LNCrawler

บทที่ 65 สวรรค์เบนหน้าหนีอีกครา

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 65 สวรรค์เบนหน้าหนีอีกครา

        ต้องยอมรับเลยว่า พี่ปาล่านั้นนับว่าเป็นผู้โชกโชนในวงการนักเลงนี้ ฝีไม้ลายมือในการลงมือนั้นเหี้ยมเกรียมและดุดันไม่เบา

       ทว่าน่าเสียดายที่เขาดันมาตอแยผิดคน คนที่กำลังเผชิญหน้าอยู่คือลู่เหย่ ชายหนุ่มผู้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการประชันฝีมือระดับกองทัพ

       รอยยิ้มลำพองใจบนใบหน้าของพี่ปาล่ายังไม่ทันจะคลี่ออก เขาก็ถูกลู่เหย่เหยียบจมธรณีจนขยับเขยื้อนไม่ได้เสียแล้ว

       “พูดมา ใครส่งนายมา?”

       น้ำเสียงของลู่เหย่เย็นเยียบบาดลึก ทำเอาพี่ปาล่ารู้สึกหนาวสะท้านจากกระดูกสันหลังลามไปทั่วร่าง

       ถึงกระนั้น เขาก็ยังฝืนทำใจดีสู้เสือ ตะโกนก้องอย่างโอหัง

       “ไม่มีใครส่งมาทั้งนั้นแหละ หึ! ฉันก็แค่เห็นนังหนูนี่หน้าตาสะสวย เลยอยากจะลองลิ้มชิมรสดูสักหน่อย... อ๊าก! เจ็บๆๆๆ ยอมแล้ว!”

       ลู่เหย่ไม่อยากให้ชีชีมองว่าเขาเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อน จึงได้ออมมือไว้บ้างแล้ว

       ทว่าพี่ปาล่ายังคงแผดเสียงร้องโหยหวนดังยิ่งกว่าหมูถูกเชือด “ฉันบอกแล้ว ฉันจะบอกทุกอย่าง หยุดมือเถอะ... ได้โปรด ฉันยอมพูดแล้ว!”

       ภายใต้วิธีการอันเฉียบขาดของลู่เหย่ ใบหน้าที่เคยดูดุดันของพี่ปาล่าบัดนี้อาบไปด้วยน้ำมูกและน้ำตา ดูน่าเวทนาประหนึ่งเด็กน้อยร่างยักษ์หนักสองร้อยชั่งไม่มีผิด

       “คิดให้ดีก่อนจะอ้าปาก”

       ลู่เหย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด ทว่าทุกถ้อยคำกลับแฝงไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า

       “เป็นชีหมิงเยว่! หล่อนให้เงินมัดจำฉันมาห้าสิบหยวน แล้วบอกว่าถ้างานสำเร็จจะให้อีกห้าสิบ ผมมันตาบอดเองที่เห็นแก่เงินจนหน้ามืดตามัว ท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดไว้ชีวิตผมสักครั้งเถอะครับ”

       “ชีหมิงเยว่!”

       ลู่เหย่ทวนชื่อนั้นซ้ำๆ ในลำคอ แววตาฉายประกายอันตรายวาบผ่าน

       ทว่าเขาก็ไม่ได้ตัดสินใจโดยพลการ หากแต่หันไปมองชีชี “ภรรยา เรื่องนี้คุณตั้งใจจะจัดการยังไงครับ?”

       “แจ้งตำรวจเถอะค่ะ”

       ชีชีตอบออกไปตามสัญชาตญาณ ในโลกที่เธอเคยจากมา การมีเรื่องแล้วนึกถึงตำรวจเป็นนิสัยที่ฝังรากลึกอยู่ในกระดูก

       “ดึกดื่นป่านนี้ สถานีตำรวจปิดทำการไปนานแล้วล่ะ”

       น้ำเสียงของลู่เหย่แฝงไปด้วยความอ่อนใจเล็กน้อย

       ชีชีเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีสายด่วนแจ้งเหตุตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง หากจะส่งตัวเจ้านี่ไปสถานีตำรวจ ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาทำการในวันพรุ่งนี้

       เธอไม่อยากมานั่งยองๆ รอหน้าสถานีตำรวจทั้งคืนเพื่อคนพรรค์นี้

       และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะคุมตัวเขากลับไปที่บ้าน

       ลู่เหย่ไม่ปล่อยให้เธอต้องลำบากใจนาน เขาขยับเท้าถีบพี่ปาล่าไปทีหนึ่ง “พรุ่งนี้จงไปมอบตัวที่สถานีตำรวจด้วยตัวเองซะ”

       “หา?”

       “คะ?”

