บทที่ 48 ในวันที่ฉันรักเธอ แต่เธอนั้นไร้ใจ
บทที่ 48 ในวันที่ฉันรักเธอ แต่เธอนั้นไร้ใจ
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องพักฟื้น ผู้พันหวังเจี้ยนจวิน ผู้บังคับการกรมที่ 3 กำลังมองหม่าหลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“เมื่อคืนคุณอยู่กับสหายชีหมิงเยว่หรือ? แล้วแผลนี่ก็ฝีมือเธอด้วยใช่ไหม?”
หม่าหลงขบกรามแน่น ใบหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย
เรื่องนี้น่าขายหน้าเกินไป เขาลำบากใจจะพูดถึงจริงๆ
เขาครุ่นคิดกลับไปกลับมา เห็นว่าควรให้ชีหมิงเยว่เป็นคนรับผิดแทนจะเหมาะสมที่สุด
จะให้บอกได้อย่างไรว่าถูกชีชีถีบมา? หากผู้พันหวังถามต่อว่า แล้วทำไมแม่สาวนั่นถึงต้องถีบคุณ? เขาจะเอาคำตอบมาจากไหนล่ะ?
หากเรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนถึงหน้าฉาก ด้วยท่าทีที่ชีชีมีต่อเขา ชีชีต้องบอกว่าเขาจงใจลวนลามเธอแน่
ในฐานะนายทหาร การลวนลามภรรยาของสหายร่วมรบถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องขึ้นศาลทหาร
หากเดินไปถึงจุดนั้น สิ่งที่หม่าหลงพากเพียรสั่งสมมาทั้งหมดคงต้องพังทลายกลายเป็นศูนย์
อย่างไรเสียชีชีก็แต่งงานไปแล้ว เธอก็ไม่น่าจะขัดข้องอะไรหากเขาจะรับภรรยาเข้ามาสักคน
ขอแค่ภายหน้าเขาปรนนิบัติต่อเธอให้ดีขึ้นอีกร้อยเท่าพันเท่า ความสัมพันธ์ย่อมกลับมาแน่นแฟ้นดุจเดียวกับรักในชาติภพก่อน
เมื่อคิดตกเช่นนั้น หม่าหลงก็ลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ตอนที่อยู่กองผลิต สหายชีหมิงเยว่ดูแลครอบครัวของผมอย่างดีมาก เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ ไม่ว่าเธอจะร้องขออะไร ผมย่อมยินดีทำให้ทุกอย่างครับ”
“เหลวไหลสิ้นดี! จะทำอะไร... ไม่รู้จักระมัดระวังตัวบ้างหรือ?” ผู้พันหวังมองเขาด้วยสายตาตำหนิปนระอา ก่อนจะถอนหายใจออกมา “รีบส่งรายงานขออนุมัติแต่งงานขึ้นมาเสีย”
“รับทราบครับ!”
และแล้ว ทั้งหม่าหลงและชีหมิงเยว่ต่างก็ยื่นรายงานขออนุมัติแต่งงาน โดยที่ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเดินออกจากห้องทำงานของผู้พัน ชีหมิงเยว่ก็เดินมุ่งหน้าไปหาหม่าหลงที่โรงพยาบาลด้วยใจที่เต้นระทึก ในหัวพยายามคิดหาเหตุผลร้อยแปดเพื่อโน้มน้าวให้เขายอมแต่งงานกับหล่อน
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูโรงพยาบาล สายตาของแทบทุกคนก็พุ่งเป้ามาที่หญิงสาวเป็นจุดเดียว
ขณะนี้ชีหมิงเยว่ได้เปลี่ยนกลับมาสวมเสื้อผ้าของตัวเองแล้ว ทั้งยังพันผ้าพันคอเพื่อปกปิดร่องรอยที่ไม่พึงประสงค์เอาไว้อย่างมิดชิด
ตามหลักแล้ว เธอไม่น่าจะตกเป็นเป้าสายตาได้ขนาดนี้นี่นา
แต่เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ค้ำคอ ชีหมิงเยว่จึงรู้สึกราวกับความลับของเธอถูกผู้คนล่วงรู้หมดแล้ว หญิงสาวได้แต่ขยับผ้าพันคอให้กระชับขึ้นอย่างเกร็งๆ พลางก้าวเดินอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางขัดเขิน
ในใจก็ได้แต่ก่นด่า “ทางเดินโรงพยาบาลเฮงซวยนี่ ทำไมมันถึงยาวนักนะ”
“นั่นคือแม่หนูคนที่ขย่มจนไอ้นั่นของผู้ชายหักเหรอ? ดูท่าทางกร้านโลกไม่ใช่เล่นเลยนะ”
“จุ๊ๆๆ ขนาดผู้บังคับกองพันหม่าที่ร่างกายกำยำขนาดนั้นยังถูกหล่อนทำซะจนต้องหามส่งโรงพยาบาล คิดดูสิว่าหล่อนจะดุดันขนาดไหน”
“ผู้หญิงแบบนี้มันนางจิ้งจอกจำแลงชัดๆ เกิดมาเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อผู้ชาย ใครได้ไปล่ะก็ซวยแน่”
“อย่างตาเฒ่าหลี่บ้านเธอเนี่ย เจอหล่อนเข้าไปทีเดียว มีหวังพิการไปตลอดชาติแน่”
“แล้วตาเฒ่าเกาบ้านเธอล่ะ จะทนได้สักกี่น้ำ?”
