บทที่ 47 แต่งงานเดี๋ยวนี้
บทที่ 47 แต่งงานเดี๋ยวนี้
ชีชีแทบจะบ้าตาย เธอยกขาขึ้นแล้วถีบเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ของเขาอย่างจัง ลูกถีบนี้ใส่แรงไปเต็มพิกัดอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากดื่มน้ำพุวิญญาณมาเป็นเวลานาน พละกำลังของเธอนั้นมหาศาลเกินกว่าคนทั่วไปจะคาดคิด
“อ๊าก!”
หม่าหลงที่ไม่ทันตั้งตัวถูกถีบเข้าเป้าเต็มรัก เขาได้แต่กุมเป้ากางเกงแล้วกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่ ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ชีชีตาไวคว้าไก่ป่าบนพื้นขึ้นมา แม้บ่วงดักจะขาดวิ่นหญิงสาวก็ไม่สนใจ สะบัดก้นวิ่งหนีกลับบ้านไปรวดเร็วราวกับสายลม
หม่าหลงต้องกระโดดเหยงๆ อยู่นานกว่ายี่สิบนาที กว่าความเจ็บปวดจะทุเลาลงพอให้หายใจคล่องขึ้นบ้าง
“นังผู้หญิงแพศยา... ลงมือได้เหี้ยมเกรียมนักนะ”
เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางพยุงสังขารลงจากเขา อย่างไรเสียเขาก็ต้องไปโรงพยาบาลให้ได้ เขายังไม่มีลูกชายสืบสกุลเลยสักคน
หากไอ้นั่นถูกถีบจนเสียหายขึ้นมา เขาไม่ต้องกลายเป็นคนไร้ทายาทไปตลอดกาลหรอกหรือ
ปกติแล้วใช้เวลาเพียงชั่วโมงครึ่งก็เดินถึงตัวเมือง แต่วันนี้หม่าหลงกลับต้องใช้เวลาเดินลากสังขารไปร่วมสองชั่วโมงครึ่ง
เมื่อถึงโรงพยาบาล เสื้อผ้าของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
เขาไม่กล้าไปโรงพยาบาลทหาร เพราะเกรงว่าจะอธิบายสาเหตุไม่ได้
ถูกถีบจนบาดเจ็บขนาดนี้ จะให้บอกว่าล้มทับกิ่งไม้มาก็คงไม่มีใครเชื่อ
คุณหมอที่โรงพยาบาลประจำตำบลก็รักษาได้แค่โรคทั่วไป อย่างไข้หวัด ตัวร้อน หรือแผลถลอกเล็กน้อยเท่านั้น
พอเห็นบาดแผลที่ดูน่ากลัว หมอก็รีบโบกมือไล่ทันที “อาการของคุณค่อนข้างหนักนะ ไปตรวจที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอจะดีกว่า”
หม่าหลงอยากจะพ่นคำด่าออกมานัก แต่เรื่องนี้รอช้าไม่ได้ จึงทำได้เพียงฝืนนั่งรถมุ่งหน้าเข้าอำเภอ
กว่าจะถึงโรงพยาบาลอำเภอก็เป็นเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ คุณหมอที่เห็นเขาก็แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจน
หม่าหลงฝืนยิ้มประจบ “ต้องขออภัยด้วยนะครับคุณหมอ ที่ทำให้ต้องเลิกงานช้า”
“ไปถ่ายฟิล์มเอ็กซเรย์ก่อนเถอะ”
“ได้ครับๆ”
โชคดีที่ช่วงเวลานี้คนไข้ไม่หนาตา ตอนไปเอกซเรย์ก็เลยไม่ต้องรอคิวนานนัก
ทว่าคุณหมอที่ดูฟิล์มกลับขมวดคิ้วมุ่นไม่หยุด “เนื้อเยื่ออ่อนได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อาการแบบนี้ถ้าอยากหายไวต้องนอนโรงพยาบาลนะ”
หม่าหลงชะงักไป การนอนโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
หากต้องนอนโรงพยาบาล เขาก็ต้องลาพักงานกับทางกองทัพ และเรื่องอัปยศนี้ก็คงปิดไม่มิดแน่
“คุณหมอครับ พอดีผมรีบมาเลยไม่ได้พกจดหมายรับรองมาด้วย คุณหมอช่วยจัดยาให้ผมกลับไปกินก่อนได้ไหมครับ?”
