LNCrawler

บทที่ 58 การแสดงที่ทำให้ต้องตกตะลึง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 58 การแสดงที่ทำให้ต้องตกตะลึง

        ชีชีมองออกถึงความกระอักกระอ่วนของชีหมิงเยว่ มุมปากของหญิงสาวจึงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ

       “ลำดับต่อไป ฉันขออนุญาตแสดงการร่ายรำสักชุดหนึ่งนะคะ”

       “ดี!”

       ไม่รู้ว่าใครให้ความร่วมมือดีขนาดนี้ ตะโกนก้องออกมาสุดเสียง ตามมาด้วยเสียงปรบมือที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม

       ชีหมิงเยว่โกรธจนจมูกแทบเบี้ยว เธอเบะปากอยู่ในใจ

       ‘คอยดูเถอะ ถ้าแสดงพังไม่เป็นท่าขึ้นมาละก็ ฉันจะรอดูว่าหล่อนจะลงจากเวทียังไง’

       เธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่าชีชีจะเต้นรำเป็น มั่นใจว่าต้องเป็นการคุยโวโอ้อวดเพื่อเอาตัวรอดไปก่อนแน่ๆ

       ขณะที่ลู่เหย่ซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างเวทีนั้นรู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างมาก เขาเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าชีชีร่ายรำเป็น

       ทว่าลึกๆ ในใจกลับมีความคาดหวังพลุ่งพล่านขึ้นมา

       ชีชีคือผู้หญิงที่มักจะสร้างปาฏิหาริย์อยู่เสมอ แค่เรื่องร่ายรำ... มันจะไปยากกว่าการซ่อมเครื่องจักรพวกนั้นได้อย่างไร?

       เพียงชั่วพริบตา ลู่เหย่ก็ปลอบใจตัวเองจนสงบลงได้

       ทว่าคิ้วของหม่าหลงกลับขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม เขาเคยใช้ชีวิตร่วมกับชีชีมาตลอดชาติที่แล้ว แต่ไม่เคยเห็นเธอร่ายรำเลยแม้แต่ครั้งเดียว

       หรือนี่จะเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกของการเกิดใหม่? หรือเป็นเพราะชาติที่แล้วเขาไม่เคยให้โอกาสเธอได้แสดงฝีมือจนพลาดสิ่งดีๆ ไปกันแน่?

       “ฉันขอเวลาเตรียมตัวสักครู่นะคะ โปรดรอสักสองสามนาทีค่ะ”

       เสียงใสของชีชีดังขึ้นอีกครั้ง ดึงสติของทุกคนให้กลับคืนมา

       ชีหมิงเยว่เบะปากพลางพึมพำ “ทำเป็นเล่นตัวไปได้”

       แม้เธอจะพูดเสียงเบามาก แต่ชีชีกลับได้ยินชัดเจน เธอเหลือบตามองอีกฝ่ายด้วยหางตา ก่อนจะเดินเข้าหลังเวทีเพื่อเตรียมตัว

       ชีชีขอแรงให้คนจากคณะศิลปกรรมทหารช่วยยกกลองเจี้ยนกู่มาวางเรียงกันบนเวทีเป็นรูปครึ่งวงกลม

       จากนั้นชีชีก็หยิบกรวดมนออกมาจากพื้นที่มิติ ใส่ลงในกล่องข้าวอลูมิเนียม แล้วถือเดินตรงไปยังที่นั่งของลู่เหย่

       เมื่อเห็นภรรยาสาวที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานเดินตรงมาหา ลู่เหย่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความประหม่า มือทั้งสองข้างถูไถไปกับขากางเกงโดยไม่รู้ตัว

       ท่าทางนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนรอบข้างได้อย่างดี

       “เป็นสามีภรรยากันแล้ว จะอายทำไมเล่า”

       “นั่นสิ กอดกันให้ดูสักหน่อยสิ!”

       “กอดเลย!"

       "กอดเลย!”

