บทที่ 49 เธอมีเชือกถักสีแดง
บทที่ 49 เธอมีเชือกถักสีแดง
กว่าจะทนรอจนถึงเวลาเที่ยงวันได้ ชีหมิงเยว่ก็แทบจะพุ่งตัวไปยังโรงอาหารทันที
เธอไม่สนใจสายตาแปลกประหลาดของคนรอบข้าง จัดการสั่งอาหารคาวมาจนครบทุกอย่าง ทั้งหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง น้ำแกงปลาจิ้วฮื้อใส่เต้าหู้ ผักกาดขาวตุ๋นเนื้อ และยังสั่งวอโถว (หมั่นโถวแป้งข้าวโพด) มาอีกสิบลูก
ความจริงเธออยากกินหมั่นโถวแป้งขาว แต่ในโรงอาหารของโรงพยาบาลกลับไม่มีขาย
หม่าหลงมองดูอาหารที่อีกฝ่ายซื้อกลับมาแล้ว ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ทว่าในขณะที่วอโถวในมือของเขาเพิ่งจะถูกกัดไปได้เพียงคำเดียว ชีหมิงเยว่ก็จัดการกวาดลงท้องไปแล้วสองลูก แม้แต่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงก็ถูกกำจัดไปกว่าครึ่งจาน
ความพึงพอใจเพียงน้อยนิดเมื่อครู่พลันมลายหายไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงความรังเกียจชิงชัง “คุณเป็นผีตายอดตายอยากมาเกิดหรือไง?”
ชีหมิงเยว่ยังเคี้ยววอโถวไม่ทันหมดปาก เธอกล่าวเสียงอู้อี้ว่า “ตั้งแต่คืนวานซืนจนถึงตอนนี้ ฉันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่คะ”
มุมปากของหม่าหลงกระตุกวูบ เรื่องนี้ต้องโทษเขาที่โยนเธอไว้ที่บ้านแล้วไม่ไยดี
เด็กสาวคนนี้ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าจะสวมใส่ จึงไม่สามารถก้าวเท้าออกจากบ้านได้เลย
ที่บ้านไม่มีข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียว เธอจะไปมีอะไรกินได้อย่างไร
ทว่าหม่าหลงกลับไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ในเมื่อชีหมิงเยว่กล้ายั่วยวนคนอื่น ก็ควรนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา สมควรแล้ว
เขาจึงตวาดออกไปอย่างเกรี้ยวกราด “กินให้มันช้าๆ หน่อย เดี๋ยวก็สำลักตายหรอก”
“อื้อ...”
วอโถวนั้นแห้งเกินไป ประกอบกับชีหมิงเยว่พูดด้วยความประหม่า เธอจึงสำลักเข้าจริงๆ
ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ดวงตาเหลือกลอยจนแทบไม่เห็นตาดำ
หม่าหลงถลึงตาใส่เธอด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างแรง
วอโถวที่ติดคออยู่จึงพุ่งกระเด็นออกมาทันเวลาพอดี แต่ชีหมิงเยว่ก็ถูกฝ่ามือนั้นฟาดจนรู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง
กระนั้นเธอก็ยังฝืนยิ้มประจบประแจง “ขอบคุณค่ะ คุณช่วยชีวิตฉันไว้แท้ๆ”
“หึ!”
หม่าหลงแค่นเสียงเย็นชา ในเมื่อเป็นบุญคุณช่วยชีวิต ก็จงยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ใช้งานไปตลอดชีวิตเถอะ
เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวของทั้งคู่โด่งดังไปทั่วจนแทบจะรู้กันทั้งเขตทหาร ส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรง
เพื่อยุติเรื่องราวนี้ รายงานขออนุมัติแต่งงานจึงได้รับการอนุมัติภายในบ่ายวันนั้นทันที
ชีหมิงเยว่เข็นรถเข็นพาหม่าหลงไปจดทะเบียนสมรส ถือว่าการแต่งงานครั้งนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์
ไม่มีพิธีวิวาห์ แม้แต่ลูกอมมงคล (ตามธรรมเนียมจีน เวลาคนจะแต่งงานกัน แม้จะไม่ได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต แต่อย่างน้อยที่สุดต้องซื้อลูกอมมาแจกเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือญาติมิตร เพื่อเป็นการแจ้งข่าวและแบ่งปันความสุข) สักเม็ดก็ไม่ได้ซื้อ
ในใจของชีหมิงเยว่เปี่ยมไปด้วยความคับข้องใจแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก
ทำได้เพียงปลอบใจตัวเองว่า ในอนาคตเมื่อได้เป็นภรรยาผู้บัญชาการกองพลแล้ว อยากได้อะไรย่อมต้องได้สิ่งนั้น
ลู่เหย่อยู่แต่ในบ้านมานานจนรู้สึกเหมือนจะมีเห็ดงอกตามตัว
ชีชีรู้ดีว่าเขาเบื่อ จึงซื้ออาหารมาตุนไว้ให้เพียงพอสำหรับหลายวันแล้วไม่ออกไปไหนอีก
ทุกวันที่เธอไปทำงานในทุ่งนา ลู่เหย่จะค้ำไม้เท้าเดินตามหลังไปติดๆ
