LNCrawler

บทที่ 54 ความจำเสื่อม

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 54 ความจำเสื่อม

        ถึงแม้ชีชีจะไม่ชอบใจนักที่บรรดาพี่สะใภ้เอาแต่ซุบซิบนินทาลับหลังแบบนี้ แต่การที่พวกเธอพุ่งเป้าไปที่ชีหมิงเยว่ ก็ยังดีกว่าจะมาจับจ้องที่ตัวเธอ

       ตอนที่ลู่เหย่กลับมา เขามีสภาพราวกับไปมุดถังโคลนมาก็ไม่ปาน ทั่วทั้งร่างไม่มีตรงไหนที่สะอาดสะอ้านเลยสักนิด

       ทว่าดวงตาของเขากลับเป็นประกายแจ่มใส “ภรรยาครับ ผมกลับมาแล้ว”

       ชีชีรีบดันหลังเขาเข้าไปในห้องอาบน้ำทันที “อาบน้ำให้สะอาดนะคะ สระผมหลายๆ รอบด้วยล่ะ”

       “รับทราบครับ”

       ระหว่างที่ลู่เหย่อาบน้ำ ชีชีก็หยิบเสื้อผ้าที่เขาเปลี่ยนออกมาซักให้สะอาด

       คราวนี้เธอถึงได้สังเกตเห็นว่า บนเสื้อผ้านั้นไม่ได้มีเพียงคราบโคลนเท่านั้น แต่ยังมีรอยเลือดติดอยู่ด้วย

       “ลู่เหย่ คุณบาดเจ็บมาเหรอคะ?”

       ชีชีพรวดพราดเข้าไปโดยไม่ทันยั้งคิด ทำเอาลู่เหย่ตกใจจนตัวโยน รีบคว้าผ้าขนหนูมาปิดส่วนสำคัญไว้แทบไม่ทัน

       “เกิด... เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

       ชีชีหน้าแดงแป๊ด เธอถลึงตาใส่เขาอย่างอดไม่อยู่ “ฉันเห็นรอยเลือดบนเสื้อผ้าคุณ ก็เลยนึกว่าคุณบาดเจ็บน่ะค่ะ”

       “ผมไม่ได้เจ็บตรงไหนครับ เลือดนั่นไม่ใช่ของผมหรอก”

       ใบหน้าของลู่เหย่เองก็แดงก่ำขึ้นมาทันควัน สองมือกำผ้าขนหนูไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

       เมื่อแน่ใจว่าลู่เหย่ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ชีชีก็รีบเผ่นหนีออกจากห้องอาบน้ำทันที

       เธอกระหืดกระหอบสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกเข้าปอดเฮือกใหญ่

       เมื่อครู่นี้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ ร่างกายมันหนักอึ้งและทิ้งดิ่งลงไป

       ถึงแม้ชีชีกับลู่เหย่จะมีสัมผัสใกล้ชิดกันบ่อยครั้ง แต่นั่นก็เป็นตอนกลางคืนที่ปิดไฟทำกิจกรรมกัน

       การมาเผชิญหน้ากันแบบจะแจ้งในตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก ทำเอาใบหน้าของเธอร้อนผ่าวจนแทบจะทอดไข่สุกได้เลยทีเดียว

       ทางด้านลู่เหย่เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เขากลายสภาพเป็นกุ้งต้มสุกที่แดงไปทั้งตัว

       เขาต้องใช้น้ำเย็นราดตัวอยู่นานกว่าจะลดอุณหภูมิในร่างกายลงได้

       ชีชีรีบกลับไปซักผ้าต่อ จากนั้นก็เริ่มลงมือทำกับข้าว

       เธอต้องหาอะไรทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่จะได้ไม่ผุดขึ้นมาในหัว

       สารภาพตามตรงว่าเธอแอบตกใจอยู่ไม่น้อย

       แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าลู่เหย่นั้น ‘ดุดัน’ ขนาดไหน แต่ก็ไม่คิดว่าจะ ‘อลังการ’ ขนาดนั้น พอมาลองนึกดูแล้วเธอก็รู้สึกใจสั่นแผ่วๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

       “ทำไมวันนี้ทำกับข้าวเร็วจังล่ะครับ?”