       คนพวกนี้ช่างหาเรื่องสนุกบนความเขินอายของคนอื่นเสียจริง

       ชีชีกลั้นขำพลางกระซิบสั่งความข้างหูของลู่เหย่เบาๆ ไม่กี่ประโยค

       นัยน์ตาของลู่เหย่ทอประกายวาบขึ้นมาทันที เขารับคำอย่างจริงจัง “ไม่มีปัญหาครับ”

       สายตาของทุกคนถูกดึงดูดไปยังทั้งคู่ ต่างพากันสงสัยว่าคู่รักคู่นี้กำลังซุบซิบอะไรกันอยู่

       “คุยอะไรกันน่ะ? ดังๆ หน่อยสิ ให้พวกเราได้ยินด้วย!”

       “พูดออกมาเลย!”

       “พูดออกมา!”

       ชีชีไม่ได้ใส่ใจเสียงโห่ร้องเหล่านั้น เธอรีบเดินกลับไปหลังเวทีอย่างรวดเร็ว

       เมื่อหญิงสาวกลับปรากฏตัวบนเวทีอีกครั้ง ดวงตาทั้งคู่ของเธอถูกพันไว้ด้วยผ้าสีดำสนิท ในมือถือผ้าแพรสีแดงยาวกว่าสี่เมตรเพื่อใช้แทนแขนเสื้อน้ำไหล (แขนเสื้อที่ยาวเป็นพิเศษสำหรับใช้ร่ายรำ)

       “สวัสดีค่ะทุกท่าน การแสดงร่ายรำที่ฉันจะแสดงต่อไปนี้ มีชื่อว่า ‘เซียนชี้ทาง’ ค่ะ”

       เสียงกังวานใสของชีชีดังขึ้นอีกครั้ง

       เสียงปรบมือเปาะแปะดังขึ้นตามมาแบบแกนๆ เพราะลึกๆ แล้วทุกคนต่างไม่เข้าใจว่า ‘เซียนชี้ทาง’ คืออะไร และทำไมเวลาเต้นรำต้องปิดตาด้วย

       เพื่อนทหารข้างกายต่างหันไปมองลู่เหย่เป็นตาเดียว

       “ผู้พันลู่ นี่จะทำอะไรกันแน่ครับ?”

       “บอกหน่อยสิครับผู้พันลู่ พวกเราลุ้นจนใจจะขาดแล้ว”

       ลู่เหย่แสร้งทำเป็นยิ้มอย่างมีเลศนัย “เดี๋ยวก็รู้เองแหละครับ”

       “เชอะ...”

       เมื่อเห็นชีชีจัดท่าเตรียมพร้อมอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกลอง ลู่เหย่ก็ดีดก้อนหินออกไปหนึ่งก้อน

       ทันทีที่เสียงกลองดังปัง ชีชีก็ขยับกายร่ายรำประดุจผีเสื้อแสนสวยที่เริงระบำ

       ชั่วพริบตา ผ้าแพรสีแดงสะบัดออก แขนเสื้อพลิ้วไหวราวกับกลีบดอกไม้ล้านกลีบที่ล่องลอยลงมาจากนภากาศ พลิ้วเพยิบประหนึ่งความหอมขจรขจายที่ถูกถักทอเป็นเส้นสาย

       และผ้าแพรสีแดงผืนนั้นราวกับมีดวงตา มันฟาดลงบนหน้ากลองที่ลู่เหย่ดีดหินใส่ได้อย่างแม่นยำ

       “ยอดเยี่ยม!”

       ในที่สุดทุกคนก็ตื่นจากภวังค์ เสียงโห่ร้องชื่นชมคลอไปกับเสียงปรบมือทำให้บรรยากาศพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด

       ลู่เหย่ดีดหินออกไปอีกสองก้อนติดๆ กัน ความแม่นยำของชีชีก็ยังคงไม่ลดละ

       “เล่นแค่นี้มันจะไปสนุกอะไร?”

