LNCrawler

บทที่ 62 ไม่มีการเปรียบเทียบ ก็ไม่มีความเจ็บปวด

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 62 ไม่มีการเปรียบเทียบ ก็ไม่มีความเจ็บปวด

        ชีชีคร้านจะเสวนากับคนตรรกะป่วยแบบนี้ เธอจึงเร่งฝีเท้าเตรียมจะเดินกลับบ้าน

       ทว่ากลับถูกชีหมิงเยว่คว้าแขนเอาไว้เสียก่อน “ชีชี เธอช่วยฉันหน่อยเถอะ หัวหน้าคณะของเราประทับใจในตัวเธอมาก เธอช่วยไปพูดจาดีๆ ให้ฉันหน่อยสิ ให้เขายอมรับฉันกลับไปทำงานที”

       ชีชีสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม “ทำไมฉันต้องช่วยเธอด้วย? เธอเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้ามาอ้อนวอนขอร้องฉัน?”

       “ชีชี ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว แต่ที่ทำไปวันนั้นฉันก็แค่หวังจะให้เธอได้แสดงฝีมือต่อหน้าท่านผู้นำบ้าง...”

       “หยุดโกหกหน้าตายเถอะจ้า นึกว่าคนอื่นเขาดูไม่ออกหรือไงว่าเธอคิดแผนชั่วอะไรอยู่” ชีชีปรายตามองอีกฝ่ายด้วยความเหยียดหยาม “จะว่าไปเธอก็ใช้ชีวิตมาตั้งสองชาติแล้วนะ ทำไมถึงไม่รู้จักใช้สมองเสียบ้าง? เรื่องที่พังพินาศมาจนถึงทุกวันนี้จะไปโทษใครได้ถ้าไม่ใช่ตัวเอง”

       “ชีชี ฉันไม่ได้มาเพื่อให้เธออบรมสั่งสอนนะ! เธอช่วยฉันหน่อยเถอะ ถ้าฉันได้ดีแล้ว ฉันสัญญาว่าจะไม่ลืมบุญคุณเธอแน่ๆ”

       “นี่เธอฝึกวาดวิมานในอากาศจนถึงบรรลุแล้วสินะ? เสียใจด้วยนะชีหมิงเยว่ อะไรที่ฉันต้องการ ฉันมีความสามารถพอที่จะไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอให้เธอหยิบยื่นมาให้หรอก”

       “เธอ... ทำไมเธอถึงได้ไม่รู้จักดีชั่วแบบนี้? หม่าหลงน่ะ...”

       “หม่าหลงจะได้เป็นผู้บัญชาการกองพลในอนาคตใช่ไหมล่ะ? ไม่มีมุกใหม่ๆ ที่มันสร้างสรรค์กว่านี้แล้วหรือไง?” ชีชีขัดคอขึ้นมาทันควัน “ต่อให้เขาจะได้เป็นนายพลหรือเป็นอะไร มันก็เรื่องของเขา ฉันก็ยังใช้ชีวิตของฉันต่อไป ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด”

       “ไสหัวกลับไป! นังตัวดี ทำขายหน้าไม่เว้นแต่ละวัน”

       เสียงคำรามต่ำของหม่าหลงดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาชีหมิงเยว่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่ฉายชัดในแววตา

       “ฉัน... ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”

       หม่าหลงก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว มองชีชีด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา “ขอโทษทีนะ ยัยนี่มันประสาทไม่ค่อยดี วันหลังเธอไม่ต้องไปเสียเวลาเสวนากับมันหรอก”

       ชีชีไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับผู้ชายคนนี้ เธอจึงจูงมือลู่เหย่แล้วเดินตรงกลับบ้านไปทันที

       สายตาของหม่าหลงยังคงตรึงแน่นอยู่ที่มือของทั้งสองคนที่กุมกันไว้ จนกระทั่งเงาร่างนั้นลับตาไป

       “โอ๊ย! ฉันผิดไปแล้ว ฮือ... ได้โปรดอย่าตีฉันเลย ฉันผิดไปแล้วจริงๆ...”

       ชีชีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างโหยหวนของชีหมิงเยว่แว่วมาจากบ้านข้างๆ

       เธออดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นเบาๆ “ตบตีผู้หญิงแบบนี้ หม่าหลงนี่ก็ไม่ได้ความเลยจริงๆ”

       “ก็เจ้าตัวเขาดื้อแพ่งจะแต่งกับหม่าหลงให้ได้เองนี่นา จะไปโทษใครได้ ไม่เห็นน่าสงสารตรงไหนเลยสักนิด”

       ชีชีหันไปมองลู่เหย่พลางยิ้มขำ “คุณนี่ก็แยกแยะได้เด็ดขาดดีนะ”

       “ผมก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้า คนเราโตๆ กันแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง จะหวังเอาแต่ผลประโยชน์อย่างเดียว มันไม่มีเรื่องดีๆ แบบนั้นในโลกหรอก”

       “อื้ม ผู้พันลู่กล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก”

       “ขอบพระคุณสำหรับคำชมครับคุณภรรยา”

       ลู่เหย่ทำหน้าทะเล้นพลางขยับเข้ามาใกล้ ชีชีรู้ทันทีว่าเขาไม่ได้คิดเรื่องดีแน่ๆ จึงรีบเบี่ยงตัวหลบ

       ทว่าข้างหลังกลับเป็นผนังห้อง เธอจึงหมดทางหนีโดยสิ้นเชิง

       ลู่เหย่ใช้ฝ่ามือรองที่หลังศีรษะของเธอไว้เพราะกลัวว่าเธอจะกระแทกกับผนัง แววตาของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นมาทันที

       “คุณไม่มีเรื่องอื่นให้ทำบ้างหรือไงคะ?”

