LNCrawler

บทที่ 59 ต่างคนต่างต้องการ

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 59 ต่างคนต่างต้องการ

        เมื่องานประกาศรางวัลเชิดชูเกียรติสิ้นสุดลง ชีหมิงเยว่ก็ถูกหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารรั้งตัวไว้เพื่อตำหนิอย่างรุนแรง

       “สหายชีหมิงเยว่ ใครอนุญาตให้คุณพลการทำอะไรตามใจชอบแบบนี้? นี่มันไร้ระเบียบวินัย ไร้ความเป็นองค์กรสิ้นดี”

       “ท่านหัวหน้าคะ ท่านไม่เห็นหรือไงว่าพวกผู้บังคับบัญชาพอใจกับการแสดงชุดนั้นมากแค่ไหน? ฉันถือว่าช่วยท่านไว้นะคะ”

       เดิมทีชีหมิงเยว่ก็สุมไฟแค้นไว้เต็มอกอยู่แล้ว พอมาโดนด่ากราดใส่หน้าแบบนี้ หญิงสาวจึงคุมอารมณ์ไม่อยู่และเถียงกลับไปทันควัน

       “หึ นั่นมันเรื่องบังเอิญ เป็นเพราะสหายชีชีเธอมีกุศลแรง มีความสามารถถึงช่วยคุณไว้ได้รู้ตัวหรือเปล่า? ลองถ้าวันนี้เปลี่ยนเป็นคนอื่นสิ งานได้พังพินาศไปหมดแล้ว”

       สิ่งที่หัวหน้าคณะพูดนั้นไม่ผิดเลย ภรรยาทหารส่วนใหญ่เติบโตมาในชนบท นอกจากจะไม่ได้เรียนหนังสือแล้วยังไม่ค่อยได้เห็นโลกกว้าง

       ในโอกาสที่สำคัญระดับนี้ อย่าว่าแต่ขึ้นไปแสดงเลย แค่ให้ไปยืนบนเวทีเฉยๆ ก็คงสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้ว

       ชีหมิงเยว่เองก็รู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี เธอถึงได้ปักใจเชื่อว่าชีชีจะต้องขึ้นไปขายหน้าแน่ๆ

       แต่ใครจะไปคาดคิดว่า แผนการร้ายของเธอกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้ชีชีโดดเด่นจนถึงขีดสุด

       ตอนนี้หญิงสาวอยากจะทึ้งผมตัวเองให้หลุดทั้งหัว นี่มันน่าโมโหเกินไปแล้ว

       แม้ในใจจะไม่อยากยอมรับอย่างรุนแรง แต่ชีหมิงเยว่ก็รู้ดีว่าไม่อาจแข็งข้อกับหัวหน้าคณะได้ จึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง “หัวหน้าคะ ฉันขอโทษค่ะ ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว”

       “หึ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณต้องระงับการแสดงทุกอย่าง แล้วกลับไปสำนึกตนเสีย”

       ถ้าไม่ใช่เพราะหม่าหลงเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่ง หัวหน้าคณะก็แทบอยากจะไล่ชีหมิงเยว่ออกไปให้พ้นๆ

       ในฐานะทหาร การเชื่อฟังคำสั่งคือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีหัวหน้าคนไหนชอบลูกน้องที่พยศและไม่ฟังคำสั่งหรอก

       ชีหมิงเยว่เดินคอตกกลับถึงบ้าน หม่าหลงเข้านอนไปแล้ว ภายในห้องมืดสลัวจนมองแทบไม่เห็นทาง ไม้กวาดที่พิงอยู่ข้างประตูเกือบจะทำให้เธอสะดุดล้ม

       เสียงที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ของชีชีกับลู่เหย่จากห้องข้างๆ ดังแว่วมาให้ได้ยินอย่างชัดเจนในคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้

       ชีหมิงเยว่รู้สึกราวกับมีกองไฟแผดเผาอยู่ในอก หากไม่ได้ระบายออกมาเธอต้องบ้าตายแน่ๆ

       เธอไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย คว้าไม้กวาดบนพื้นแล้วฟาดใส่ร่างของหม่าหลงอย่างแรง

       “คุณยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า? เอาแต่หลับอยู่นั่นแหละ ภรรยาตัวเองออกไปโดนรังแกอยู่ข้างนอก คุณรู้เรื่องบ้างไหม!”