       หม่าหลงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ คว้ากล่องข้าวอลูมิเนียมจากมือลู่เหย่ไป แล้วสะบัดหินเพียงก้อนเดียวให้กระทบกลองสองใบต่อเนื่องกัน

       ทว่าชีชีกลับยังคงร่ายรำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ท่วงท่าการร่ายรำของเธอนั้นสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ

       ใบหน้าของหม่าหลงมืดครึ้มลงอีกระดับ เขาดีดหินออกไปอีกครั้ง

       แต่คราวนี้หินกระทบกลองถึงสี่ใบพร้อมกัน

       นอกจากชีชีจะไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแล้ว ท่วงท่าของเธอกลับยิ่งงดงามสูงส่งราวกับนางฟ้าที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์

       ในดวงตาของหม่าหลงฉายแววความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย เขาถึงขั้นสาดก้อนหินในกล่องข้าวทั้งหมดเข้าไปในวงกลองพร้อมกัน

       ในวินาทีที่หินทุกลูกร่วงหล่นถึงพื้น การร่ายรำของชีชีก็มาถึงจุดที่ตราตรึงใจที่สุด ท่วงท่าอันแสนอ่อนช้อยบวกกับผ้าแพรสีแดงที่พริ้วสะบัดไปทั่วสารทิศ ได้วาดออกมาเป็นภาพเขียนที่งดงามเกินบรรยาย

       ‘แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ!’

       แม้แต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเขตทหารยังต้องลุกขึ้นยืนแล้วตบมือให้

       ชีหมิงเยว่ที่กลับมานั่งที่เดิมแล้ว โกรธจนดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า แทบจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ

       เธอตั้งใจจะให้ชีชีอับอายขายหน้า แต่ทำไมความโดดเด่นทั้งหมดกลับถูกยัยนั่นชิงไปหมด?

       ส่วนหม่าหลงนั้นกลับมองภาพตรงหน้าด้วยอาการเคลิบเคลิ้ม ตลอดทั้งสองชาติภพ เขาไม่เคยเห็นชีชีในมุมที่งดงามขนาดนี้มาก่อน

       ในใจของเขาเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมา ‘ชีชี เธอเป็นของฉัน และต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น’

       หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารไม่สนแล้วว่าจะมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงนั่งอยู่หรือไม่ เขาพุ่งขึ้นไปบนเวที คว้ามือของชีชีมาเขย่าอย่างแรง

       “สหายเสี่ยวชี ยอดเยี่ยมมาก! การแสดงของคุณมันยอดเยี่ยมเหลือเกิน!”

       ชีชีรู้สึกงงเล็กน้อย เธอรู้ว่าการร่ายรำนี้ทำได้ไม่เลว

       แต่ก็ไม่เห็นต้องตื่นเต้นขนาดนี้นี่นา?

       หญิงสาวไม่มีทางรู้เลยว่า หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารน่ะแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอก เพราะเขากลัวแทบตายว่าเธอจะทำพังจนเขาต้องเดือดร้อนไปด้วย

       ผลปรากฏว่านอกจากชีชีจะไม่ประหม่าแล้ว เธอยังมอบความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ให้ เขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?

       ตอนที่ชีหมิงเยว่ขานชื่อเธอออกมา หัวใจของหัวหน้าคณะแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

       แต่พอได้เห็นฝีมือการร่ายรำของเธอ เขาก็ถึงกับตะลึงจนทำตัวไม่ถูก

       นี่คือเพชรเม็ดงามชัดๆ! เธอเกิดมาเพื่อเวทีโดยเฉพาะ!