       ทั้งชีชีและพี่ปาล่าต่างอุทานออกมาพร้อมกัน เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ลู่เหย่พูดนั้นเหมือนเรื่องตลกขบขันเสียมากกว่า

       “ทำไม ไม่อยากไปเหรอ?” ลู่เหย่เสริมแรงเท้าลงไปอีกหนึ่งที

       “ยะ... อยากครับ ไปแน่นอนครับ!”

       พี่ปาล่าผงกหัวหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าว ขอเพียงหลุดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชอย่างลู่เหย่ได้ ให้เขาทำอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น

       ส่วนเรื่องวันพรุ่งนี้... เอาไว้ให้ถึงพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

       “อืม ดีมาก พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าผมจะโทรไปที่สถานีตำรวจ ถ้านายไม่ไปละก็ เตรียมตัวเจอดีได้เลย”

       ท่าทางพูดจาง่ายๆ ของลู่เหย่ทำให้พี่ปาล่าดีใจจนเนื้อเต้น

       “ไปครับ ผมไปแน่ๆ... เอ่อ ตอนนี้ผมไปได้หรือยังครับ?”

       “ไสหัวไป!”

       ทันทีที่ลู่เหย่ยกเท้าออก พี่ปาล่าก็เด้งตัวลุกขึ้นราวกับติดสปริงไว้ที่ก้น แล้ววิ่งหายลับไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว

       ชีชีมองลู่เหย่อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “คุณเชื่อจริงๆ เหรอคะว่าเขาจะไปมอบตัวในวันพรุ่งนี้?”

       “นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเอง แต่การไปมอบตัว ย่อมดีกว่าไม่ไปแน่นอน”

       ชีชีไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เหย่ถึงได้มั่นใจนัก แต่ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ เธอก็เชื่อมั่นว่าเขาต้องมีวิธีจัดการแน่ๆ

       ความรู้สึกที่ถูกปกป้องเช่นนี้มันช่างดีเหลือเกิน พลันชีชีก็นึกอะไรขึ้นมาได้

       “เรื่องของหลี่เฉิงเต๋อ... เกี่ยวข้องกับคุณใช่ไหมคะ?”

       “อืม... ก็ทำนองนั้นครับ”

       ชีชีเบ้ปาก “แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่แก้แค้นส่วนตัวน่ะ?”

       “ไม่มีทางแน่นอนครับ” ลู่เหย่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และเที่ยงธรรม “ผมทำเพื่อกำจัดภัยสังคมต่างหาก ข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเขาคือแกะดำในหมู่พวกเราจริงๆ”

       ชีชีลอบยิ้มขำในใจ ถ้าเชื่อคุณก็ออกลูกเป็นลิงแล้วล่ะ

       กว่าทั้งสองจะกลับถึงบ้านก็ล่วงเลยไปค่อนข้างดึก

       เพราะมัวแต่ไปดูหนังจึงยังไม่ได้ทานมื้อค่ำกันจริงจัง ทำได้เพียงรองท้องด้วยเค้กไข่ไปนิดหน่อย

       ลู่เหย่หิ้วข้าวของที่ซื้อมาเข้าไปในห้องพลางบอกให้ชีชีเก็บเข้าที่

       ส่วนเขาเองก็เข้าห้องครัวไปลวกเส้นหมี่ เส้นหมี่ขาวนวลราดด้วยซอสเห็ดหอมสับฝีมือชีชี โรยหน้าด้วยแตงกวาซอยและผักชี แค่เห็นก็น้ำลายสอ

       ชีชีประคองชามพลางสูดเส้นคำโต น้ำจิ้มเลอะอยู่ที่มุมปาก ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของเขา

       ทางด้านชีหมิงเยว่ เมื่อได้ยินเสียงคนกลับมา เธอก็รีบเอาหูแนบกำแพงรั้วเพื่อแอบฟังความเคลื่อนไหวทันที

       พอได้ยินเสียงชีชีหัวเราะต่อกระซิกกับลู่เหย่อย่างมีความสุข ก็เป็นที่แน่ชัดว่าแผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า

       หญิงสาวแทบจะกัดฟันกรามจนแตกละเอียด “ไอ้พี่ปาล่านี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่สำเร็จ เสียดายธนบัตรใบละสิบหยวนทั้งห้าใบของฉันชะมัด!”

