่นหลังของเขาพลางเอ่ยชมกับเพื่อนร่วมงานไม่ขาดปาก
“นี่คือคนไข้ที่รักษาได้สบายใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย บาดเจ็บหนักขนาดนั้นแต่ไม่เคยร้องโอดครวญสักคำ เรื่องกายภาพเขาก็ขยันมาก ทำเองได้แบบไม่ต้องให้ใครบอก แถมยังขยันฝึกหนักกว่าที่สั่งไว้เสียอีก เป็นสหายที่ดีมากเลยนะเนี่ย”
ลู่เหย่อยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะเดินให้เร็วกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะละครฉากนี้ยังเล่นไม่จบ
ส่วนชีชีได้แต่ก้มหน้าเดินงุดๆ เพราะการกลั้นหัวเราะมันช่างยากลำบากเหลือเกิน เธอแทบจะอกแตกตายอยู่แล้ว
กว่าจะพากันกระย่องกระแย่งมาถึงหน้าประตูโรงพยาบาลได้ ชีชีก็ให้ลู่เหย่นั่งที่ซ้อนท้ายจักรยานแล้วปั่นพาเขากลับบ้าน
ทันทีที่ปิดประตูบ้านลง ทั้งสองคนก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่นจนหยุดไม่ได้อยู่นานแสนนาน
ชีหมิงเยว่ที่ขดตัวอยู่มุมเตียงในห้องข้างๆ หิวจนแทบจะเป็นลม พอรอหม่าหลงไม่ไหว เธอก็ได้แต่หวังให้ท้องฟ้ามืดลงเร็วๆ เพื่อหาทางแอบหนีออกไป
ทว่าหญิงสาวพักอยู่ที่หอพักรวมของคณะศิลปกรรมทหาร ถ้าขืนกลับไปสภาพนี้ล่ะก็ เธอจบเห่แน่
คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ต้องรอหม่าหลงกลับมาสถานเดียว
เสียงหัวเราะของชีชีและลู่เหย่ที่ดังแว่วมาฉับพลัน ทำให้ชีหมิงเยว่สะดุ้งโหยง
ชีหมิงเยว่จ้องมองกำแพงที่กั้นกลางด้วยสายตาอาฆาตแค้น แต่ในใจกลับกำลังชั่งใจถึงความเป็นไปได้ที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากชีชี
ทว่าเมื่อไตร่ตรองดูอีกที ก็รู้สึกว่าไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ในเมื่อความเกลียดชังที่ชีหมิงเยว่มีต่อชีชีนั้นมันแทบจะสลักอยู่บนใบหน้าอย่างชัดเจน
เมื่อก่อนยังมีชีเจี้ยนกั๋วและเหมียวหงคอยให้ท้าย เธอจึงกล้าประจันหน้ากับชีชีอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน
แต่ตอนนี้ ชีชีได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับทางบ้านไปแล้ว
ชีหมิงเยว่ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะไปข่มขู่ชีชีได้อีก หากซมซานไปขอความช่วยเหลือตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องไปให้เขาเหยียดหยามเปล่าๆ
พอชีชีและลู่เหย่หัวเราะจนพอใจแล้ว ก็เริ่มวุ่นวายกับการเตรียมมื้อเที่ยง
“คุณหมอชมคุณขนาดนี้ เที่ยงนี้เราต้องกินของดีๆ กันหน่อยนะคะ”