       เสียงของลู่เหย่ทำเอาชีชีสะดุ้งสุดตัว “ฉัน... ฉันแค่เตรียมไว้ก่อนน่ะค่ะ”

       ท่าทางเอียงอายของภรรยาตัวน้อย ทำให้ไฟที่เพิ่งมอดลงในใจของลู่เหย่ปะทุขึ้นมาใหม่ และคราวนี้มันโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ราวกับจะเผาผลาญทุ่งหญ้าทั้งผืน

       “ภรรยาครับ คุณไปพักเถอะ เดี๋ยวผมทำเอง”

       “ฉันทำได้ค่ะ... อื้อ...”

       คำพูดของชีชีถูกปิดกั้นด้วยจุมพิตที่ร้อนแรง เพียงครู่เดียวหญิงสาวก็ลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจ

       เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ลู่เหย่จึงค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย “หายใจสิครับ”

       “คะ?”

       สมองของชีชียังคงขาวโพลนไปหมด เธอตามเขาไม่ทันว่าที่พูดนั่นหมายความว่าอย่างไร

       จนกระทั่งเริ่มรู้สึกอึดอัดที่ทรวงอก หญิงสาวจึงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ตามสัญชาตญาณ

       ครั้นสำนึกได้ว่าเขาหมายถึงอะไร ใบหน้าเล็กๆ ก็ยิ่งแดงก่ำ “คนบ้า”

       “เกลียดผมจริงๆ เหรอครับ?”

       ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดข้างใบหู ทำให้ชีชีหดคอหนีอย่างไม่รู้ตัว

       จุมพิตที่แผ่วเบาราวกับสายฝนโปรยปรายลงมาทั่วใบหน้า ครั้งนี้ลู่เหย่อ่อนโยนเป็นพิเศษ

       ราวกับเขากำลังประคองคริสตัลที่เปราะบาง และทะนุถนอมมันอย่างถึงที่สุด

       หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายมาหลายวัน ในที่สุดก็กลับมาวางที่เดิมได้เสียที

       หลายวันมานี้ชายหนุ่มเอาแต่กังวลว่า ถ้าชีชียังโกรธเขาอยู่จะทำอย่างไร เขาจะอธิบายกับเธอแบบไหนดี

       เขาซ้อมคำพูดในหัวมาเป็นร้อยๆ แบบ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ

       โชคดีที่ชีชีดูเหมือนจะลืมเรื่องนั้นไปแล้ว เขารู้สึกโล่งใจราวกับเพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้

       บรรยากาศพลันปะทุขึ้นมาทันที จากในครัวสู่ห้องนั่งเล่น และวกกลับไปยังห้องนอน

       กว่าจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว ลู่เหย่ประทับจูบแผ่วเบาที่หน้าผากของชีชี ก่อนจะลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเช้า

       เมื่อวานมื้อเย็นก็ไม่ได้กิน แถมยังออกกำลังกายอย่างหนัก พี่สะใภ้น้อยของเขาต้องเหนื่อยมากแน่ๆ

       ความจริงแล้วชีชีตื่นนานแล้ว

       เพียงแต่ร่างกายมันอ่อนเปลี้ยเสียศูนย์ไปหมด แม้แต่แรงจะลืมตาก็แทบไม่มี

       ในใจเธอแอบด่าลู่เหย่ไปแล้วแปดสิบเอ็ดรอบ ตาผู้ชายสารเลวคนนี้ ทำไมถึงทำตัวไม่เหมือนมนุษย์มนาขนาดนี้

       ลู่เหย่ตั้งใจทำไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่ม ทั้งยังต้มโจ๊กข้าวฟ่างที่ใส่มันเทศหวานมันลงไปด้วย

       เขาตักผักดองฝีมือชีชีใส่จาน แล้วยกทั้งหมดเข้าไปให้ถึงในห้องนอน

       “ภรรยาครับ กินข้าวก่อนแล้วค่อยนอนต่อนะครับ เดี๋ยวจะหิวแย่”

       “หึ... ก็เพราะใครล่ะ?”

