LNCrawler

บทที่ 64 ความชั่วเข้าครอบงำ

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 64 ความชั่วเข้าครอบงำ

        สูงสุดชีหมิงเยว่ใช้ความเร็วสูงสุดในการพรรณนาบอกเล่าถึงที่อยู่ของชีชีและเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อเข้าตำบลให้พี่ปาล่าฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน

       พอได้ยินว่าชีชีพักอยู่ที่เขตบ้านพักทหาร พี่ปาล่าก็เริ่มมีความรู้สึกยำเกรงอยู่บ้าง

       เขาอาจจะเป็นคนมักมากในกาม แต่ก็ยังรักชีวิตตัวเองอยู่

       การไปหาเรื่องภรรยาทหาร แถมยังเป็นถึงภรรยาของผู้พัน นั่นไม่ใช่การรนหาที่ตายหรอกหรือ?

       “นังแพศยานี่ คิดจะหลอกให้ฉันไปตายใช่ไหม!”

       “พี่ปาล่า อย่าเพิ่งโมโหสิคะ”

       ชีหมิงเยว่รีบยัดธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนห้าใบที่เตรียมไว้ใส่มือเขา “นี่เป็นเงินมัดจำค่ะ ถ้างานสำเร็จฉันจะจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง”

       พี่ปาล่าใช้นิ้วคลึงปึกเงินในมือ ความโลภพลันพุ่งขึ้นมาจนอดใจไม่อยู่

       “ตกลง ถึงตอนนั้นเธออย่าเบี้ยวก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอาเธอไว้แน่”

       “พี่ปาล่าสบายใจได้ค่ะ ฉันเป็นคนรักษาคำพูดที่สุด”

       ‘ปัง!’

       ประตูรั้วถูกปิดลงอย่างแรงจนเกือบจะกระแทกโดนปลายจมูกของชีหมิงเยว่

       หญิงสาวลูบอกตัวเองพยายามปลอบหัวใจที่เต้นระรัวให้สงบลง แต่มันกลับไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย

       ด้วยความเกรงว่าพี่ปาล่าจะเปลี่ยนใจเดินกลับออกมา ชีหมิงเยว่จึงรีบโกยแน่บหนีออกจากตรอกนั้นราวกับสุนัขที่ถูกเหยียบหาง

       ขณะเดียวกัน ชีชีและลู่เหย่กำลังเลือกซื้อของอยู่ในสหกรณ์รัฐ ทั้งลูกอมกระต่ายขาวสองชั่ง น้ำตาลแดงสองชั่ง น้ำตาลทรายขาวสองชั่ง ผงมอลต์สกัดสองกระป๋อง ผลไม้กระป๋องสองกระป๋อง เค้กไข่อีกหนึ่งชั่ง และเมล็ดทานตะวันครึ่งชั่ง...

       พวกเขาซื้อของจุกจิกกองพะเนิน ซึ่งแทบไม่มีอย่างไหนเลยที่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต

       หากบรรดาภรรยาทหารในเขตบ้านพักมาเห็นเข้า คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม่รู้จักทำมาหากินเป็นแน่

       ขณะที่ทั้งสองหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเตรียมตัวจะกลับบ้าน ก็มีคนคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดมาชนเข้าอย่างจัง

       ลู่เหย่รีบดึงชีชีไปไว้ข้างหลังตามสัญชาตญาณ เพื่อรับแรงกระแทกจากชายผู้นั้นไว้เพียงผู้เดียว

       ชายคนนั้นชะงักเท้าที่กำลังจะวิ่งต่อ แล้วหันกลับมามองลู่เหย่ที่ปั้นหน้าขรึม “ขะ... ขอโทษครับ ผมรีบไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

       เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมรับผิดแต่โดยดี ลู่เหย่ก็ไม่ได้ติดใจเอาความและปล่อยเขาไป

       ทว่าไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ยังมีผู้คนอีกมากมายที่พากันวิ่งมุ่งหน้าไปยังลานกว้างประจำตำบล

       บ้างก็ตะโกนโหวกเหวก “เร็วเข้าสิ เดี๋ยวที่นั่งดีๆ โดนแย่งไปหมดหรอก”

       “คืนนี้ฉายเรื่อง ‘ยุทธการยึดเขาเว่ยหู่’ ฉันตั้งตารอมานานแล้วนะเนี่ย”

       จากข้อมูลที่ได้ยินผ่านๆ ลู่เหย่ก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “ภรรยาครับ ข้างหน้าที่ลานกว้างต้องมีการฉายหนังกลางแปลงแน่ๆ เราไปดูกันเถอะครับ”

       ครั้งก่อนที่เข้าไปในตัวอำเภอแล้วไม่ได้ดูหนัง ลู่เหย่ยังคงรู้สึกค้างคาใจอยู่เสมอ วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะแก้ตัว

       ความจริงแล้วชีชีไม่ได้สนใจเท่าไรนัก

       แต่หญิงสาวไม่อยากทำให้ลู่เหย่เสียบรรยากาศ จึงพยักหน้าตอบรับ “ตกลงค่ะ”

       ลู่เหย่ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาขยับตัวลงนั่งยองต่อหน้าชีชี “ขึ้นมาเร็ว ผมอุ้มคุณไปจะเร็วกว่า”

       “คะ?”