คุณหมอปลายตามองค้อนอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็แล้วแต่เถอะ ไอ้สมบัติประจำตระกูลนั่นมันเป็นของคุณ จะรักษาหรือไม่รักษาก็ตามใจ”
คำพูดคำจานั้นฟังดูราวกับว่าถ้าเขาไม่นอนโรงพยาบาล ของรักของหวงชิ้นนั้นจะต้องพิการไปตลอดกาล
“ที่กองพันช่วงนี้งานเยอะมากจริงๆ ครับ ผมปลีกตัวมาไม่ได้ คุณหมอช่วยกรุณาจัดยาให้ผมเยอะหน่อยนะครับ”
หม่าหลงกล่าวคำประจบพลางแอบยัดบุหรี่ยี่ห้อ 'ต้าเฉียนเหมิน' หนึ่งซองลงในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของหมอ
สีหน้าของคุณหมออ่อนลงทันตาเห็น “ไม่นอนโรงพยาบาลก็ได้ แต่ต้องพักผ่อนให้มาก ห้ามออกกำลังกายหนักๆ และเรื่องอาหารการกินก็ต้องระวัง ห้ามกินของเผ็ดเด็ดขาด”
“รับทราบครับ ขอบคุณมากครับคุณหมอ”
หม่าหลงรับยามาฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว กว่าจะวิ่งไปทันรถกลับตำบลก็ไม่มีที่นั่งเสียอีก
เขาได้แต่โหนตัวอยู่กับราวจับ ปล่อยให้ร่างกายโยกคลอนไปตามฝูงชนที่เบียดเสียด ช่างเป็นความรู้สึกที่ทรมานแสนสาหัสเกินบรรยาย
ป้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังออกอาการไม่พอใจ “นี่พ่อหนุ่ม เป็นอะไรของน่ะ? ขยับออกไปห่างๆ ฉันหน่อยสิ”
หม่าหลงไม่มีกะจิตกะใจจะไปทะเลาะกับใคร ได้แต่ขยับตัวเลี่ยงออกไปอย่างเงียบๆ
เมื่อกลับถึงตำบลท้องฟ้าก็มืดสนิทไปหมดแล้ว หม่าหลงแทบอยากจะร้องไห้โฮออกมา
เขายังต้องเดินกลับบ้านเองอีก ทั้งร่างเริ่มปวดหนึบจนชาหนึบไปหมด
ขณะนั้นเอง ชีหมิงเยว่ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านของเขาก็ไม่ได้กินน้ำกินท่ามาทั้งวัน จนดวงตาพร่ามัวเห็นภาพซ้อนเป็นระยะๆ
“หม่าหลง ทำไมคุณยังไม่กลับมาอีกนะ...”
หม่าหลงที่อยู่ระหว่างทางกลับบ้านก็อยากจะมีปีกบินกลับไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีความสามารถพิเศษนั้น จึงได้แต่ค่อยๆ พยุงสังขารเดินกระย่องกระแย่งกลับไป
กว่าจะถึงบ้านก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เมื่อเห็นว่าชีหมิงเยว่ยังอยู่ หม่าหลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ไป... ไปหาอะไรมาให้ผมกินหน่อย”
ชีหมิงเยว่ปล่อยโฮออกมาทันที “ในบ้านคุณไม่มีข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียว จะให้ฉันเอาอะไรมาทำล่ะคะ?”
หม่าหลงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข้าวที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้กินหมดแล้ว และเขายังไม่ได้ซื้อมาเติม
“งั้นไปต้มน้ำร้อนมาหน่อยก็ยังดี”
“ค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
อย่างไรเสียก็เป็นช่วงดึกสงัดแล้ว การออกไปลานบ้านคงไม่มีใครสังเกตเห็น
ชีหมิงเยว่ค่อยๆ ย่องออกไปตักน้ำมาต้ม ในใจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนน้ำตาไหลพรากอีกรอบ
หม่าหลงไม่มีกะจิตกะใจจะมาปลอบโยนหล่อน การดั้นด้นเดินทางในช่วงบ่ายที่ผ่านมาทำให้เขาแทบจะเสียชีวิตไปคึ่งค่อนตัว
เขาหยิบยาที่หมอสั่งออกมา กัดฟันฝืนความเจ็บปวดทายาลงบน 'น้องชาย' ของตัวเอง
จากนั้นก็โยนยาแก้ปวดเข้าไปในปาก แต่เพิ่งนึกได้ว่าไม่มีน้ำ ทว่าเขาจะพ่นออกมาก็ไม่ได้เพราะยานี้ราคาแพงหูฉี่
เขาจึงได้แต่ยืดคอขึ้น แล้วฝืนกลืนยาเม็ดแห้งๆ ลงไปดื้อๆ
ยังไม่ทันที่ชีหมิงเยว่จะต้มน้ำเสร็จ เขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
เมื่อชีหมิงเยว่ยกน้ำร้อนเข้ามา ก็พบว่าหม่าหลงนอนกางแขนกางขาเต็มเตียงไปหมด