เดี๋ยวก็ส่งน้ำให้ เดี๋ยวก็ช่วยเช็ดเหงื่อ ดูท่าทางจะยุ่งยิ่งกว่าเธอเสียอีก
หลี่ต้าเฉียงเดินทางมาถึงอย่างกะทันหัน เขาเรียกลู่เหย่ไปกระซิบกระซาบอยู่นาน สองสายตาคอยชำเลืองมองมาทางเธอเป็นระยะ
ราวกับว่ากำลังลอบวางแผนลับบางอย่างที่ไม่ต้องการให้เธอรับรู้
ดวงตาของลู่เหย่ฉายแววตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด ทว่าเมื่อหันกลับมามองชีชี แสงในดวงตาคู่นั้นกลับดับวูบลง และเจือไปด้วยความรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“ชีชี ผมต้องออกไปข้างนอกสักสองสามวันนะ”
“ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมของกินกับเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนไว้ให้”
ชีชีนึกว่าเขาต้องไปปฏิบัติภารกิจจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก
และไม่ได้สังเกตเลยว่าคำเรียกขานที่เขาใช้เรียกเธอ เปลี่ยนจาก ‘ภรรยาครับ’ มาเป็น ‘ชีชี’ เสียแล้ว
“ไม่ต้องหรอก มันกะทันหันมาก ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย” แววตาของลู่เหย่สั่นไหว เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชีชี
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะ”
“อืม”
ลู่เหย่รีบขึ้นรถของหลี่ต้าเฉียงแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงตลบอบอวล
ชีชีมองตามท้ายรถที่หายลับไปในม่านฝุ่น พลางรู้สึกว่าลู่เหย่ดูผิดปกติไปอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาคิดลึกซึ้ง
ระหว่างทาง หลี่ต้าเฉียงขับรถไปพลางลอบมองลู่เหย่ไปพลาง
ลู่เหย่นั่งหน้าเคร่งขรึม ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
หลี่ต้าเฉียงรวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะเอ่ยถามออกไป “ถ้าเจอตัวคนแล้ว นายตั้งใจจะทำยังไง? แล้วพี่สะใภ้น้อยล่ะ...”
ลู่เหย่นวดคลึงหว่างคิ้วด้วยความหงุดหงิด “หาให้เจอก่อนค่อยว่ากัน”
“ไม่ใช่สิ ตอนนี้คือนายแต่งงานแล้วนะ พี่สะใภ้น้อยก็เป็นคนดีขนาดนั้น นายคงไม่คิดจะทอดทิ้งเธออย่างไม่ไยดีหรอกนะ?
“หุบปาก แล้วตั้งใจขับรถไป”
ทั้งคู่เดินทางไปหาผู้พันหลี่เพื่อขอหนังสือรับรอง จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังสถานีรถไฟทันที
สามวันต่อมา ลู่เหย่และหลี่ต้าเฉียงก็มาถึงหมู่บ้านต้าวานในที่สุด
หลายปีมานี้ เพื่อตามหาเด็กสาวที่ใช้เชือกถักสีแดงคนนั้น ลู่เหย่มาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็ต้องกลับไปพร้อมความผิดหวัง
หวังว่าครั้งนี้จะมีข่าวดี
ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้ากองผลิต และเสมียนของกองผลิต ต่างมารอรับพวกเขาที่ทางเข้าหมู่บ้าน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
หัวหน้ากองผลิตรีบเดินเข้ามาจับมือกับลู่เหย่อย่างกระตือรือร้น “สหายลู่ สบายดีไหม อิงจื่อกับแม่ของเธอรออยู่ที่สำนักงานกองผลิตแล้ว ผมจะพาพวกคุณไปเดี๋ยวนี้ครับ”
“ขอบคุณครับหัวหน้า”
เมื่อกลุ่มคนมาถึงสำนักงานกองผลิต ก็เห็นผู้หญิงผอมแห้งคนหนึ่งนั่งแคะฟันอยู่บนม้านั่ง ข้างกายเธอมีเด็กสาวท่าทางประหม่าขี้ขลาดคนหนึ่งยืนอยู่ ผมเปียทั้งสองข้างผูกไว้ด้วยเชือกถักสีแดง
“สหายลู่ นี่คืออิงจื่อกับแม่ของเธอครับ”
ลู่เหย่ยังไม่ทันจะได้ยืนให้มั่นคง แม่ของอิงจื่อก็ชิงเปิดปากก่อน “คุณคือคนที่ลูกสาวฉันช่วยไว้ใช่ไหม? บุญคุณช่วยชีวิตไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ คุณจะมาลืมบุญคุณคนไม่ได้เด็ดขาด”
เธอเริ่มต้นด้วยการชิงลงมือก่อน ใช้ศีลธรรมเข้ากดดันอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เหย่ลอบเหยียดหยามอยู่ในใจ แต่ใบหน้ายังคงเคร่งขรึมขณะจ้องมองอิงจื่อ “สาวน้อย ตอบคำถามผมสองสามข้อหน่อยสิ เพื่อจะได้ยืนยันว่าคนที่ช่วยผมในตอนนั้นคือเธอจริงๆ หรือเปล่า”
“บุญคุณช่วยชีวิตจะมีปลอมได้ยังไง? หรือคุณไม่อยากจะทดแทนบุญคุณกันแน่?”
