LNCrawler

บทที่ 52 ยอมสู้ตาย

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 52 ยอมสู้ตาย

        เมื่อกลับถึงบ้าน ชีชีเห็นว่าเป้ของลู่เหย่ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เธอจึงล้างมือและลงมือนวดแป้งเพื่อทอดแผ่นแป้งใส่ไข่ให้เขา

       แป้งชนิดนี้ไม่ต้องนวดจนเหนียว เพียงตอกไข่ใส่ผสมกับแป้งสาลีแล้วคนให้เข้ากัน เติมน้ำลงไปเล็กน้อยจนกลายเป็นเนื้อเนียนละเอียดก็ใช้ได้แล้ว

       เพื่อให้แผ่นแป้งนุ่มฟูยิ่งขึ้น ชีชีแอบหยิบน้ำนมออกมาจากพื้นที่มิติ และน้ำในโอ่งที่บ้านเธอก็เปลี่ยนเป็นน้ำพุวิญญาณไว้นานแล้ว

       ด้วยส่วนผสมพิเศษเหล่านี้ แผ่นแป้งทอดไม่เพียงแต่นุ่มเด้งสู้ลิ้น แต่ต่อให้วางทิ้งไว้สองสามวันก็ไม่มีทางแข็งกระด้าง

       นอกจากแผ่นแป้งทอดใส่ไข่แล้ว ชีชียังเตรียมซอสหมูใส่เห็ดหอมบรรจุขวดและผักกาดดองทำเองให้เขาติดตัวไปด้วย

       ในช่วงที่อากาศร้อนเช่นนี้ การเตรียมอาหารให้เพียงพอสำหรับสิบกว่าวันนั้นไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก แต่ปริมาณเท่านี้ก็เพียงพอให้เขาอิ่มท้องไปได้สามถึงสี่วันแรก

       ลู่เหย่บรรจุกล่องอาหารลงในกระเป๋าสะพายอย่างทะนุถนอม แววตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขจนแทบจะคลั่ง

       “ภรรยาครับ รอผมกลับมานะ ผมจะเอาเหรียญกล้าหาญมาฝากคุณให้ได้”

       “เหรียญกล้าหาญน่ะไม่สำคัญหรอกค่ะ คุณต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้ได้รับบาดเจ็บนะ”

       “รับทราบครับ”

       ลู่เหย่ประคองใบหน้าเล็กๆ ของชีชีขึ้นมาแล้วจุมพิตอย่างหนักแน่นหนึ่งที

       เขาหมุนตัวกลับและสาวเท้าก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

       เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง ด้วยเกรงว่าหากสบตาเธออีกเพียงนิด เขาคงต้องยอมลาออกจากกองทัพเสียตรงนี้

       เขาคือเด็กกำพร้าตัวคนเดียว ไม่มีเบื้องหลังให้พึ่งพิง

       หากอยากให้ชีชีมีชีวิตที่ดี ลู่เหย่ก็มีเพียงชีวิตนี้เท่านั้นที่ต้องใช้เข้าแลก

       ต้องสร้างผลงานให้มากขึ้น ไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้น เพื่อยืนบนจุดที่สูงพอจะปกป้องภรรยาตัวน้อยของเขาได้อย่างแท้จริง

       เมื่อลู่เหย่จากบ้านไป ชีชีก็รู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย

       ท่านผู้เฒ่าไป๋รักษาคำพูดจริงๆ เช้าวันต่อมาเขาก็ส่งเครื่องเก็บเกี่ยวมาให้ตามสัญญา

       ในยุคสมัยนี้ แม้ประเทศจะเริ่มผลิตเครื่องเก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่ยังคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าเป็นหลัก

       อีกทั้งวัตถุดิบยังขาดแคลน จึงไม่สามารถแพร่หลายไปสู่เกษตรกรส่วนใหญ่ได้

       ชาวนาส่วนมากยังต้องใช้เคียวเกี่ยวข้าวด้วยแรงกาย ดังนั้นทุกครั้งที่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว จึงเป็นช่วงเวลาที่ชาวนาต้องตรากตรำและเหนื่อยยากที่สุด