       “สหายเสี่ยวชี มาเข้าคณะศิลปกรรมทหารของเราเถอะครับ สวัสดิการรับรองว่าดีที่สุด มีเงื่อนไขอะไรคุณเสนอมาได้เต็มที่เลย”

       ชีชีรู้สึกขำปนระอาใจ “ขอโทษด้วยนะคะท่านหัวหน้าคณะ พอดีที่บ้านฉันยังมีนาอีกสิบกว่าไร่ต้องทำน่ะค่ะ”

       “ทำนาจะมีประโยชน์อะไร...” หัวหน้าคณะตื่นเต้นจนเกือบจะโพล่งคำไม่ควรออกมา เขาจึงรีบเบรกตัวเองทันควัน “สหายเสี่ยวชี คุณลองเก็บไปคิดดูหน่อยเถอะครับ คิดดูให้ดีๆ ตำแหน่งในคณะศิลปกรรมทหารจะเว้นว่างไว้รอคุณเสมอ”

       “ขอบคุณค่ะหัวหน้าคณะ ฉันจะนำไปคิดดูอย่างจริงจังนะคะ”

       หากปฏิเสธอีกครั้งคงเป็นการหักหน้าหัวหน้าคณะเกินไป ชีชีจึงจำต้องเออออรับคำแบบแบ่งรับแบ่งสู้ไปก่อน

       งานประชุมเชิดชูเกียรติสิ้นสุดลงอย่างราบรื่น ชื่อของชีชีกลายเป็นหัวข้อสนทนาไปทั่วทั้งเขตทหาร ไม่ต่างจากการขึ้นหน้าหนึ่งในโลกโซเชียลของคนยุคหลัง

       ทุกคนต่างพากันพูดถึงการแสดงที่สะเทือนโลกของเธอในค่ำคืนนี้

       ลู่เหย่รู้สึกภาคภูมิใจจนอกผายไหล่ผึ่งกว่าปกติมาก

       เมื่อกลับถึงบ้าน เขารีบมอบเงินรางวัลทั้งหมดให้ภรรยาทันที “ภรรยา ผมให้คุณหมดเลยครับ”

       เงินหนึ่งพันหยวนนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย

       แต่แผลที่ลู่เหย่ได้รับคราวก่อนนั้นเรียกว่ารอดตายมาได้หวุดหวิด หากไม่มีน้ำพุวิญญาณ เขาคงกลายเป็นคนพิการไปแล้วจริงๆ

       ดังนั้นชีชีจึงไม่ได้ดูดีใจมากเท่ากับตอนที่ได้เงินครั้งก่อนๆ

       ลู่เหย่เองช่วงนี้ก็เริ่มหัดสังเกตสีหน้าของเธอเป็นแล้ว “เป็นอะไรไปครับเมีย? ทำไมดูไม่ค่อยดีใจเลย เดี๋ยวคราวหน้าผมจะหาเงินมาให้เยอะกว่านี้อีกนะ”

       “พอเลยนะคุณ เอาตัวเข้าไปเสี่ยงเจ็บหนักขนาดนั้นเพื่อแลกกับเงินพันหยวน ฉันยอมไม่มีเงินพวกนี้เสียยังดีกว่า”

       “โธ่ ก็ตอนนี้ผมหายดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ?” ลู่เหย่เกาหัว ท่าทางดูซื่อบื้อเล็กน้อย

       “หายแล้วก็ไม่ได้! ถ้าคราวหน้าคุณกล้าปล่อยให้ตัวเองบาดเจ็บอีก ก็ไม่ต้องกลับมาบ้านนี้แล้วนะ ฉันจะรีบหาสามีใหม่ทันทีเลย!”

       “ได้ครับๆ ต่อไปผมจะระวังตัวให้มากขึ้นเป็นทวีคูณเลย ตอนนี้ผมเป็นคนมีภรรยาแล้ว เพื่อคุณแล้วผมจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดครับ”

       “มันต้องอย่างนี้สิ”

       เมื่อเห็นว่าชีชีหายโกรธแล้ว ลู่เหย่ก็ไม่ลืมที่จะทวงถามรางวัลพิเศษ... ค่ำคืนนั้นจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศอันแสนหวานซึ้งและเย้ายวนใจ