       หม่าหลงตื่นตั้งแต่ตอนที่ชีหมิงเยว่พุ่งเข้ามาแล้ว เขาจะยอมนอนนิ่งๆ ให้เธอทุบตีได้อย่างไร

       เขายันเท้าถีบเข้าที่กลางอกจนชีหมิงเยว่กระเด็นหวือออกไป

       เมื่อโดนลูกถีบเข้ายอดอก ชีหมิงเยว่ก็เจ็บจุกจนแทบสิ้นสติ น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก

       “หม่าหลง คุณมันคนไร้ใจ คุณทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์ดีกับคุณขนาดนี้”

       หม่าหลงแค่นเสียงหัวเราะเหยียดหยาม “ดีกับผมงั้นเหรอ? คุณคิดว่าโลกนี้มีคุณฉลาดอยู่คนเดียวหรือไง? ที่คุณเข้าหาผมก็เพราะอยากจะเป็นคุณนายผู้บัญชาการกองพลไม่ใช่เหรอ?”

       ชีหมิงเยว่ใจหายวูบ เธอพยายามปกปิดจุดประสงค์ของตัวเองมาตลอด และรักษาภาพลักษณ์ที่อ่อนหวานใจดีต่อหน้าหม่าหลงมาโดยเสมอ

       เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?

       “ชีชีบอกคุณงั้นเหรอ? คำพูดของผู้หญิงคนนั้นคุณก็เชื่อด้วย? หล่อนกำลังอิจฉาฉัน!”

       ที่ชีหมิงเยว่คิดแบบนี้ก็ไม่แปลก เพราะเรื่องที่หม่าหลงจะได้เป็นผู้บัญชาการกองพลในอนาคต เธอเคยพูดไว้กับชีชีคนเดียวเท่านั้น

       หม่าหลงกวาดสายตามองเธอด้วยความดูแคลน “ชีหมิงเยว่ คุณน่ะมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง และทำอะไรหวังผลชัดเจน นั่นคือเหตุผลที่ผมยอมร่วมมือกับคุณ

       แต่คุณเองก็โง่จนน่าขัน

       ลองตรองดูให้ดีเถอะ อยู่ต่อหน้าชีชีคุณเคยได้เปรียบหล่อนบ้างไหม? พวกเจ็บแล้วไม่จำ”

       คำพูดนี้ทำให้ชีหมิงเยว่ไม่อาจโต้แย้งได้ เธอได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคำรามเสียงต่ำ “ฉันจะไม่ยอมให้หล่อนมีความสุขแน่”

       “หึ คุณอยากจะอาละวาดแค่ไหนก็เรื่องของคุณ ผมไม่สน แต่ถ้าเมื่อไรที่มันลามมาถึงผม เราหย่ากันแน่”

       “หม่าหลง คุณยังมีมโนธรรมเหลืออยู่บ้างไหม?”

       ชีหมิงเยว่กรีดร้องออกมาอย่างเสียสติ เธอวางเดิมพันทุกอย่างไว้ที่หม่าหลง

       ทั้งตัวและเงินทอง เธอทุ่มเทให้ผู้ชายคนนี้ไปหมดสิ้น

       แต่เขากลับพูดคำว่าหย่าออกมาง่ายๆ

       ในใจของชีหมิงเยว่นอกจากความโกรธแค้นและน้อยใจแล้ว สิ่งที่มากกว่าคือความหวาดกลัว

       ชีเจี้ยนกั๋วกับภรรยาก็พึ่งพาไม่ได้แล้ว ทางฝั่งชีชีก็ไม่มีผลประโยชน์ให้ขูดรีด ถ้าชีหมิงเยว่อยากจะมีชีวิตที่สุขสบาย เธอต้องเกาะขาหม่าหลงไว้ให้แน่นที่สุด