       ทว่าเครื่องเก็บเกี่ยวที่ชีชีนำมาปรับปรุงใหม่นี้ มีความกว้างถึง 3.6 - 5.3 เมตร อัตราการป้อนสูงถึง 5-7 กิโลกรัมต่อวินาที กำลังเครื่องยนต์แรงถึง 92 -117 กิโลวัตต์ ใช้ระบบนวดแบบลูกกลิ้งไหลตามแนวขวาง มีอุปกรณ์ทำความสะอาดแบบตะแกรงลม ติดตั้งระบบตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ ตะแกรงหมุนของหม้อน้ำ และระบบไฮดรอลิกปรับความเร็วรอบลูกกลิ้งแบบไร้ขั้น

       มันสามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งข้าวสาลี ข้าวเจ้า ถั่วเหลือง และข้าวโพด

       สมรรถนะของมันเหนือกว่าเครื่องเก็บเกี่ยวที่ทันสมัยที่สุดในประเทศ ณ เวลานี้ไปไกลลิบ

       ชีชีถูมือเล็กๆ ของตนเองด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะขึ้นไปนั่งในห้องคนขับและเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง

       สายลมพัดผ่านนวลแก้ม แม้แต่เสียงเครื่องยนต์ที่ดัง ‘ตึก ตึก ตึก’ ก็ยังฟังดูรื่นหูอย่างประหลาด

       งานที่คาดการณ์ไว้ว่าต้องใช้เวลาทั้งวัน กลับเสร็จสิ้นลงในเวลาเพียงครึ่งวันกว่าๆ เท่านั้น

       “ไอ้หยา สหายเสี่ยวชี คุณได้สร้างคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับการพัฒนาการเกษตรของประเทศเราจริงๆ!”

       ผลลัพธ์ในวันนี้ทำเอาท่านผู้เฒ่าไป๋ตื้นตันจนน้ำตารื้น เขาจับมือชีชีเขย่าอย่างแรงด้วยความดีใจจนแทบไม่ยอมปล่อย

       “ทั้งหมดก็เพื่อรับใช้ประชาชนค่ะ”

       ชีชีรีบดึงมือกลับก่อนที่ร่างจะหลุดเป็นชิ้นๆ จากแรงเขย่า

       “สหายเสี่ยวชี คุณไม่ลองพิจารณาเรื่องไปทำงานที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรดูจริงๆ หรือ?”

       บอกตามตรงว่าชีชีเริ่มลังเล

       การไปทำงานที่นั่นไม่เพียงแต่จะมีรายได้ที่มั่นคง แต่ยังช่วยรักษาระยะห่างระหว่างเธอกับลู่เหย่ได้ด้วย

       บางทีหากเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่มีต่อเขาก็อาจจะค่อยๆ จางลง

       และเมื่อถึงวันที่ผู้หญิงเจ้าของเชือกถักสีแดงคนนั้นปรากฏตัวขึ้น เธอจะได้เดินจากไปได้อย่างสง่าผ่าเผย

       แต่เมื่อชีชีมองไปยังบ้านหลังน้อยของตนจากระยะไกล หัวใจกลับวูบไหวด้วยความอาลัยอาวรณ์

       ในชีวิตที่แล้ว เธอเกิดมาเป็นเด็กกำพร้าตัวคนเดียว เติบโตมาในสถานรับเลี้ยงเด็ก

       แม้แม่ผู้อำนวยการจะดีกับพวกเธอมากเพียงใด แต่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับความรักจากแม่ที่แท้จริง

       เป้าหมายสูงสุดของเด็กทุกคนคือการถูกครอบครัวดีๆ รับไปเลี้ยงดู

       ส่วนเด็กที่ไม่มีใครรับเลี้ยง เมื่อเติบโตขึ้นก็ต้องออกจากสถานสงเคราะห์ไปดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง

       ที่นั่นเป็นเพียงจุดพักพิงชั่วคราว ไม่ใช่ ‘บ้าน’