       ชีชีตั้งตัวไม่ติด เธอนึกไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้

       “เร็วเข้าสิครับ เดี๋ยวที่นั่งเต็มนะ”

       ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้เอ่อล้นขึ้นมาในใจของชีชี เธอเลิกขัดเขินแล้วปีนขึ้นไปเกาะบนแผ่นหลังของเขาโดยดุษฎี

       ลู่เหย่หิ้วของพะรุงพะรังในมือขณะที่แบกชีชีไว้บนหลัง ทว่าความเร็วของเขากลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย

       ชายหนุ่มสับฝีเท้าราวกับเหยียบวงล้อไฟ เพียงครู่เดียวก็แซงหน้ากลุ่มฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดกันไปได้อย่างง่ายดาย

       ชายหนุ่มที่เพิ่งวิ่งชนเขาเมื่อครู่ถึงกับตาค้าง “นี่คือความเร็วที่มนุษย์ปกติวิ่งได้จริงเหรอ? ยอดคนชัดๆ”

       ส่วนบรรดาคุณตาคุณยายที่เดินเตาะแตะอยู่ท่ามกลางฝูงชนต่างพากันทำหน้าสิ้นหวัง “คนสมัยนี้ทำไมถึงไม่รู้จักให้เกียรติคนแก่เมตตาเด็กกันบ้างเลยนะ? ไม่คิดจะเหลือที่นั่งแถวหน้าไว้ให้พวกคนแก่อย่างเราบ้างหรือไง?”

       ลู่เหย่ไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร เขาอุ้มภรรยาพุ่งทะยานด้วยความเร็วระดับวิ่งร้อยเมตรเพื่อจองพื้นที่แถวแรกสุด และยังเป็นตำแหน่งกึ่งกลางจอดำพอดีเป๊ะ

       ชีชีมองเขาด้วยความสงสารพลางช่วยซับเหงื่อที่ขมับ “เหนื่อยแย่เลยใช่ไหมคะ?”

       “ไม่เหนื่อยเลยครับ ปกติผมฝึกวิ่งแบกน้ำหนักห้ากิโลเมตรทุกวัน ตัวคุณหนักแค่นี้เอง”

       ชีชีรู้สึกภาคภูมิใจในตัวชายคนนี้ขึ้นมาอย่างจับใจ นี่คือผู้ชายของเธอ ช่างดีเหลือเกิน

       แม้จะจองที่นั่งทำเลทองได้แล้ว แต่ทั้งสองไม่ได้พกเก้าอี้พับมาด้วย หากยืนดูคงจะไปบังคนข้างหลังแน่ๆ

       ลู่เหย่จึงแก้ปัญหาด้วยการนำถุงผ้าที่ใส่ของมาปูลงบนพื้นดินเพื่อให้ชีชีนั่ง

       ส่วนเขาก็นั่งแหมะลงข้างๆ เธอทันที

       ชีชีแอบเสียดายกางเกงตัวใหม่ของเขาอยู่แวบหนึ่ง แต่พอนึกได้ว่าตอนเขาฝึกทหารเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา จึงเลิกใส่ใจ

       เจ้าหน้าที่ฉายหนังง่วนอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดบนจอผ้าใบก็ปรากฏภาพจัตุรัสเทียนอันเหมินที่มีแสงเจิดจรัส พร้อมเสียงเพลงอันฮึกเหิมที่ปลุกใจและให้บรรยากาศย้อนยุคเป็นอย่างยิ่ง

       นี่เป็นครั้งแรกที่ชีชีได้ดูหนังกลางแปลง แม้จะเป็นเนื้อเรื่องที่คุ้นเคยดีแต่เธอกลับรู้สึกแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจ

       ลานกว้างเต็มไปด้วยผู้คนเนืองแน่นประหนึ่งมหาสมุทร ทว่าเสียงที่เคยอื้ออึงกลับเงียบสงัดลงทันทีที่เสียงดนตรีเริ่มบรรเลง

       ในยุคที่ความบันเทิงหาได้ยากยิ่ง การได้ชมภาพยนตร์สักเรื่องถือเป็นความสุขที่หาได้ยาก

       แม้ว่าหนังจะวนเวียนฉายอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง แต่ทุกคนก็ยังคงรับชมด้วยความเพลิดเพลินใจ

       ฉากที่หยางจื่อหรงโต้ตอบรหัสลับกับจั้วซานเตียว “ราชาสวรรค์ข่มพยัคฆ์ปฐพี เจดีย์พิทักษ์ปีศาจน้ำ...”