เตียงนั้นเล็กอยู่แล้ว เมื่อเขาชิงนอนท่านี้ชีหมิงเยว่จึงไม่มีที่ว่างพอจะแทรกตัวลงไปนอนได้เลย น้ำตาก็พาลจะไหลออกมาอีกครั้ง
“ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วชีชีทนคุณไปได้ยังไงนะ ทั้งหยาบคายแถมยังไม่รู้จักถนอมจิตใจคนอื่นเลยสักนิด”
แม้จะไม่มีข้าวตกถึงท้อง แต่การได้จิบน้ำร้อนไปหนึ่งแก้วใหญ่ก็ช่วยให้รู้สึกสบายท้องขึ้นบ้าง
ในเมื่อไม่มีที่นอน เธอจึงต้องขดตัวลงนอนบนเก้าอี้เพื่อประทังให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป
พรุ่งนี้เช้าชีหมิงเยว่ตั้งใจจะให้หม่าหลงไปซื้อเสื้อผ้ามาให้ เพื่อที่เธอจะได้หนีออกไปจากที่นี่เสียที
ทว่าหลังจากหลับไปได้ไม่นาน หม่าหลงก็เริ่มมีไข้ขึ้นสูง หน้าผากของเขาร้อนจี๋จนน่ากลัว
ชีหมิงเยว่เริ่มลนลาน หญิงสาวอยากจะพาเขาไปโรงพยาบาลแต่ก็ไม่กล้าไปเรียกคนมาช่วย
ทำได้เพียงนำผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนให้เขาเท่านั้น
กว่าจะทนผ่านพ้นถึงรุ่งสาง หม่าหลงก็เพ้อด้วยพิษไข้ไปเสียแล้ว
อย่าว่าแต่จะออกไปซื้อเสื้อผ้าเลย ถ้าขืนยังไม่ยอมไปโรงพยาบาลอีก เห็นทีจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้
เดิมทีชีหมิงเยว่ก็หวังจะแต่งงานกับเขาอยู่แล้ว สถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ใช่โอกาสทองหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชีหมิงเยว่จึงหยิบกางเกงของหม่าหลงมาสวม ปลายขาต้องพับขึ้นหลายทบถึงจะไม่ลากพื้น
ทว่าผ่านไปเพียงวันเดียวคืนเดียว ร่องรอยตามเนื้อตัวของหญิงสาวแม้จะเลือนรางลงไปมาก แต่หากเป็นผู้ที่เจนโลกย่อมมองปราดเดียวก็รู้แจ้งว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ชีหมิงเยว่ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้านเสียงดังลั่นเพื่อขอให้ช่วยส่งหม่าหลงไปโรงพยาบาล
แน่นอนว่าชีหมิงเยว่ไม่มีทางไปเคาะประตูห้องของชีชีเด็ดขาด เธอไม่อยากเอาตัวเองไปให้ใครหัวเราะเยาะในตอนนี้
ในเขตบ้านพักทหารที่อยู่รวมกัน เพื่อนบ้านย่อมหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กันเสมอ
หม่าหลงถูกส่งถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เมื่อคุณหมอเห็นบาดแผลและหันมามองชีหมิงเยว่ สายตาที่มองมานั้นช่างซับซ้อนเกินบรรยาย
“คุณหมอคะ เขาไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
“แผลติดเชื้อจนทำให้ไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลด ทำไมไม่รีบพามาล่ะ? ถ้ามาช้ากว่านี้สมองคงไหม้จนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้ว”
“คือ... มันเป็นช่วงกลางดึก ฉันเลยไม่กล้ารบกวนเพื่อนบ้านน่ะค่ะ อีกอย่างเขาเป็นคนรูปร่างกำยำ ปกติก็แข็งแรงมาก ใครจะไปคิดว่า...”
“คนหนุ่มคนสาวก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง ต่อให้ผู้ชายจะแข็งแรงแค่ไหนก็ทนการหักโหมขนาดนี้ไม่ไหวหรอก”
“เอ่อ... ค่ะ คราวหน้าจะระวังค่ะ”
ชีหมิงเยว่ที่ต้องรับผิดแทนโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหมอถึงมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เช่นนั้น เธอคิดเพียงว่าอาจเป็นเพราะชุดที่ตนสวมใส่ดูประหลาดเท่านั้นเอง
เมื่อจัดการเรื่องของหม่าหลงเรียบร้อย ชีหมิงเยว่อาศัยจังหวะที่ทุกคนออกไปทำงาน แอบกลับเข้าหอพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเองทันที
ทว่าสวรรค์กลับไม่เป็นใจ วันนี้สหายร่วมห้องคนหนึ่งลางานและอยู่ในห้องพอดี
“อุ๊ยตาย! ชีหมิงเยว่ เธอไปโดนอะไรมาเนี่ย? หรือว่า...”