       “ไม่มีเลยจริงๆ ครับ”

       “อื้อ...”

       หลังจากผ่านการพัวพันอันเหนื่อยอ่อนไปยกหนึ่ง ชีชีก็ได้แต่นอนระทดระทวยอยู่ในอ้อมกอดของลู่เหย่

       เธอบ่นคิดถึงคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในโลกอนาคตจับใจ

       หากที่นี่มีกิจกรรมบันเทิงอย่างอื่นบ้าง พ่อสุนัขหนุ่มคนนี้คงไม่เอาแต่ระบายเรี่ยวแรงทั้งหมดมาลงที่ตัวเธอแบบนี้หรอก

       น่าเสียดายที่กว่าโลกนี้จะมีอินเทอร์เน็ตก็คงต้องรอไปอีกหลายสิบปีเลยทีเดียว

       วันรุ่งขึ้น ชีชีไปที่ตัวตำบลอีกครั้ง

       เธอทำทีเป็นไปซื้อข้าวสารแป้งหมี่ทั่วไป แต่จุดประสงค์หลักคือการแอบนำไหมพรมออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อถักเสื้อ

       ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าของในมิติมีมากมายแค่ไหน เพราะไม่ได้จัดระเบียบดูให้ดีๆ

       ไหมพรมในมิติมีไม่มากนัก มีเพียงห้าสี รวมๆ แล้วไม่ถึงสิบชั่ง

       ชีชีเลือกสีกากีไว้สำหรับลู่เหย่

       ส่วนของตัวเองเธอเลือกสีเหลืองนวล ดูสดใสและมีชีวิตชีวาดี

       เมื่อเลือกไหมพรมเสร็จ ชีชีก็หยิบซี่โครงหมูออกมาสองชั่งกับหมูสามชั้นอีกสามชั่ง แล้วปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี

       พอกลับมาถึงบ้าน หญิงสาวก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าลู่เหย่มีเสื้อไหมพรมแค่ตัวเดียวน่าจะไม่พอ อย่างน้อยก็ควรมีไว้เปลี่ยนซัก

       ชีชีจึงคิดจะถักสีเขียวขี้ม้าให้เขาอีกตัว แต่พอเข้าไปในมิติเพื่อจะหยิบไหมพรม เธอกลับพบว่าไหมพรมสีที่หยิบไปเมื่อครู่ กลับมาวางอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยถูกแตะต้อง

       ชีชีรีบออกมาตรวจสอบดูข้างนอกทันที เธอจำได้แม่นว่าตัวเองหยิบไหมพรมออกมาสี่ชั่ง แบ่งเป็นสีกากีสองชั่ง และสีเหลืองนวลอีกสองชั่ง

       “สวรรค์! ทรัพยากรในมิตินี้สามารถเติมเต็มเองได้โดยอัตโนมัติเหรอเนี่ย? แบบนี้ก็หมายความว่าใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมดน่ะสิ!”

       หัวใจของชีชีเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น

       เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน หญิงสาวจึงลองหยิบกระดูกหน้าแข้งหมูออกมาจากมิติอีกหนึ่งท่อน

       ผลปรากฏว่าเพียงครู่เดียว ตรงที่เคยมีกระดูกวางอยู่ ก็มีกระดูกหน้าแข้งหมูแบบเดียวกันเป๊ะปรากฏขึ้นมาใหม่

       “มิตินี้มันสมบัติล้ำค่าชัดๆ ถ้าชีหมิงเยว่รู้ว่าทำของวิเศษขนาดนี้หลุดมือไปละก็ คงได้ร้องไห้จนขาดใจตายแน่”

       ชีชีรู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก เธอจัดการเก็บเกี่ยวพืชผักที่สุกงอมในสวนมิติเข้าสู่โกดังจนหมด แล้วจึงเริ่มเพาะปลูกชุดใหม่ลงไป

       เวลาในสวนมิติเดินไปพร้อมกับโลกภายนอก แม้พืชผักจะเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง แต่ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวก็ยังเท่ากับข้างนอก

       ทว่าเวลาในส่วนที่เป็นห้องเก็บของกลับหยุดนิ่ง อาหารที่เก็บไว้ในนั้นจึงไม่มีวันเน่าเสียและคงความสดใหม่ไว้ได้ตลอดกาล