       พอทะลุมิติมาที่นี่ สามีภรรยาชีเจี้ยนกั๋วก็ปฏิบัติกับเธอไม่ดี และตอนนี้ก็ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว

       ชีวิตนี้ของเธอก็ไม่ต่างอะไรกับคนตัวคนเดียว

       แต่บ้านหลังเล็กๆ นั่น คือบ้านของเธอและลู่เหย่

       แม้สถานที่จะไม่กว้างขวาง แต่มันกลับบรรจุความทรงจำไว้มากมายเหลือเกิน

       ชีชีรักและแหนหวงบ้านหลังนี้มาก

       “ท่านผู้เฒ่าไป๋คะ เรื่องนี้ฉันคงต้องขอปรึกษากับคนรักก่อนค่ะ”

       “จริงด้วยๆ ต้องปรึกษากันก่อนสิ”

       “ตอนนี้เขาออกไปปฏิบัติภารกิจค่ะ ไว้เขากลับมาเมื่อไรฉันจะลองถามดูนะคะ”

       “ดีเลยๆ ผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณนะ”

       ชีชีได้แต่ลอบถอนใจ เธอแค่รับปากว่าจะถามดู แต่ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะไปแน่ๆ

       ท่านผู้เฒ่าไป๋ช่างรวบรัดเอาความเสียจริง... เฮ้อ ช่างเถอะ ไว้ค่อยว่ากันวันหลัง

       ถั่วเหลืองที่เพิ่งเก็บเกี่ยวต้องผ่านการเก็บรักษาไประยะหนึ่งเพื่อให้เมล็ดแก่จัดและได้คุณภาพเต็มที่ก่อนจะนำไปสกัดน้ำมันหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากถั่ว

       ชีชีจึงตัดสินใจนำถั่วเหลืองที่เกี่ยวแล้วมาตากแดดไว้ที่ริมคันนา

       ผู้คนในยุคนี้ยังคงมีความซื่อสัตย์และเรียบง่าย น้อยนักที่จะมีใครแอบมาขโมยของในไร่นาของผู้อื่น

       ความจริงเธอสามารถเก็บมันเข้าพื้นที่มิติเพื่อให้มันแห้งเร็วขึ้นได้

       ทว่าชีชีตั้งใจจะเผยแพร่วิธีการเพิ่มผลผลิตนี้ออกไป เพื่อให้ชาวบ้านได้อิ่มท้องและไม่ต้องหิวโหยอีก

       ดังนั้นเธอจึงต้องปล่อยให้พืชพรรณทุกอย่างเติบโต และแปรรูปภายใต้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

       ในช่วงเวลาหลายวันที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ชีชีเริ่มสงบใจลงได้บ้าง

       หญิงสาวมีเวลามากพอที่จะทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างตนกับลู่เหย่

       แม้ชีชีจะไม่เต็มใจยอมรับนัก แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเธอมีใจให้ลู่เหย่เข้าแล้ว และอยากจะฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่ออยู่เคียงข้างเขา

       ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย แต่เธอก็ไม่อยากละทิ้งไปง่ายๆ

       เกิดมาสองชาติเพิ่งจะเคยรักใครสักคนได้ขนาดนี้

       หากยอมแพ้ง่ายๆ หญิงสาวคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเป็นแน่

       หากทั้งคู่ถูกกำหนดมาว่าไม่อาจเดินไปจนถึงปลายทางด้วยกันได้ ก็ขอให้ช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันนี้ไม่มีเรื่องให้ต้องนึกเสียใจภายหลังก็พอ

       เขากล่าวกันว่า ความรักอันลึกซึ้งนั้นมิอาจสู้การอยู่เคียงข้างกันได้ยาวนาน ในทุกๆ วันคนที่อยู่กินร่วมชายคา เผชิญความเรียบง่ายของชีวิตครองเรือนร่วมกันก็คือเธอ

       ต่อให้ลู่เหย่จะมีความผูกพันลึกซึ้งกับผู้หญิงเจ้าของเชือกถักสีแดงคนนั้นเพียงใด มันย่อมต้องถูกกัดเซาะให้เลือนหายไปตามกาลเวลาแห่งการเสาะหาและรอคอยอันไร้จุดหมาย