       พอชีชีอ้าปากถึงได้รู้ว่า เสียงของเธอแหบพร่าจนน่าตกใจ

       ลู่เหย่รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เขารีบตักโจ๊กข้าวฟ่างมาจ่อที่ริมฝีปากเธอ “มาครับ ทานโจ๊กหน่อยจะได้ชุ่มคอ”

       “ฉันยังไม่ได้แปรงฟันเลยนะคะ”

       เพราะรู้ว่าภรรยาเป็นคนรักสะอาด ลู่เหย่จึงรีบไปหยิบกะละมังล้างหน้า ผ้าขนหนู และแปรงสีฟันที่บีบยาสีฟันเตรียมไว้เสร็จสรรพมาให้

       “มาครับ เดี๋ยวผมเช็ดหน้าให้ก่อน แล้วค่อยแปรงฟันนะ”

       สัมผัสของผ้าขนหนูอุ่นๆ บนใบหน้าทำให้รู้สึกสบายตัวมาก ประกอบกับชีชีไม่มีแรงจะขัดขืน เธอจึงปล่อยให้เขาปรนนิบัติอย่างว่าง่ายราวกับลูกแมวขี้เกียจ

       ลู่เหย่มองดูภรรยาที่ดูอ่อนระทวยปานไร้กระดูกแล้ว หัวใจของเขาก็แทบจะละลาย

       “คุณนอนพักต่อนะ ผมมีธุระต้องไปที่กรมทหาร”

       “อืม...”

       เมื่ออิ่มท้องชีชีก็เริ่มง่วงอีกครั้ง หญิงสาวส่งเสียงกระเง้ากระงอดในลำคอทีก่อนจะหลับตาลง

       ลู่เหย่จูบลงบนเปลือกตาที่สั่นไหวนิดๆ ของอีกฝ่าย จากนั้นจึงเข้าไปในครัวเพื่อกินข้าวแบบรีบๆ

       ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะเก็บกวาดห้องครัวจนสะอาดเรียบร้อย ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ออกจากบ้านไป

       ชีชีตื่นขึ้นมาอีกทีก็เที่ยงวันแล้ว เมื่อไม่เห็นลู่เหย่กลับมา เธอจึงเดินไปสำรวจที่นาหนึ่งรอบ

       เมื่อเห็นว่าไม่มีงานอะไรที่เร่งด่วนนัก เธอจึงเดินเล่นกลับมา

       ในเมื่อลู่เหย่ไม่กลับมากินข้าวบ้าน เธอจึงเข้าไปในมิติเพื่อกินหลัวซือเฝิ่น (ก๋วยเตี๋ยวเส้นหนึบ) รสจัดจ้านให้หายอยาก

       กลิ่นของมันรุนแรงเกินไป เธอไม่กล้าเอาออกมานั่งกินข้างนอกเด็ดขาด

       วันนั้นลู่เหย่กลับบ้านดึกมาก

       “กินอะไรมาหรือยังคะ? เดี๋ยวฉันไปอุ่นกับข้าวให้”

       “ไม่เป็นไรครับ ผมกินที่โรงอาหารมาแล้ว”

       ชีชียังคงมีท่าทางเอื่อยเฉื่อย “งานไม่ราบรื่นเหรอคะ?”

       “ก็พอได้ครับ เพียงแต่มีคนสำคัญคนหนึ่งที่หาตัวไม่เจอ”

       “อ้อ?”

       “จริงสิ คุณโตมาที่หมู่บ้านต้าวานไม่ใช่เหรอ? พอจะจำได้ไหมว่ามียุวชนผู้มีการศึกษาที่ชื่อ จางหู่เซิง หรือเปล่า?”