“ฮ่าๆๆๆ” ลู่เหย่ที่เพิ่งสงบสติอารมณ์ได้กลับหัวเราะร่าออกมาอีกครั้ง “ภรรยาที่รัก อย่าหยอกผมเลยครับ ผมขำจนปวดท้องไปหมดแล้ว”
ชีชีเองก็หัวเราะจนตัวงอกุมเอวไว้เช่นกัน
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เธอจึงวิ่งออกไปหยิบเนื้อรมควันที่แขวนไว้ใต้ชายคาบ้านมา แล้วเข้าไปในสวนเพื่อเก็บพริกอีกสองสามเม็ด
พอกลับมาก็เห็นลู่เหย่หุงข้าวทิ้งไว้ในหม้อแล้ว และกำลังนั่งปอกเปลือกมันฝรั่งอยู่
จากนั้นเขาก็ซอยมันฝรั่งเป็นเส้น เตรียมพริกซอย ขิงซอย และต้นหอมซอยใส่จานไว้อย่างเป็นระเบียบ
เขายังรับเนื้อรมควันจากมือชีชีไปล้างสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ พร้อมหั่นพริกเขียวเตรียมไว้
เมื่อเตรียมเครื่องปรุงเสร็จสรรพ เขาก็ถอยออกไปยืนด้านข้างอย่างรู้หน้าที่
เขาค้นพบว่าการทำอาหารนั้น ลำพังเพียงความพยายามอย่างเดียวนั้นไม่พอจริงๆ
วัตถุดิบชนิดเดียวกัน ขั้นตอนเดียวกัน แต่รสชาติที่เขาทำออกมายังไงก็สู้ฝีมือชีชีไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงสมัครใจเป็นลูกมือ คอยปรนนิบัติให้ชีชีได้แสดงฝีมือปลายจวักอย่างเต็มที่
ชีชีเองก็ไม่เกรงใจ เริ่มตั้งกระทะใส่น้ำมัน นำขิงซอย พริกซอยลงไปคั่วจนกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
ลู่เหย่รีบใส่เส้นมันฝรั่งลงไปอย่างรู้ใจ เสียงน้ำมันดัง ‘ฉ่า!’ พร้อมกับกลิ่นหอมของมันฝรั่งที่ปะทะเข้าจมูกทันที
ก่อนจะตักขึ้น ชีชีหยาะน้ำส้มสายชูขาวลงไปครึ่งช้อน เป็นอันเสร็จสิ้นเมนูมันฝรั่งผัดเปรี้ยวเผ็ด
ลู่เหย่ลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก “หอม... หอมจริงๆ ครับ”
ชีชีส่งสายตาภูมิใจให้เขาหนึ่งที ก่อนจะลงมือทำเมนูพริกผัดเนื้อรมควันต่อ
พอน้ำมันร้อนก็ใส่พริกลงไปผัดให้น้ำมันดูดซับความหอมของพริก จากนั้นใส่ซอสเต้าเจี้ยวลงไปผัดจนหอมกรุ่น แล้วจึงใส่เนื้อรมควันลงไปคั่วให้เข้ากัน
ก่อนจะตักใส่จานก็โรยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสด เพียงแค่ได้เห็นก็น้ำลายสอจนหยุดไม่อยู่แล้ว
ในขณะที่ชีชีและลู่เหย่ฝั่งนี้กำลังเอร็ดอร่อยกับมื้อเที่ยงอย่างมีความสุข ชีหมิงเยว่ที่อยู่ห้องข้างๆ กลับทุกข์ทรมานแสนสาหัส
เธอไม่อยากจะทำตัวน่าอายแบบนี้เลย แต่น้ำลายเจ้ากรรมกลับไหลสอออกมาไม่หยุด
“นังตัวดี... ตอนอยู่ที่บ้านไม่เห็นหล่อนจะทำอาหารกลิ่นหอมฟุ้งขนาดนี้เลย ตั้งใจแกล้งกันชัดๆ ใช่ไหม?”