แม่ของอิงจื่อลุกพรวดจากเก้าอี้ ชี้นิ้วใส่หน้าลู่เหย่
ท่าทางนั้นดูราวกับว่าลู่เหย่ได้ไปทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าที่ฟ้าดินไม่ให้อภัยมาอย่างนั้นแหละ
ใบหน้าของลู่เหย่เครียดขรึมจนเขียวคล้ำ นึกอยากจะหันหลังเดินจากไปเสียเดี๋ยวนี้
หัวหน้ากองผลิตเห็นบรรยากาศเริ่มไม่สู้ดีจึงรีบตะโกนห้าม “แม่ของอิงจื่อ ไปยืนข้างๆ โน่นเลย สหายลู่เขาแค่จะถามคำถามอิงจื่อ เรื่องช่วยชีวิตเรื่องใหญ่นะ จะฟังความข้างเดียวได้ยังไง? เขาก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนสิ”
เมื่อหัวหน้ากองผลิตออกโรง ความพยศของแม่ของอิงจื่อก็มอดดับลงทันที เธอยืนตัวลีบถอยกรูดไปอยู่ด้านข้าง
อิงจื่อเอาแต่ก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา ลู่เหย่จึงมองเห็นหน้าตาของเธอไม่ชัดเจนนัก
เพื่อให้เด็กสาวไม่ตกใจ ลู่เหย่จึงพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “เธอช่วยผมไว้ที่ไหน?”
“ขะ... เขาทางทิศเหนือค่ะ”
“ส่วนไหนของเขาทางทิศเหนือ?”
อิงจื่อมีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด เธอหันไปมองแม่ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ
แม่ของอิงจื่อถลึงตาใส่ลูกสาวอย่างขัดใจ “เขาถามก็ตอบไปสิ มองหน้าฉันทำไม?”
อิงจื่อสะดุ้งตัวสั่น ตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “จะ...จำไม่ได้แล้วค่ะ”
แววตาของลู่เหย่เริ่มหม่นแสงลง “เธอยังจำได้ไหมว่าตอนนั้นมีคนอื่นอยู่กับผมหรือเปล่า?”
“มะ...ไม่มีค่ะ มีแค่คุณคนเดียว”
“แล้วตอนนั้นเธอทำอะไรบ้าง?”
“ฉัน... ฉันเอาน้ำให้คุณดื่ม แล้วก็ทิ้งวอโถวไว้ให้สองลูกค่ะ”
“ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้วเหรอ?”
“มะ... ไม่มีแล้วค่ะ”
ใบหน้าของลู่เหย่ยิ่งทะมึนลงกว่าเดิม “คนที่ช่วยผมในตอนนั้นไม่ใช่เธอ”
อิงจื่อก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ สีหน้าดูหวาดวิตกยิ่งกว่าเดิม
แม่ของอิงจื่อพุ่งพรวดออกมาแผดเสียงลั่น “ทำไมจะไม่ใช่ลูกสาวฉันล่ะ? เธอพูดตรงไหนที่มันไม่ถูก?”
“นอกจากเรื่องวอโถวแล้ว ที่เหลือไม่ถูกเลยสักอย่าง”
“เป็นไปไม่ได้ คุณมันก็แค่...”
“การแอบอ้างความดีความชอบทางทหารมีโทษหนักนะ อยากไปนอนในคุกหรือไง?” ลู่เหย่ขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
พอได้ยินว่าจะต้องเข้าคุก แม่ของอิงจื่อก็หน้าถอดสีและสงบเสงี่ยมลงทันควัน
ลู่เหย่เห็นว่าเธอเลิกก่อกวนแล้ว จึงปรับน้ำเสียงให้เบาลงเอ่ยถามอิงจื่อว่า “เธอรู้อะไรบางอย่างใช่ไหม? ขอแค่ข้อมูลที่เธอบอกเป็นความจริงและเชื่อถือได้ ผมจะตบรางวัลให้อย่างงามเหมือนกัน”
อิงจื่ออ้าปากจะพูด แต่กลับถูกแม่กระชากไปไว้ข้างหลัง “พวกเราไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ ก็แค่ได้ยินหัวหน้ากองผลิตบอกว่าใครมีเชือกถักสีแดงมาหาแล้วจะมีรางวัล ก็เลยมาน่ะ”
ลู่เหย่รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
เมื่ออิงจื่อถูกแม่ลากตัวออกจากสำนักงานกองผลิตไปแล้ว เธอจึงเอ่ยถามเสียงเบาหวิว “แม่ ทำไมแม่ไม่บอกเขาล่ะ ว่าคนที่ช่วยเขาไว้จริงๆ น่ะ คือยัยหนูชี?”