บทสนทนาเริ่มออกทะเลไปไกลโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
แม้คนเหล่านั้นจะกดเสียงต่ำ แต่คำพูดพวกนั้นกลับลอดเข้าหูของชีหมิงเยว่ไปครบทุกถ้อยคำ
เดิมทีเธอตั้งใจจะทำเป็นไม่ใส่ใจ และไม่ยอมรับว่าคนในบทสนทนาคือตัวเอง
แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ผู้บังคับกองพันหม่า’ ชีหมิงเยว่ก็ถึงกับหน้าถอดสี
“เขาน่าจะไข้สูงเพราะพิษไข้หวัดไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงกลายเป็นบาดเจ็บตรงนั้นไปได้? แล้วถ้าเกิดมันใช้การไม่ได้ขึ้นมาล่ะ? จะทำยังไง? ยังไม่ทันแต่งงานก็ต้องกลายเป็นม่ายผัวเป็นๆ เลยงั้นเหรอ?”
คำถามที่ทิ่มแทงวิญญาณทีละประโยค ทำให้ชีหมิงเยว่ที่เดินมาถึงหน้าห้องพักของหม่าหลงต้องหักเลี้ยวไปยังห้องทำงานของนายแพทย์เจ้าของไข้ทันที
“สวัสดีค่ะคุณหมอ ฉันเป็นคนรักของผู้บังคับกองพันหม่า อยากจะมาสอบถามอาการของเขาว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ?”
คุณหมอมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง “เขาเจ็บหนักเอาการนะ ต้องพักรักษาตัวอีกสักระยะถึงจะหายเป็นปกติ”
“คุณหมอหมายความว่ารักษาหายใช่ไหมคะ? จะไม่มีผลกระทบต่อ... ต่อการใช้งานใช่ไหมคะ?”
ประโยคหลังชีหมิงเยว่พูดไม่ออก เพราะอย่างไรเสียในชาตินี้เธอก็ยังเป็นสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานนะ
เรื่องพรรค์นั้นเธอเพิ่งเคยผ่านมันมาแค่ครั้งเดียว จะให้ถามออกไปตรงๆ ก็อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“ขอเพียงตั้งใจรักษาตัว ไม่ทำเรื่องเหลวไหลพิเรนทร์ ก็น่าจะไม่ส่งผลต่อชีวิตหลังแต่งงานครับ” คุณหมอมองชีหมิงเยว่ด้วยสายตาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ราวกับจะชี้ชัดว่าคนที่ทำเรื่อง ‘เหลวไหล’ ก็คือเธอนั่นเอง “ผมเข้าใจว่าคนหนุ่มคนสาวไฟมันแรง แต่ก็ควรจะรู้จักบันยะบันยังบ้างนะ ถ้าขืนยังทำอะไรบ้าระห่ำแบบนั้นอีก คนที่จะต้องเสียใจก็คือคุณนั่นแหละ”
ชีหมิงเยว่หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ทว่าเรื่องนี้เธอกลับอธิบายอะไรไม่ได้เลย
ในเมื่อทุกคนพูดตรงกันหมด แม้แต่ชีหมิงเยว่เองก็เริ่มสับสน “หรือจะเป็นฝีมือฉันจริงๆ? แต่จะเป็นไปได้ยังไงกัน?”
หลังจากรวบรวมความกล้าและจัดระเบียบความคิดอยู่นาน ชีหมิงเยว่จึงผลักประตูห้องพักเข้าไป “พี่หม่าหลง ดีขึ้นบ้างหรือยังคะ?”
หม่าหลงปรายตามองหล่อนด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะเบือนหน้าหนี ในใจเขานั้นไม่อยากแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่ในเมื่อสถานการณ์บีบบังคับ เขาจึงจำต้องยอมจำนน
“พี่หม่าหลง ฉันขอโทษนะคะ ตอนนั้นพี่ไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลด ฉันกลัวว่าพี่จะเป็นอะไรไปก็เลยส่งโรงพยาบาล ฉันไม่ได้ตั้งใจจะ...”