       “มโนธรรมเหรอ? ของสูงแบบนั้นผมไม่มีหรอกนะ แต่อย่าทำตัวเหมือนพวกภรรยาหลวงขี้น้อยใจหน่อยเลย เราสองคนอยู่ด้วยกันก็แค่ต่างคนต่างได้สิ่งที่ต้องการ ใครก็อย่ามาว่าใครเลย ผมขอเตือนคุณนะ ใจคอให้มันกว้างหน่อย ชาตินี้ผมไม่หยุดอยู่แค่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลหรอก”

       ชีหมิงเยว่ใจสั่นสะท้าน เธอรู้ว่าหม่าหลงมีความทะเยอทะยาน แต่ไม่คิดว่าเขาจะมักใหญ่ใฝ่สูงถึงขนาดหมายตาตำแหน่งที่สูงส่งเกินกว่าใครจะกล้าฝัน

       ทว่ายิ่งเป็นแบบนี้ มันยิ่งพิสูจน์ว่าการเลือกของเธอนั้นถูกต้อง

       ชีหมิงเยว่หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบลุกขึ้นไปล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาด แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มของหม่าหลง

       ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว มีหรือที่หม่าหลงจะปฏิเสธสิ่งที่เธอทอดกายมอบให้

       หากข้างกายไม่มีผู้หญิงสักคน แล้วต้องมาทนฟังเสียงจากห้องข้างๆ ทุกวี่ทุกวัน เขาคงนอนไม่หลับจนอกแตกตายแน่ๆ

       หลังจากลู่เหย่เลื่อนตำแหน่ง เขาก็ยุ่งมากขึ้นจนบางครั้งก็ไม่ได้กลับบ้านหลายวัน

       ส่วนชีชีเริ่มเตรียมการเรื่องการเพาะปลูกในโรงเรือน

       โรงเรือนอัจฉริยะที่ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิเหมือนในโลกอนาคตนั้นย่อมทำไม่ได้แน่ แต่ถ้าเป็นโรงเรือนแบบภูมิปัญญาชาวบ้านเธอก็อยากจะลองดูสักตั้ง

       เมื่อเขียนแบบเสร็จ ชีชีก็ตรงไปหาผู้พันจางทันที

       ในเขตทหาร ไม่ว่าจะทำอะไรต้องรายงานก่อนเสมอ เมื่อเบื้องบนอนุมัติถึงจะเริ่มลงมือได้

       มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการขัดคำสั่งทหาร ซึ่งมีความผิดร้ายแรงมาก

       ผู้พันจางถือแบบร่างของชีชีดูซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ “คุณแน่ใจนะว่าโรงเรือนนี้ไม่ต้องจุดเตาผิงก็ผ่านหน้าหนาวไปได้?”

       “แน่ใจค่ะ” ชีชีตอบด้วยความมั่นใจ “เราจะใช้ดินพอกเป็นผนังสามด้าน ส่วนอีกด้านหนึ่งคลุมด้วยพลาสติก ตอนกลางวันแสงแดดจะส่องกระทบผนังดิน ความร้อนจะถูกดูดซับไว้ในนั้น ส่วนด้านที่คลุมด้วยพลาสติกจะช่วยให้พืชสังเคราะห์แสงได้อย่างเพียงพอ 

       พอตกกลางคืน เราก็เอาเสื่อหญ้ามาคลุมทับอีกชั้นเพื่อชะลอการระบายความร้อน โรงเรือนดินแบบนี้สามารถรักษาอุณหภูมิให้อยู่ระหว่างยี่สิบถึงสามสิบองศาได้ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในการเติบโตของพืชค่ะ”

       ผู้พันจางฟังชีชีอธิบายเป็นตุเป็นตะก็เริ่มรู้สึกคล้อยตาม “แล้วคุณวางแผนจะทำยังไง?”

       “ฉันอยากจะขอแรงคนมาช่วยสร้างโรงเรือนดินแบบนี้สักหลังค่ะ จะเอาไว้ปลูกผักผลไม้ไว้กินในช่วงฤดูหนาว”

       “ความคิดคุณยอดเยี่ยมมาก แต่คุณมั่นใจแค่ไหน?”

