บทที่ 53 พี่สะใภ้ผู้รักความยุติธรรม
บทที่ 53 พี่สะใภ้ผู้รักความยุติธรรม
ชีชีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “ผู้พันจางคะ ฉันขอไม่รับความดีความชอบนี้ค่ะ”
“ทำไมล่ะ?” ผู้พันจางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้คุณไม่ต้องการเหรอ? นั่นมันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากเลยนะ?”
ชีชีลอบกลอกตาอยู่ในใจ เกียรติยศน่ะเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน
ด้วยสถานการณ์ของเธอในตอนนี้ เรียกได้ว่าแทบไม่มีความสามารถในการปกป้องตนเองเลย
การได้รับเกียรติยศมากเกินไปในช่วงเวลานี้ นอกจากจะไม่ใช่เรื่องดีแล้ว มันยังจะนำพาความยุ่งยากที่นับไม่ถ้วนมาให้เธออีกด้วย
ขอทานจะไม่ค่อยอิจฉาคนรวยที่สวมใส่เพชรนิลจินดาหรอก แต่พวกเขาจะอิจฉาเพื่อนขอทานด้วยกันที่ขอหัวมันเทศได้มากกว่าตัวเองแค่ครึ่งหัว
นี่แหละคือสันดานดิบของมนุษย์
และชีชีก็ไม่กล้าพอที่จะท้าทายธรรมชาติของมนุษย์เสียด้วย
หญิงสาวจงใจปรับแววตาให้ดูใสซื่อแกมโง่เขลา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“การรับใช้ประชาชนและการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราควรทำอยู่แล้วหรือคะ? หากมองว่าการสร้างผลงานคือเป้าหมาย เจตนาของเรื่องนี้มันก็จะดูไม่บริสุทธิ์ใจไปทันทีค่ะ”
ผู้พันจางกระตุกมุมปาก สีหน้าดูแข็งค้างไปเล็กน้อย “หะ...หึๆ คุณพูดได้ถูกต้องแล้วล่ะ”
ชีชียิ้มจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา “เรามาคุยเรื่องงานกันต่อเถอะค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
ชีชีไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลวิธีการใช้ปุ๋ยเคมีตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เธอยังเสนอให้กองทัพเริ่มทำการทดลองปลูกพืชในโรงเรือนเพาะปลูกอีกด้วย
“ข้อเสนอของคุณ ทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรกำลังเร่งศึกษาอยู่ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลย เราจะทำสำเร็จจริงๆ หรือ?”
แม้จะเพิ่งได้รู้จักกับผู้พันจางไม่นาน แต่ชีชีก็พอมองออกว่าเขาเป็นพวกหัวอนุรักษนิยม และขาดจิตวิญญาณแห่งการเสี่ยงดวง
“เอาแบบนี้ไหมคะ รอให้สภาพอากาศหนาวกว่านี้อีกนิด ฉันจะลงมือทำแปลงทดลองด้วยตัวเองก่อน หากล้มเหลวกองทัพก็ไม่ได้สูญเสียอะไร แต่ถ้าสำเร็จมันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือคะ?”
“เรื่องนี้...” ผู้พันจางลังเลเล็กน้อย “การทำแปลงทดลองมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิดนะ มันเหมือนกับหลุมที่ถมไม่เต็ม ไม่รู้ว่าต้องทุ่มเงินลงไปเท่าไร”
“ผู้พันจางวางใจเถอะค่ะ ฉันจะทำเท่าที่กำลังของตัวเองไหวแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง”
ผู้พันจางรับข้อมูลผลการทดลองปุ๋ยสูตรผสมของชีชีไปเพื่อเตรียมนำไปขยายผลต่อ
ส่วนเรื่องการปลูกพืชในโรงเรือน เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่พวกเขายังไม่กล้าลอง แล้วชีชีจะมีเงินสักเท่าไรกัน? เกรงว่าพอล้มเหลวเพียงครั้งเดียวหญิงสาวก็คงล้มเลิกไปเอง
ชีชีไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไร ชาติที่แล้วเธอเป็นถึงนักวิชาการของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ข้อมูลการทดลองต่างๆ ล้วนมีพร้อมอยู่แล้ว แค่หยิบออกมาใช้ได้ทันที
การทำแปลงทดลองก็แค่ทำให้ดูเหมือนจริง เพื่อให้เรื่องนี้มีหลักฐานอ้างอิงได้เท่านั้นเอง
หลังจากส่งผู้พันจางกลับไปได้ไม่นาน ชีหมิงเยว่ก็มาหาถึงหน้าประตูบ้าน
ในวันแต่งงาน เธอแจกขนมมงคลให้คนทั้งเขตบ้านพักทหาร แต่กลับจงใจเว้นครอบครัวของชีชีไว้เพียงบ้านเดียว
ชีชีรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้มาหา ย่อมไม่มีเรื่องดีแน่นอน
“ชีชี ต่อไปเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้วนะ มีอะไรต้องช่วยเหลือกันล่ะ”
“งั้นเธอช่วยฉันหน่อยสิ ตอนที่แม่ของเธอมาบ้านฉัน หล่อนทำลายสวนผักของฉันจนพังยับเยินไปหมด เธอช่วยปลูกให้ใหม่หน่อยเป็นไง”
“ฉันจะไปปลูกผักเป็นได้ยังไงกันล่ะ?”