ชีหมิงเยว่เตรียมบทพูดมาตลอดทาง แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับพูดไม่ออก
ชีหมิงเยว่รู้ดีว่าหม่าหลงเป็นคนเด็ดขาดและโหดเหี้ยม หากเธอกล้าเอาเรื่องนี้มาข่มขู่เขา ต่อให้ได้แต่งงานกันไป เธอก็คงไม่มีวันได้พบกับความสุข
และสิ่งที่ชีหมิงเยว่เคยใช้เป็นที่พึ่งพิงอย่างพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณก็ไม่มีอีกแล้ว
ชีเจี้ยนกั๋วกับเหมียวหงแม้จะรักชีหมิงเยว่มาก แต่พวกเขาก็เป็นเพียงคนงานธรรมดาในโรงงานรีดเหล็ก แถมยังถูกเธอสูบเงินจนเกลี้ยงกระเป๋าไปแล้ว ย่อมหวังพึ่งพาอะไรไม่ได้
หม่าหลงคือที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่เธอต้องเกาะไว้ให้มั่น ต่อให้ตายก็ไม่มีวันปล่อยมือแน่
หม่าหลงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด “คุณอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
“ฉัน...” ชีหมิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดออกไป “เราแต่งงานกันได้ไหมคะ? ตอนนี้เรื่องของเราลือกันไปทั่วแล้ว ฉัน...”
ชีหมิงเยว่ยืนก้มหน้านิ่งเหมือนนักเรียนที่ทำความผิด สองมือบิดชายเสื้อไปมาพลางยืนตัวลีบอยู่ตรงประตูห้อง
ท่าทางเช่นนั้นดูบอบบางน่าสงสารน่าเวทนาจับใจ
ทว่าหม่าหลงกลับไม่ได้ชายตามามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว
ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่ภาพของชีชี กลิ่นหอมจางๆ ที่ได้สัมผัสยามเข้าใกล้หญิงสาวยังคงวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูกไม่จางหาย
เขาไม่ยินยอมพร้อมใจเลย ทำไมโชคชะตาในชาตินี้ถึงไม่เข้าข้างเขาบ้าง?
ภรรยาที่ดีพร้อมกลับถูกลู่เหย่ชิงตัวไปเสียได้ ส่วนเขากลับต้องมาคว้าเอาผู้หญิงร่านรักอย่างชีหมิงเยว่มาเป็นตัวสำรองแทน
ยิ่งคิดในใจก็ยิ่งเดือดดาล สายตาที่มองชีหมิงเยว่จึงเต็มไปด้วยความรังเกียจชิงชังมากยิ่งขึ้น
แต่ถึงจะรังเกียจเพียงใด เขาก็ต้องผ่านพ้นวิกฤตตรงนี้ไปให้ได้ก่อน
เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญใจว่า “งั้นก็แต่งๆ ไปเถอะ รอให้รายงานอนุมัติลงมาเมื่อไรค่อยไปจดทะเบียนกัน”
ชีหมิงเยว่ดีใจจนเนื้อเต้น เธอเดิมพันถูกทางแล้ว “พี่... พี่ตกลงแล้วเหรอคะ?”
หม่าหลงขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “มาเยี่ยมคนป่วยแต่มือเปล่าอย่างนั้นเหรอ? ข้าวปลาไม่มีให้กิน อย่างน้อยก็น่าจะมีน้ำร้อนสักแก้วไหม?”
“คะ? อ้อ... ค่ะๆ ฉันจะไปเอาน้ำมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ”
เวลานี้ไม่ใช่เวลาอาหาร โรงอาหารยังไม่เปิด ชีหมิงเยว่จึงหาของกินไม่ได้เลย
ตัวเธอเองก็หิวจนหน้ามืดตาลายไปหมด จึงไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้
ทว่าในยุคสมัยนี้ การเข้าโรงพยาบาลต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้มาเอง ภายในห้องพักฟื้นไม่มีแม้แต่กระติกน้ำร้อน ยิ่งแก้วน้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ชีหมิงเยว่ฝืนเดินด้วยเรี่ยวแรงที่ริบหรี่กลับไปที่หอพัก คว้าเอาขนมเค้กครึ่งชั่งกับผงนมมอลต์สกัดอีกครึ่งกระป๋องที่เคยเก็บสะสมไว้
เดิมทีเธอตั้งใจจะหยิบกระติกน้ำร้อนกับกะละมังล้างหน้าของตัวเองมาด้วย แต่ก็เกรงว่าหม่าหลงจะนึกรังเกียจ
โชคดีที่กุญแจบ้านของหม่าหลงยังอยู่ที่ชีหมิงเยว่ หญิงสาวจึงรีบวิ่งแจ้นไปที่บ้านของเขา
เธอรวบเอาแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน ใส่ลงในถุงตาข่ายจนครบ แล้วรีบหิ้วกลับมาที่โรงพยาบาล
หม่าหลงนั่งจิบนมมอลต์พลางกินขนมเค้ก แต่ใบหน้ายังคงบึ้งตึงไม่เปลี่ยน
ส่วนชีหมิงเยว่ได้แต่ยืนลอบกลืนน้ำลายอยู่ข้างๆ เธอไม่ได้มีอาหารตกถึงท้องมาวันกว่าแล้ว ช่างเป็นความหิวที่ทรมานเหลือเกิน