ชีหมิงเยว่ขดตัวอยู่มุมเตียงเพียงลำพัง พลางปาดน้ำลายและพึมพำด่าทอไม่หยุด
เธอขุดเอาบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของชีชีมาด่าจนครบทุกคน
แต่ถึงอย่างนั้น ท้องเจ้ากรรมก็ยังคงร้องประท้วงด้วยความโหยหาอย่างแสนจะทรมาน
หลังมื้อเที่ยง ชีชีและลู่เหย่นอนพักสายตากันครู่หนึ่ง
พอตกบ่าย เธอก็ออกไปวุ่นวายอยู่ในไร่นาเพื่อกำจัดวัชพืช
ที่ดินรกร้างในปีแรกนั้นไม่มีใครอยากจะเพาะปลูก ก็เพราะวัชพืชมีจำนวนมหาศาล แถมยังเติบโตได้ดีกว่าพืชผลเสียอีก
หากไม่รีบถอนทิ้งละก็ มันจะแย่งสารอาหารไปจนหมด และอย่าหวังว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงเลย
นอกจากนี้ยังมีทั้งแมลง หนู และนกกระจอกที่คอยมาทำลายพืชไร่
ต้องทั้งพ่นยาฆ่าแมลง ดักหนู และคอยไล่นก
การทำไร่ทำนาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
โชคดีที่ลู่เหย่ตอนว่างๆ ช่วยเธอทำหุ่นฟางขึ้นมาสองตัว พอเอาไปปักไว้ในไร่ก็ดูเข้าท่าไม่เบา นกกระจอกทั้งหลายจึงไม่กล้าเฉียดกรายเข้ามา
พอเสร็จงานในไร่ ชีชีก็ขึ้นไปเดินเล่นบนเขาต่อ
วันนี้ไม่ได้เข้าเมือง ในบ้านจึงมีเหลือเพียงเนื้อรมควันเท่านั้น
เมื่อเที่ยงเพิ่งกินไป มื้อเย็นหากจะกินซ้ำอีกก็คงจะเลี่ยนเกินไป
เธอไม่ได้คิดจะเดินเข้าไปลึกนัก อย่างไรเสียก็มีน้ำพุวิญญาณ สัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยย่อมจะวิ่งเข้ามาหาเอง
ชีชีวางกับดักไว้หลายจุดเหมือนเช่นเคย แต่หยดน้ำพุวิญญาณลงไปที่กับดักเพียงจุดเดียวเท่านั้น
จากนั้นก็เดินออกไปแอบมองอยู่ไกลๆ
อาจเป็นเพราะเธอมัวแต่จดจ่อกับการทำงานมากไปหน่อย พอหันหลังกลับมาจึงชนเข้ากับแผงอกแข็งแกร่งราวกำแพงเข้าอย่างจัง
ชีชีถอยกรูดไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ มือเล็กๆ กุมจมูกที่ถูกชนจนเจ็บแปลบไว้
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”
น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน ชีชีเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็นหม่าหลงนั่นเอง
เพลิงโทสะในใจพลันลุกโชนขึ้นมาทันที “คุณนี่มัน... จะตามหลอกหลอนกันไปถึงเมื่อไรกัน?”
“ชีชี จมูกคุณเป็นอะไรไหม? ให้ผมดูหน่อยสิ”
หม่าหลงเมินเฉยต่อสายตาชิงชังของชีชี เขาเดินตรงเข้ามาหวังจะแกะมือเล็กๆ ของเธอออกเพื่อตรวจดูอาการ
ชีชีมีหรือจะยอมให้เขาแตะต้องตัว เธอรีบถอยหนีไปหลายก้าวพลางตะโกนเสียงดัง “อย่าเข้ามานะ! เข้ามาฉันตะโกนเรียกคนจริงๆ ด้วย”
ตรงนี้เกือบจะเป็นตีนเขาแล้ว แค่ชีชีตะโกนเสียงดัง คนที่เขตบ้านพักทหารก็ต้องได้ยินแน่นอน
หม่าหลงเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงาน เขาจึงต้องระมัดระวังตัวและรักษาชื่อเสียงไว้อย่างยิ่ง
“อย่าตะโกนเลย ผมไม่เข้าไปแล้ว” หม่าหลงยอมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ชีชี ผมไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินคุณ ผมแค่เป็นห่วง”
“ขอบใจ แต่เก็บความหวังดีของคุณไว้ให้คนอื่นเถอะ ฉันไม่ต้องการ”
“ชีชี อย่าคอยแต่ปฏิเสธผมเลย ให้โอกาสผมสักครั้ง ผมจะพิสูจน์ให้เธอเห็นเองว่าผมดีแค่ไหน”
“คุณจะดีหรือไม่ดี มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันแม้แต่นิดเดียว”
ชีชีไม่อยากจะเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก แม้แต่เหยื่อที่ดักไว้เธอก็ไม่เอาแล้ว เธอรีบสาวเท้าวิ่งลงเขาไปทันที
ทว่ากลับถูกหม่าหลงกระชากตัวกลับมา แล้วกดแผ่นหลังเธอแนบกับต้นไม้ “ชีชี ผมชอบคุณจริงๆ นะ”