“ตอนที่อยู่กองผลิตเธอไม่ทำงานเกษตรเหรอ? แล้วแต้มคะแนนงานของเธอได้มาจากไหนกันล่ะ?”
ชีหมิงเยว่ไม่เคยลงไร่ไถนาจริงๆ เลยสักวันเดียว การที่เธอลงไปทำงานชนบทก็เหมือนไปพักร้อน เพราะที่บ้านคอยส่งเงินไปให้ ไม่เคยต้องห่วงเรื่องการกินการอยู่
บวกกับเธอเป็นคนช่างประจบ จึงถูกส่งไปทำหน้าที่แค่หาหญ้าให้หมูกิน
แต่ถึงจะเป็นงานเบาๆ แบบนั้นชีหมิงเยว่ก็ไม่ยอมทำเอง แค่ให้ขนมไม่กี่ชิ้นกับพวกเด็กๆ พวกเขาก็ช่วยเธอทำงานจนเสร็จสิ้นแล้ว
“ฉันมีหน้าที่อื่นน่ะ”
ชีชีมีหรือจะไม่เข้าใจ? พลังของเงินน่ะไม่ว่ายุคสมัยไหนก็มีอิทธิพลมหาศาลเสมอ
“เธอทำงานเกษตรไม่เป็นเลยสักอย่าง งั้นที่นี่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องให้เธอช่วยแล้วล่ะ”
ชีหมิงเยว่ “...”
เธอมาเพื่อช่วยที่ไหนกัน? เธอตั้งใจจะมาหาแรงงานฟรีต่างหาก
“ยังมีธุระอะไรอีกไหม?”
ชีชีเห็นอีกฝ่ายยังไม่ยอมไป ก็เริ่มรู้สึกรำคาญ
ชีหมิงเยว่รู้สึกโกรธเคืองอยู่ในใจ แต่ก็ยังกัดฟันพูดสิ่งที่ตนเองต้องการออกมา
“บ้านเธอมีจักรเย็บผ้าไม่ใช่เหรอ? ทำเสื้อผ้าให้ฉันสักชุดสิ”
“ชีหมิงเยว่ แค่ขยับปากพูดเสื้อผ้าก็ต้องเสกขึ้นมาได้เลยหรือ? ฉันเป็นแม่เธอหรือไง? ถึงต้องมาคอยเอาใจเธอขนาดนี้?”
“ทำไมเธอเป็นคนใจแคบแบบนี้? ก็แค่เสื้อผ้าชุดเดียวเองไม่ใช่หรือไง?”
“นั่นสินะ ก็แค่เสื้อผ้าชุดเดียว ทำไมไม่เห็นเธอทำมาให้ฉันสักชุดล่ะ?”
“วันหน้าถ้าฉันมีของดีๆ ฉันไม่ลืมส่วนของเธอแน่...”
“วันหน้าเหรอ? เมื่อไรล่ะ? รอให้ผู้ชายบ้านเธอได้เป็นผู้บัญชาการกองพลก่อนหรือไง?”
ชีหมิงเยว่เชิดใบหน้าเล็กๆ ขึ้นอย่างลำพองใจทันที “หม่าหลงของฉันต้องได้เป็นผู้บัญชาการกองพลแน่นอน เธออย่าทำเป็นไม่เชื่อไปหน่อยเลย”
“เชื่อค่ะ ฉันเชื่อเหลือเกิน” ชีชียกมือขึ้นกอดอก มองอีกฝ่ายด้วยสายตาล้อเลียน “งั้นก็ให้ว่าที่ผู้บัญชาการกองพลของเธอซื้อให้สิ มาหาฉันทำไม? เงินเดือนของลู่เหย่บ้านฉันไม่ได้สูงเท่าเขาสักหน่อย”
ความอดทนของชีหมิงเยว่ดูเหมือนจะหมดลงแล้ว “อีกไม่กี่วันฉันมีงานเลี้ยงที่สำคัญมาก ต้องสวมชุดใหม่ชุดหนึ่ง เธอไปที่สหกรณ์รัฐซื้อผ้าสีเขียวทหารมาผืนหนึ่ง แล้วตัดตามขนาดตัวของฉัน ถือว่าฉันยืมเธอไปก่อน ไว้...”
“หยุดๆๆ หยุดเลย ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรเธอ ทำไมเธออยากได้อะไรแล้วฉันต้องให้ด้วย? ยังไม่ตื่นจากฝันกลางวันหรือไงเอ่ย?”