       ชีชีส่ายหน้า “จำไม่ได้ค่ะ”

       “แล้วจำได้ไหมว่า...”

       สีหน้าของชีชีเย็นเยียบลงทันควัน “ฉันจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นค่ะ รวมไปถึงเรื่องช่วงครึ่งปีที่กลับไปเมืองจิงนั่นด้วย ฉันจำไม่ได้เลย ตอนนี้ฉันจำได้แค่เรื่องราวตั้งแต่วันที่เราตกลงอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้เท่านั้น”

       ความจำเสื่อม? ลู่เหย่ใจหายวาบ “ภรรยา เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคุณถึงลืมเรื่องในอดีตไปหมดเลยล่ะ?”

       “ฉันไม่รู้เหมือนกันค่ะ”

       แววตาของชีชีเต็มไปด้วยความงุนงงดูไม่เหมือนคนโกหก

       ลู่เหย่คาดเดาว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ

       ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นเขาจึงรีบโทรศัพท์ไปหาชีเจี้ยนกั๋วทันที

       “คุณอาครับ หัวของชีชีเคยได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า?”

       “นายถามเรื่องนี้ทำไม? ไหนว่าตัดขาดกันไปแล้วไง? ยังจะโทรมาทำไมอีก? ไอ้คนเนรคุณ”

       ชีเจี้ยนกั๋ววางสายใส่ด้วยความโกรธแค้น

       ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เริ่มเสียใจ

       เหมียวหงถูกสั่งพักงานเพราะความผิดพลาดในการทำงาน ตอนนี้ทั้งบ้านเหลือเพียงเงินเดือนของเขาคนเดียวแค่สามสิบกว่าหยวน

       ส่วนทางด้านชีหมิงเยว่ก็ต้องส่งให้เดือนละห้าสิบหยวน จะขาดไปแม้แต่เฟินเดียวก็ไม่ได้

       เขาอยากจะขอเงินจากลู่เหย่มาตั้งนานแล้ว แต่ยังรักษาหน้าไม่อยากเอ่ยปากก่อน

       คราวนี้ลู่เหย่เป็นฝ่ายโทรมาเองแท้ๆ ถือเป็นโอกาสทองที่จะรีดไถ

       แต่เขากลับดันวางหูใส่เสียอย่างนั้น นึกแล้วก็น่าตบปากตัวเองจริงๆ

       ลู่เหย่ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แน่นอนว่าเขาไม่ยอมแพ้ จึงรีบโทรกลับไปอีกครั้ง

       ดวงตาของชีเจี้ยนกั๋วเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบคว้าหูโทรศัพท์ไว้แน่น

       “คุณอาครับ ผมแค่อยากถามว่า...”

       “หล่อนเคยเจ็บตัว หัวไปกระแทกกับแท่นเตาไฟเข้า”

       ลู่เหย่รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ “ตอนนั้นหมอว่ายังไงบ้างครับ? จะมีผลข้างเคียงอะไรไหม?”

       “จะมีเงินที่ไหนไปหาหมอให้หล่อน? ก็นอนซมอยู่ที่บ้านไม่กี่วันก็ฟื้นขึ้นมาเองแหละ”

       “นี่อาไม่ได้ส่งเธอไปโรงพยาบาลเลยเหรอครับ!” เสียงของลู่เหย่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจนเกือบจะเป็นการตะคอก

       “จะตะโกนทำไม? หล่อนก็ยังไม่ตายนี่? ตอนนี้ก็เห็นยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้...”

       ‘ปึก!’

       ลู่เหย่วางหูอย่างแรง ความอาลัยอาวรณ์สุดท้ายที่มีต่อตระกูลชีถูกตัดขาดลงอย่างสิ้นเชิง

       ขนาดกับลูกสาวแท้ๆ พวกเขายังใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้ แล้วจะนับประสาอะไรกับลูกบุญธรรมอย่างเขาเล่า