       แม้แต่เด็กอายุไม่กี่ขวบยังท่องบทภาพยนตร์นี้ได้ขึ้นใจ

       โดยเฉพาะตอนที่กองทัพปลดแอกยึดเขาเว่ยหู่ได้สำเร็จ คนทั้งลานกว้างต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดสาย

       แม้แต่คนที่มีนิสัยเยือกเย็นอย่างชีชี ยังพลอยรู้สึกเลือดร้อนสูบฉีดไปกับบรรยากาศรอบข้าง

       หลังจากเรื่อง ‘ยุทธการยึดเขาเว่ยหู่’ จบลง ก็มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง ‘สาวผมขาว’ ต่อ ชะตากรรมของสี่เอ๋อร์ตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมทุกคน

       โบราณว่าไว้ คนแสดงคือคนบ้า คนดูคือคนโง่

       แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นเพียงการแสดง แต่พวกเขากลับปล่อยอารมณ์ไปตามชะตากรรมของตัวละคร ร้องไห้และหัวเราะไปพร้อมๆ กัน

       เมื่อภาพยนตร์จบลง ท้องฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว ทางกลับเขตบ้านพักทหารมีเพียงเส้นทางเดียว ซึ่งระหว่างทางจะต้องผ่านทุ่งหญ้ารกๆ ที่ไร้ผู้คน

       ก่อนหน้านี้ชีชีเคยถูกดักปล้นที่นี่มาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้พอเข้าสู่เขตทุ่งหญ้า ลู่เหย่ก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยของคนแอบซ่อนอยู่ทันที หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบ

       หากมีเพียงเขาตัวคนเดียว ต่อให้ต้องสู้จนตัวตายเขาก็ไม่หวั่น

       แต่เมื่อมีชีชีอยู่ด้วย เขาจึงเกิดความกังวลและไม่อยากเสี่ยง

       เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น เขาจึงเบรกจักรยานแล้วตะโกนออกไปเสียงดัง “ออกมาเถอะ มีธุระอะไรก็ว่ามา”

       พี่ปาล่าที่แอบซ่อนอยู่ในพงหญ้า เดิมทีคิดว่าพวกเขาจะปั่นจักรยานผ่านไปเลย แล้วตะปูเหล็กที่เขาโรยไว้บนถนนจะทิ่มยางให้แตก ทำให้ทั้งสองเสียหลักล้มลงโดยไม่ทันตั้งตัว

       เขาจะได้อาศัยจังหวะชุลมุนฉุดคร่าชีชีไป โดยพยายามไม่ปะทะกับลู่เหย่

       เพราะในสายตาชาวบ้านธรรมดา ผู้บังคับกองพันถือเป็นเจ้าคนนายคนที่มีอำนาจล้นมือ เกินกว่าจะไปต่อกรด้วยได้

       ทว่าเขาคิดไม่ถึงว่าลู่เหย่จะหูไวตาไวขนาดนี้ ถึงขั้นหยุดรถรอหน้าตาเฉย

       ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก จะออกไปก็ไม่ใช่ จะหลบอยู่ก็ไม่เชิง

       ลู่เหย่ไม่ได้เร่งรีบ เขาจ้องเขม็งไปยังจุดที่พี่ปาล่าซ่อนตัวอยู่

       นี่ทำให้พี่ปาล่าเข้าใจแล้วว่าร่องรอยของตนถูกเปิดโปง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็จำต้องเดินออกมาจากความมืด

       ทันทีที่ชีชีเห็นใบหน้าของพี่ปาล่า หญิงสาวก็สะดุ้งสุดตัวและหลุดปากร้องออกมาด้วยความตกใจ

       ลู่เหย่รีบรวบตัวเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอดทันทีเพื่อปลอบโยน “ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ทั้งคน”

       อันที่จริงชีชีไม่ได้หวาดกลัวขนาดนั้น เพียงแต่ใบหน้าของพี่ปาล่าส่งผลกระทบต่อสายตาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการโผล่ออกมาท่ามกลางความมืดมิดเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องขวัญเสียเป็นธรรมดา

       ลู่เหย่กดศีรษะเล็กๆ ของชีชีไว้แนบอก ไม่ยอมให้เธอมองภาพอุจาดตาตรงหน้า

       เขาสบสายตาจ้องมองพี่ปาล่าเขม็ง น้ำเสียงเยือกเย็นประหนึ่งหยาดน้ำแข็ง “นายต้องการอะไร?”

       พี่ปาล่าจ้องมองใบหน้าของชีชีให้เต็มตาอีกครั้ง เธอสวยกว่าในรูปถ่ายไม่รู้กี่เท่า ความชั่วร้ายพลันพุ่งพล่านเข้าครอบงำจิตใจ

       ถึงแม้ลู่เหย่จะเป็นทหาร แต่การที่ต้องปกป้องภรรยาไปด้วยคงทำให้เขาลงมือได้ไม่เต็มที่

       พี่ปาล่าคำนวณดูแล้วว่าเขามีโอกาสชนะ

       ในที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ ต่อให้มีคนตายสักคน ตำรวจก็คงไม่ตามสืบมาถึงตัวเขาได้ง่ายๆ

       เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากของพี่ปาล่าก็แสยะยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมลู่เหย่อย่างกะทันหันโดยไร้สัญญาณเตือน