       “เก้าส่วนค่ะ”

       ชีชีไม่พูดจนเต็มสิบ เพราะทุกอย่างย่อมมีเหตุสุดวิสัย

       ทว่าอย่าว่าแต่เก้าส่วนเลย ต่อให้มีแค่ห้าส่วน ผู้พันจางก็อยากจะลองดู

       ใครล่ะจะไม่อยากกินผักสดๆ ในช่วงฤดูหนาวที่เหน็บหนาวบ้าง?

       “ตกลง พรุ่งนี้ผมจะส่งทหารไปให้สองหมู่ ช่วยคุณจัดการเรื่องโรงเรือนให้เรียบร้อย ถ้าเรื่องนี้สำเร็จจริง หน้าหนาวนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องกินแต่หัวมันกับผักกาดขาวกันทุกวัน”

       “ขอบคุณค่ะผู้พันจาง แต่นอกจากดินดิบแล้ว ยังต้องใช้ไม้ทำเป็นโครงสร้างด้วยนะคะ จำเป็นต้องได้คนที่เก่งงานไม้ค่ะ”

       “ไม่มีปัญหา เรื่องคนคุณไม่ต้องกังวลเลย” ผู้พันจางที่กำลังโบกไม้โบกมืออย่างกระตือรือร้นพลันชะงักไป “ดินกับไม้น่ะหาไม่ยากหรอก แต่พลาสติกเนี่ยสิ มันหายากอยู่นะ”

       “เรื่องนี้ฉันจะลองหาทางดูค่ะ ที่ดินของฉันไม่กว้างมาก คงใช้ไม่เยอะเท่าไร”

       “ถ้าอย่างนั้นก็วิเศษเลย”

       ผู้พันจางไม่ได้ซักไซ้ว่าเธอจะไปหาพลาสติกมาจากช่องทางไหน มีของมาใช้ก็ดีแล้ว อย่าให้คำพูดของเขาไปขัดลาภจนเรื่องดีๆ แบบนี้ต้องล่มไปเลย

       หลังจากลาผู้พันจาง ชีชีก็รีบเดินทางเข้าตัวอำเภอทันที

       ในตำบลไม่มีโรงงานผลิตพลาสติก และสหกรณ์ก็ไม่มีของแบบนี้ขาย

       แต่การเดินทางครั้งนี้ชีชีคงต้องคว้าน้ำเหลว เพราะการจะซื้อพลาสติกต้องมีใบอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลำพังบุคคลธรรมดาไม่มีสิทธิ์ซื้อได้เลย

       ขนาดผู้พันจางยังลำบากใจ เธอเองย่อมไม่มีทางซื้อได้โดยง่าย

       แต่ไม่เป็นไร ในพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณของเธอมีอยู่ ถึงจะมีไม่มากนักแต่ก็เพียงพอสำหรับสร้างโรงเรือนหนึ่งหลังแน่นอน

       ขอแค่การทดลองครั้งนี้สำเร็จ ผู้พันจางย่อมหาใบอนุมัติมาได้อย่างแน่นอน

       นอกจากนี้ชีชียังต้องจ้างคนมาช่วยสานเสื่อหญ้า ซึ่งงานนี้ต้องพึ่งพาพวกภรรยาทหาร

       พวกทหารที่มาช่วยงานนั้นไม่ต้องพูดเรื่องค่าตอบแทน

       แต่พวกภรรยาทหารนั้นต่างออกไป หากไม่มีผลประโยชน์ให้ ใครเขาจะอยากมาช่วยงานกันเล่า?

       แม้ที่ดินรกร้างของชีชีจะอยู่ในความดูแลของกองทัพ แต่เพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอช่วยบุกเบิกที่ทำกิน เบื้องบนจึงอนุมัติให้เธอไม่ต้องส่งส่วยธัญญาหารเป็นเวลาสามปี

       เท่ากับว่าภายในสามปีนี้ ที่ดินผืนนี้คือของชีชีโดยสมบูรณ์

       หลังจากพิจารณาดูแล้ว ชีชีจึงตัดสินใจไปหาพี่สะใภ้หลี่

       ดังนั้น เมื่อกลับถึงตำบลเธอจึงจ้างเกวียนวัวเพื่อบรรทุกพลาสติกกลับไป และไม่ลืมที่จะหยิบลูกอมกระต่ายขาวออกมาอีกสองชั่งเป็นของกำนัลด้วย