“หุบปากไปเลยนะ ถ้าขืนหล่อนเอาเรื่องนี้ไปพูดมั่วซั่ว ฉันไม่เอาหล่อนไว้แน่!” ชีหมิงเยว่คำรามเสียงต่ำ ท่าทางเหมือนแม่แมวที่ขนลุกชัน แต่ดูอย่างไรก็เป็นเพียงการขู่ที่ไร้เรี่ยวแรง
“แหมๆ กล้าทำแล้วยังกลัวคนพูดอีกเหรอ? ทีตัวเองไปมั่วผู้ชายมาล่ะไม่ว่า แล้วทำไมจะให้คนอื่นพูดถึงไม่ได้ล่ะ?”
“ใครมั่วผู้ชาย? หล่อนพูดถึงใคร!” ครั้งนี้ชีหมิงเยว่โมโหจนเลือดขึ้นหน้าจริงๆ
“ก็ดูสภาพเธอสิ ใส่เสื้อผ้าผู้ชายกลับมาบ้านแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ไปมั่วผู้ชายมา แล้วเมื่อคืนเธอหายหัวไปซุกอยู่ที่ไหนมาล่ะจ๊ะ?”
ชีหมิงเยว่ถูกย้อนจนพูดไม่ออก เธอจึงกระแทกประตูเสียงดังปัง ก่อนจะคว้าผ้าขนหนูและอ่างล้างหน้าเดินไปห้องน้ำด้วยความอับอาย
ทว่าสหายร่วมห้องคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องปากหอยปากปู มีข่าวใหญ่ระดับนี้มาวางแผ่ถึงที่ จะแอบกินคนเดียวได้อย่างไร?
ตอนนี้หล่อนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจนลืมอาการปวดเอวปวดขาไปสิ้นเชิง ราวกับวิ่งขึ้นตึกหกชั้นได้โดยไม่หอบหายใจ ลืมเรื่องที่ตัวเองลาป่วยไปเสียสนิท
ไม่ทันถึงเที่ยงวัน เรื่องที่ชีหมิงเยว่หายไปทั้งคืนและกลับมาในสภาพสุดอเนจอนาถก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งคณะศิลปกรรมทหาร
ท่านหัวหน้าคณะเรียกเธอไปพบทันที “สหายชีหมิงเยว่ สารภาพมาตามตรง เมื่อคืนคุณไปไหนมา?”
ชีหมิงเยว่รู้ดีว่าเรื่องนี้หนีไม่พ้นแน่ “คู่รักของฉันป่วยค่ะ ฉันเลยไปดูแลเขา”
“คู่รักเธอเป็นใคร? สังกัดหน่วยไหน?”
“เขาชื่อหม่าหลง เป็นผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมที่ 13 ค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเป็นระดับผู้บังคับกองพัน ท่าทีของหัวหน้าคณะก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ทางหน่วยไม่ได้ห้ามเรื่องการมีคนรัก แต่ต้องไม่ออกนอกลู่นอกทาง เรื่องนี้หากจะเอาความกันจริงๆ มันคือปัญหาเรื่องจริยธรรมและระเบียบวินัย ซึ่งต้องได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาด”
“ท่านหัวหน้าคะ เรากำลังจะแต่งงานกันแล้วค่ะ”
“รายงานขออนุมัติแต่งงานส่งหรือยัง? องค์กรพิจารณาเห็นชอบแล้วหรือ?”
“คือ... ฉันตั้งใจจะส่งให้ท่านในอีกสองวันนี้แหละค่ะ แต่พอดีคนรักของฉันป่วยเสียก่อน ตอนนี้ยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เลยยังไม่มีเวลาจัดการค่ะ”
“หึ อย่ามาอ้างเสียให้ยาก รีบส่งรายงานขออนุมัติแต่งงานมาให้เร็วที่สุด เพื่อให้องค์กรตรวจสอบประวัติเสีย”
“รับทราบค่ะ”
“ฉันจะคอยดูอยู่ อย่าคิดจะตุกติกเชียวนะ”
“ท่านหัวหน้าคะ ฉันจะจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังแน่นอนค่ะ”
แม้จะรับปากออกไปเช่นนั้น แต่ในใจของชีหมิงเยว่กลับรู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก
เพราะเรื่องนี้... ชีหมิงเยว่ยังไม่ได้ตกลงกับหม่าหลงเลยสักคำ แล้วถ้าเกิดเขาไม่ยอมแต่งขึ้นมาล่ะ เธอจะทำอย่างไร?