       เดิมทีชีชีมองว่ามิตินี้เป็นแค่โกดังเก็บของ แต่ตอนนี้มันคือขุมทรัพย์มหาศาลที่มีทรัพยากรให้ใช้สอยไม่มีวันสิ้นสุด แค่คิดเธอก็แทบจะหุบยิ้มไม่ได้แล้ว

       ความลับเล็กๆ ของพื้นที่มิตินี้ ทำให้ชีชีอารมณ์ดีไปตลอดทั้งวัน

       เมื่อลู่เหย่กลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นชีชีนั่งถักไหมพรมอยู่กลางลานบ้าน แสงสุดท้ายของตะวันอาบชโลมลงบนตัวหญิงสาว ประหนึ่งว่ามีรัศมีสีทองส่องสว่างดูราวกับเทพธิดาจำแลงมาจุติ

       ลู่เหย่ถึงกับยืนมองจนตาค้างราวกับต้องมนตร์สะกด

       “ยืนบื้ออยู่ที่ประตูทำไมล่ะคะ? ทำไมไม่เข้ามา?”

       ชีชีเงยหน้ามองเขาด้วยสายตางุนงงสงสัยเล็กน้อย

       “ภรรยาครับ... คุณสวยจริงๆ เลย”

       พวงแก้มของชีชีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที “พูดจาไร้สาระ รีบไปทำกับข้าวได้แล้วไป ผักฉันล้างเตรียมไว้ให้หมดแล้ว”

       “รับทราบครับผม!”

       ลู่เหย่วิ่งปรู๊ดเข้าไปในครัว แล้วก็พบว่าชีชีเคี่ยวน้ำแกงกระดูกหมูหม้อใหญ่ไว้รอแล้ว

       เขารีบหั่นหัวไชเท้าใส่ลงไปในหม้อน้ำแกง เร่งไฟจนเดือดพล่าน ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ปิดท้ายด้วยการโรยต้นหอมและผักชีลงไป

       น้ำแกงหัวไชเท้าที่ทั้งหอมและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการก็เสร็จสมบูรณ์

       จากนั้นเขาก็ทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ยำเห็ดหูหนู และหุงข้าวสวยร้อนๆ อีกหนึ่งโถ

       “ภรรยาครับ ทานข้าวได้แล้ว”

       ชีชีโดนกลิ่นหอมของซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานดึงดูดความสนใจไปนานแล้ว เธอรีบวางงานถักในมือลงทันทีเพื่อมารอทานข้าว

       “ลู่เหย่ ฝีมือทำอาหารของคุณพัฒนาขึ้นอีกแล้วนะ อร่อยมากเลยค่ะ”

       “แหะๆ งั้นก็ทานเยอะๆ นะครับ”

       ลู่เหย่ที่ได้รับคำชมหน้าบานเท่าจานเชิง หากเขามีหางอยู่ข้างหลัง ตอนนี้มันคงจะแกว่งไกวแรงจนกลายเป็นใบพัดเครื่องบินไปแล้ว

       ในขณะที่บ้านของชีชีและลู่เหย่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและหอมหวาน ทว่าบ้านข้างๆ ของชีหมิงเยว่กลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเวทนา

       เมื่อคืนหม่าหลงระเบิดโทสะใส่เธออย่างรุนแรง แทบจะทุบตีเธอจนปางตาย

       ตลอดทั้งคืน เธอได้แต่นั่งกอดเข่าคู้ตัวอยู่ในมุมหนึ่งของห้องครัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

       เช้ามืดหม่าหลงก็ออกจากบ้านไปและยังไม่กลับมาจนถึงตอนนี้

       เธอต้องฝืนทนความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัวเพื่อทำอาหารไว้รอ ทว่ารอแล้วรอเล่าหม่าหลงก็ยังไร้วี่แววจะกลับมา

       ในยามที่ท้องส่งเสียงร้องประท้วงรอบที่เท่าไรไม่รู้ ชีหมิงเยว่ทำได้เพียงใช้มือกดท้องไว้เพื่อบรรเทาความเจ็บแสบในกระเพาะ

       หม่าหลงยังไม่กลับมา เธอไม่กล้าทานก่อน

       การปล่อยให้หม่าหลงต้องทานของเหลือ คือการรนหาที่ตายชัดๆ

       ลำพังแค่ความหิวก็น่าเวทนาพอแล้ว แต่กลิ่นหอมของเนื้อจากบ้านข้างๆ ยังลอยมาปะทะจมูกไม่ขาดสาย

       ชีหมิงเยว่เผลอเลียริมฝีปากตัวเองอย่างควบคุมไม่ได้ และคอยปาดน้ำลายที่มุมปากอยู่เป็นระยะ

       ในใจของเธอนั้นพยาบาทอย่างรุนแรง ‘ชีชี... เธอคอยดูเถอะ สักวันฉันจะจับเธอมาขังไว้ ให้อดข้าวอดน้ำสักสามวันสามคืน ให้เธอได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่ฉันกำลังเจออยู่ในตอนนี้!’