       แน่นอนว่า หากเธอพยายามจนสุดกำลังแล้วยังมิอาจเข้าไปนั่งในใจของลู่เหย่ได้ ชีชีก็จะไม่นึกเสียใจ

       เพราะอย่างน้อยเธอก็เคยได้ครอบครอง และเคยพยายามเพื่อมันอย่างถึงที่สุดแล้ว

       “ได้มาคือวาสนา เสียไปคือโชคชะตา”

       เมื่อคิดตกเช่นนี้ ชีชีก็รู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว

       หากไม่อาจขัดขวางไม่ให้ลู่เหย่จากไปได้ เธอก็จะทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่เขาขาดไม่ได้แทน

       หลังจากนั้น ชีชีก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลพืชผลในไร่นาพร้อมกับสรุปบทเรียนและประสบการณ์ไปด้วย

       เธอใช้น้ำพุวิญญาณรดน้ำในนา ทำให้ผลผลิตพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

       แม้น้ำพุวิญญาณจะไม่อาจนำมาใช้แพร่หลายได้ แต่ปุ๋ยเคมีสูตรผสมที่ใช้กันทั่วไปในอนาคตนั้นสามารถนำมาปรับใช้ได้!

       ดังนั้นชีชีจึงสรุปวิธีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม โดยจดบันทึกประเภทปุ๋ยที่ควรเลือกใช้ตามลักษณะของดินที่แตกต่างกันลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กอย่างละเอียด

       เธอยังไม่ทันคิดว่าจะเผยแพร่เทคโนโลยีเหล่านี้ออกไปอย่างไร ผู้พันจางจากฝ่ายพลาธิการก็มาหาถึงหน้าบ้าน

       “สหายเสี่ยวชี ผมได้ยินมาว่าถั่วเหลืองที่คุณปลูกให้ผลผลิตสูงถึงห้าร้อยชั่งต่อหมู่เลยหรือ? เรื่องจริงใช่ไหมนั่น?”

       ชีชีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมาได้ “แหะๆ ท่านทราบได้อย่างไรคะ?”

       “ฮ่าๆๆ ก็ถั่วเหลืองของคุณกองอยู่เต็มไร่นานั่นไง ถึงผมจะไม่ได้ชั่งน้ำหนักด้วยตัวเอง แต่แค่เห็นกองพะเนินขนาดนั้นก็กะประมาณได้ไม่พลาดเป้าหรอก”

       “สมกับที่เป็นผู้พันจางจริงๆ ค่ะ เก่งที่สุดเลย”

       ชีชีรีบเอ่ยชมประจบประแจงทันที

       “สหายเสี่ยวชี มีวิธีดีๆ แบบนี้ต้องแบ่งปันให้ทุกคนรู้บ้างนะ”

       “แน่นอนค่ะ ฉันกำลังคิดอยู่พอดีว่าจะไปรายงานเรื่องนี้กับใคร ท่านก็ให้เกียรติมาหาถึงที่นี่พอดีเลย”

       ชีชียื่นสมุดบันทึกเล่มเล็กของเธอให้ผู้พันจางโดยตรง

       “ในนี้คือบันทึกการทำงานตลอดช่วงเวลาการเพาะปลูกของฉันค่ะ ท่านลองดูนะคะว่าพอจะมีประโยชน์บ้างไหม?”

       ผู้พันจางเปิดอ่านผ่านๆ เพียงสองสามหน้า ดวงตาก็พลันลุกวาวราวกับได้พบสมบัติล้ำค่า “สหายเสี่ยวชี ของสิ่งนี้จะมอบให้ผมจริงๆ หรือ?”

       “แน่นอนค่ะ ก็ท่านบอกเองว่ามีวิธีดีๆ ต้องแบ่งปันกันไม่ใช่หรือคะ?”

       “ฮ่าๆๆ ดีมาก! คุณเป็นสหายที่ประเสริฐจริงๆ ผมจะเสนอชื่อขอรับรางวัลเกียรติยศให้คุณเอง!”