LNCrawler

บทที่ 5 ในใจเขามีใครบางคน

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 ในใจเขามีใครบางคน

        “ครับ”

       ลู่เหย่ขานรับคำหนึ่ง ก่อนจะจูงมือชีชีกลับเข้าห้อง

       ทันทีที่ประตูปิดลง ลู่เหย่ก็พลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาเสียดื้อๆ

       เมื่อเทียบกับท่าทีที่ดูสง่าผ่าเผยและเป็นธรรมชาติของชีชีแล้ว เขากลับดูเกร็งและขัดเขินอย่างเห็นได้ชัด มือไม้ดูจะวางผิดที่ผิดทางไปหมดจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน

       เนิ่นนานกว่าที่เขาจะล้วงเอาห่อผ้าผืนหนึ่งออกมาจากใต้หมอนแล้วยื่นให้เธอ “นี่เป็นเงินเก็บทั้งหมดของผม ผมให้คุณ ต่อไปเงินเดือนของผมก็จะให้คุณเป็นคนดูแล ในเมื่อเราแต่งงานกันแล้ว ก็มาสร้างครอบครัวและใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีเถอะ”

       ผู้ชายคนนี้รู้ความไม่เบาเลย... ชีชีคลี่ยิ้มจนดวงตาโค้งหยีประดุจพระจันทร์เสี้ยว ความขุ่นมัวในใจหายไปเป็นปลิดทิ้ง

       เมื่อเปิดสมุดบัญชีเงินฝากดูก็ต้องประหลาดใจ เพราะในนั้นมีเงินถึงหนึ่งพันห้าร้อยหยวน

       ขนาดชีเจี้ยนกั๋วและภรรยาประหยัดกินประหยัดใช้มาเกือบทั้งชีวิต ยังเก็บออมได้เพียงสองพันหยวนเท่านั้น

       ลู่เหย่เพิ่งเป็นทหารมาได้เพียงหกปี กลับมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในกองทัพมากเพียงใด

       แต่จะว่าไป การที่สามารถเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองผู้บังคับกองพันได้ตั้งแต่อายุยี่สิบสองปี หากไม่สู้ยิบตาจนสุดกำลังก็คงไม่มีทางทำได้แน่

       ในห่อผ้ายังมีเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง รวมๆ แล้วประมาณร้อยกว่าหยวน และยังมีตั๋วอีกไม่น้อย นอกจากตั๋วอาหารและน้ำมัน ตั๋วผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว แม้แต่ตั๋วสำหรับซื้อของมีค่าจำพวก ‘สามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง’ [*] ก็ยังมีพร้อม

       ดวงตาคู่สวยของชีชีเปล่งประกายระยิบระยับ “ให้ฉันหมดเลยหรือคะ?”

       “ครับ”

       “คุณไม่กลัวฉันหอบเงินหนีไปเหรอ?”

       ลู่เหย่หลุบตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึก “คุณจะหนีไปไหนได้?”

       นั่นก็จริง... ยุคสมัยนี้หากไม่มีจดหมายแนะนำตัว แม้แต่ตั๋วรถไฟก็ยังซื้อไม่ได้ จะหนีไปไหนพ้น

       ชีชีรู้สึกหมดสนุกขึ้นมาทันที เธอหมุนตัวกลับไปนั่งลงบนเตียง

       ลู่เหย่จ้องมองสีหน้าของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ภายในห้องที่ค่อนข้างปิดทึบ เขาพลันรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจขึ้นมาเสียเฉยๆ ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์บนเตียงหลังนี้เมื่อวันนั้นผุดซ้อนขึ้นมา จนความร้อนรุ่มเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

       “รีบนอนเถอะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปขึ้นรถไฟ”

       ประโยคนี้ดูเหมือนจะใช้ความกล้าหาญทั้งหมดที่เขามี แม้แต่ลำคอก็ยังเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

       ผิวของเขาเป็นสีแทนสุขภาพดี เครื่องหน้าคมเข้มดุดัน เมื่อมีท่าทางประหม่าขัดเขินปรากฏบนใบหน้าเช่นนี้ กลับดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก

       เมื่อเห็นชีชีเพียงจ้องหน้าเขาเงียบๆ ไม่ยอมพูดจา ลู่เหย่ก็เริ่มใจเสีย เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “คุณวางใจเถอะ ผมจะไม่บังคับคุณ...”

       “ฉันไม่รู้สึกว่าถูกบังคับเลยค่ะ”

       ชีชีคว้าปกเสื้อของเขาไว้ แล้วดึงให้เขาโน้มหน้าลงมา ก่อนจะประทับจุมพิตลงไปตรงๆ

       ผู้ชายที่สมรรถภาพทางกายดีเยี่ยมขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้า ถ้าไม่กินก็โง่เต็มทนแล้ว

       วินาทีที่ริมฝีปากบางทั้งคู่สัมผัสกัน ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า

       ลู่เหย่ลมหายใจสะดุดกึก เขารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านตั้งแต่หนังศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งซ่านสยิวและชาหนึบไปทั้งตัว

       เนิ่นนานกว่าที่เขาจะตั้งสติได้ และเริ่มตอบสนองอย่างเงอะงะ

       ภายในม่านเตียงสีแดงอันอบอุ่น เสียงครวญครางและท่วงทำนองแห่งความปรารถนาสอดประสานกันอย่างเผ็ดร้อน การหาความสุขครั้งนี้ช่างเปี่ยมล้นและตราตรึงใจ ทั้งคู่ต่างรู้สึกอิ่มเอมยิ่งนัก

       ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นเลย แค่ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับฟ้าประทานบวกกับลีลาอันดุดันเร้าใจของลู่เหย่ ชีชีก็รู้สึกว่าคุ้มค่าเกินบรรยายแล้ว

       “ต่อไปก็มาใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีเถอะนะ”

       น้ำเสียงของชีชียังคงมีความแหบพร่าและออดอ้อนหลังบทรัก ราวกับกระแสไฟที่วิ่งเข้าจู่โจมขั้วหัวใจของลู่เหย่ จนมันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง

       “ครับ” ลู่เหย่ตอบรับด้วยเสียงทุ้มพร่าแฝงเสน่ห์ดึงดูด “ผมไปเอาน้ำอุ่นมาให้นะ”

       แค่ได้ยินเสียงนี้ ชีชีก็แทบจะทนไม่ไหว สัตว์ป่าตัวน้อยในร่างกายเริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีกครั้ง มันร่ำร้องอยากจะทะลวงกำแพงออกไปอาละวาดให้ทั่วทุกสารทิศ

       เธอไม่ใช่หญิงสาวขี้อายหัวโบราณในยุคนี้ ชีชีจึงดึงตัวลู่เหย่กลับมา “ไม่ต้องรีบค่ะ”

       ผิวสีน้ำแทนของลู่เหย่กลายเป็นสีแดงจัดอีกครั้ง “คุณ...”

       ภรรยาตัวน้อยที่ทั้งหอมทั้งนุ่มนิ่มขนาดนี้ เขาก็แสนจะรักจนวางไม่ลงเช่นกัน

       ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อชายหนุ่มได้ลิ้มลองรสชาติอันหวานล้ำแล้วก็ยากที่จะควบคุมตัวเอง ทั้งสองถลำลึกลงไปในวังวนแห่งตัณหาอีกครั้ง โรมรันพันตูสู้ศึกกันไปถึงสามร้อยกระบวนท่า

       จนกระทั่งเวลาผ่านอีกครู่ใหญ่ คราวนี้ชีชีไม่ได้ห้ามตอนที่ลู่เหย่จะไปเอาน้ำอุ่น เพราะเธอหมดแรงแล้วจริงๆ

       หลังจากเช็ดตัวทำความสะอาดเสร็จ ชีชีก็พลันเหลือบไปเห็นเชือกผูกผมสีแดงเส้นหนึ่งสอดอยู่ใต้หมอนของลู่เหย่

       เดิมทีเธอก็ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เพียงเพราะวิธีถักเชือกเส้นนั้นมันเหมือนกับความเคยชินของเธอไม่มีผิดเพี้ยน เธอจึงยื่นมือออกไปหมายจะหยิบขึ้นมาดู

       “อย่าจับนะ!”

       เสียงดุต่ำของลู่เหย่ทำให้มือของชีชีกระตุกสั่น เธอชักมือกลับตามสัญชาตญาณ ประกายความรักในแววตาเหือดหายไปในทันที

       เธอมองลู่เหย่ที่หยิบเชือกสีแดงซึ่งสีซีดจางไปมากแล้วเส้นนั้นขึ้นมาจัดวางอย่างระมัดระวัง ในใจพลันรู้สึกจุกเสียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

       “คนรักเก่าของคุณให้มาเหรอ?”

       “ไม่ใช่ครับ”

       ชีชีหัวเราะเยาะหยันตัวเอง ก่อนจะกลิ้งตัวเข้าไปด้านในเตียงแล้วข่มตานอนทันที

       ลู่เหย่มีความลับซ่อนอยู่ในใจ มีคนสำคัญเก็บไว้ในใจ แต่ตอนที่ทำเรื่องอย่างว่ากับเธอเขากลับทุ่มเทปานนั้น ผู้ชายก็สันดานเดียวกันหมดจริงๆ

       กินในชามแต่สายตาจ้องมองในหม้อ ไม่มีใครดีสักคน

       ชีชีตัดสินใจถอนคำพูดที่บอกว่าจะ ‘ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างดี’ ทันที

       หวังพึ่งภูเขา ภูเขาก็ถล่ม หวังพึ่งคน คนก็หนี พึ่งพาตัวเองนี่แหละมั่นคงที่สุดแล้ว

       ในหัวของเธอเต็มไปด้วยเรื่องสับสนวุ่นวาย แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

       ไอ้ผู้ชายสารเลวคนนี้ช่างไม่รู้จักยั้งมือเกือบจะทำเธอร่างพังกระจายไปหมด เหนื่อยเป็นบ้าเลยจริงๆ

       ลู่เหย่ยืนอยู่ข้างเตียง เนิ่นนานกว่าที่เขาจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “ผมอธิบายได้นะ”

       ทว่าบนเตียงกลับมีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของชีชีส่งมาเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเธอหลับลึกไปแล้ว

       ลู่เหย่ทอดถอนใจออกมาอย่างเงียบเชียบ “เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันแล้วกัน”

 

 

       เชิงอรรถ

       [*] สามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง หมายถึง จักรยาน จักรเย็บผ้า นาฬิกาข้อมือ และวิทยุ