“พ่อกับแม่สั่งให้เธอคอยดูแลฉันนะ”
“เสียใจด้วยค่ะ ฉันไม่มีพ่อแม่แล้ว”
“เธอ...” ชีหมิงเยว่โกรธจนหน้ายู่ไปหมด “เธอถึงกับไม่ยอมรับพ่อแม่แล้วเหรอ เธอมันคนอกตัญญู”
“อย่ามาหาเรื่องปรักปรำฉันเสียให้ยาก วันนั้นเหมียวหงก็อยู่ที่นี่ หล่อนประกาศตัดความสัมพันธ์กับฉันต่อหน้าทุกคน มีทั้งผู้พันหลี่และตำรวจเป็นพยาน หนังสือตัดความสัมพันธ์ก็ยังอยู่ในมือฉันนี่ไง”
ชีหมิงเยว่เพิ่งจะนึกเรื่องนี้ออก เดิมทีเป็นหล่อนเองที่โทรศัพท์กลับบ้าน สั่งให้ชีเจี้ยนกั๋วเซ็นยินยอมตัดความสัมพันธ์นั่น
หล่อนถลึงตาใส่ชีชีด้วยความแค้นเคือง รู้สึกเหมือนสิ่งที่เคยกำไว้ในมือกำลังหลุดพ้นจากการควบคุมไปอย่างกะทันหัน
“ชีชี เธอคิดดูให้ดีนะ การล่วงเกินฉันไม่มีผลดีกับเธอเลยสักนิด ตอนนี้หม่าหลงของฉันมียศสูงกว่าลู่เหย่ครึ่งขั้น อีกไม่นานเขาก็จะเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตอนนั้น ถ้าเธออยากจะมาประจบสอพลอฉันละก็ มันจะไม่มีโอกาสแล้วนะ”
“ขอบใจนะจ๊ะ เชิญเธอไปพักผ่อนที่อื่นเถอะไป อย่ามาอยู่ตรงนี้เลย ฉันไม่มีเวลาว่างมานั่งเพ้อฝันถึงอนาคตกับเธอหรอก”
เนื่องจากลู่เหย่ได้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิมแล้ว บรรดาพี่สะใภ้ในเขตบ้านพักทหารจึงไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงชีชีเหมือนหลบโรคระบาดอีกต่อไป
อีกทั้งช่วงนี้ชีหมิงเยว่กำลังเป็นจุดสนใจ ทุกการเคลื่อนไหวของหล่อนล้วนอยู่ในสายตาของบรรดาพี่สะใภ้ทั้งหลาย
เมื่อเห็นหล่อนมาหาชีชี ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่ามาด้วยเรื่องอะไร
ดังนั้นแต่ละคนจึงกำเมล็ดทานตะวันมาคนละกำมือ เพื่อมาสืบหาข่าวคราวกับชีชี
“สหายเสี่ยวชี ยัยผู้หญิงแพศยาคนนั้นมาหาเธอทำไมเหรอ?”
“หล่อนบอกให้ฉันไปซื้อผ้าที่สหกรณ์รัฐมาตัดเสื้อผ้าให้หล่อนน่ะสิคะ”
“สหกรณ์ก็อยู่แค่ในตัวตำบลนี่เอง หล่อนไปเองไม่เป็นหรือไง?”
“เรื่องนั้นไม่ต้องถามเลย คงอยากได้ของฟรีน่ะสิ”
ไม่ทันที่ชีชีจะได้พูด ก็มีคนชิงตอบขึ้นมาเสียก่อน
“หล่อนเอาหน้าที่ไหนมาขอของจากเธอ? แค่เพราะหล่อนบั้นท้ายใหญ่กว่าคนอื่นงั้นเหรอ?”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ชีชีเช็ดน้ำตาที่คลอตรงหางตาจากการหัวเราะ พลางคิดในใจว่า พี่สะใภ้ช่างกล้าหาญเสียจริง
แต่ละคนเนี่ย ฝีปากแสบร้อนอย่างกับราดด้วยปุ๋ยคอก ร้ายกาจจริงๆ
“แล้วหล่อนยังมีหน้ามาขอของจากเธอได้ยังไง? ในเมื่อพวกเธอก็ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“หล่อนก็ไม่ได้ขอเฉยๆ หรอกค่ะ”
“แล้วหล่อนจะคืนให้หรือไง?”
“หล่อนบอกว่ารอให้หม่าหลงบ้านหล่อนได้เป็นผู้บัญชาการกองพลก่อน แล้วจะคืนให้ค่ะ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง
“เดิมทีฉันมองว่าผู้บังคับกองพันหม่าเป็นเด็กหนุ่มที่ใช้ได้ทีเดียว ยังแอบคิดจะแนะนำหลานสาวให้รู้จักอยู่เลย ใครจะไปนึกว่าจะมาคว้าเอาผู้หญิงกร้านโลกแบบนี้ไปทำเมียได้”
“ยัยนั่นมารยาเยอะจะตาย พวกเธอทั้งหลายคอยดูแลพ่อบ้านของตัวเองให้ดีเถอะ ระวังจะถูกยัยนั่นเป่ามนต์ควักวิญญาณไปเสียล่ะ”
“หล่อนกล้าก็ลองดูสิ ฉันจะตบให้คว่ำเลย!”