       แม้จะโกรธแค้นเพียงใด แต่เธอก็ทำได้เพียงก่นด่าอยู่ในใจ ไม่กล้าไปทวงเงินคืนจากพี่ปาล่าจริงๆ

       เพราะชีหมิงเยว่กลัวว่าหากพี่ปาล่าทำอะไรชีชีไม่ได้ แล้วเกิดโมโหขึ้นมา จะหันมาจัดการกับเธอแทน

       คืนนั้นชีชีนอนหลับอย่างเป็นสุขในอ้อมกอดของลู่เหย่

       ผิดกับชีหมิงเยว่ที่นอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียงเพียงลำพัง หัวใจหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินขนาดมหึมามาทับไว้จนอึดอัดไปหมด

       ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียน ชีหมิงเยว่มักจะเป็นจุดศูนย์กลางของสายตาเสมอ เป็นที่รักของทุกคน

       ทว่านับตั้งแต่ชีชีถูกตามตัวกลับมา เธอก็รู้สึกว่าทุกอย่างดูจะขัดหูขัดตาไปเสียหมด

       เริ่มจากไช่เหวินเจี๋ยที่ใจโลเล ถูกชีชีโปรยเสน่ห์จนเสียผู้เสียคน

       มิเช่นนั้นชีหมิงเยว่คงไม่ต้องยอมเปลืองตัวให้ไช่เหวินเจี๋ยเอาเปรียบถึงเพียงนี้ และคงไม่ต้องวางยาแผนร้ายให้ชีชีต้องไปตกเป็นของลู่เหย่

       เดิมทีชีหมิงเยว่คิดว่าการโต้กลับจะทำให้ตนมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ใครจะไปนึกว่าสวรรค์กลับเบนหน้าหนี ไม่เพียงแต่ทำให้เธอสูญเสียพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณไป แต่ยังถูกตระกูลไช่ถอนหมั้น จนสุดท้ายต้องระเห็จมาเป็นยุวชนผู้มีการศึกษาในชนบท

       แม้จะมาอยู่ในกองผลิตชีหมิงเยว่ก็ยังไม่ย่อท้อ หวังจะใช้ความทรงจำจากชาติปางก่อนมากอบกู้สถานการณ์

       ด้วยความพยายาม เธอจึงสามารถย้ายจากกองผลิตมาอยู่ในคณะศิลปกรรมทหารได้สำเร็จ เปลี่ยนสถานะจากยุวชนเป็นทหารประจำการ

       ทั้งยังได้แต่งงานกับหม่าหลงผู้มีอนาคตไกล

       และยังสามารถขับไล่ชีชีออกจากตระกูลชี ฮุบเอาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดมาเป็นของตน

       ตามหลักแล้ว ชีวิตของชีหมิงเยว่ควรจะดีกว่าชีชีหลายเท่าตัวนัก

       ตำแหน่งของหม่าหลงก็สูงกว่าลู่เหย่ เงินเดือนก็มากกว่า

       ชีหมิงเยว่มีงานทำ มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

       ในขณะที่ชีชีเป็นเพียงภรรยาทหารธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่งานทำ ต้องคอยแบมือขอเงินลู่เหย่ประทังชีวิตไปวันๆ

       ทว่า... ลู่เหย่กลับตามใจชีชีจนเหลิง

       ไม่เพียงแต่จะเชื่อฟังชีชีทุกอย่าง กลับมาบ้านยังช่วยซักผ้าทำกับข้าว หาบน้ำผ่าฟืน งานหนักงานเบาเอาหมดทุกอย่าง

       เมื่อหันกลับมามองตัวเอง หม่าหลงที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักและเทิดทูนภรรยายิ่งกว่าสิ่งใด กลับพลิกโฉมเป็นชายใจร้ายที่ชอบใช้ความรุนแรงในบ้านเสียอย่างนั้น

       นอกจากจะยึดเงินทองไปหมดแล้ว ยังลงไม้ลงมือตบตีเธออีกด้วย

       ตามนิสัยเดิมของชีหมิงเยว่นั้นไม่มีทางยอมทน

       ทว่าตอนนี้หญิงสาวถูกสั่งพักงาน วันที่จะได้กลับไปทำงานยังดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย

       เหมียวหงเองก็ถูกไล่ออกจากงาน เงินที่ทางบ้านเคยส่งมาให้เดือนละห้าสิบหยวนก็ลดวูบเหลือเพียงยี่สิบหยวน

       ต่อหน้าหม่าหลง ชีหมิงเยว่จึงไม่สามารถผยองได้อีกต่อไป ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเกลียดที่สุด

       แต่ชีหมิงเยว่ไม่ยอมแพ้หรอก! ทั้งที่ชีชีไม่มีอะไรเทียบเธอได้เลยสักนิด แล้วทำไมยัยนั่นถึงได้มีชีวิตที่ดีกว่าล่ะ? เพราะอะไรกัน!

       ความแค้นทั้งจากชาติก่อนและชาตินี้พวยพุ่งขึ้นมาจนทำให้ชีหมิงเยว่หน้ามืดตามัว ยอมควักเงินเก็บที่ซ่อนไว้ออกมาเพื่อหวังจะทำลายชีวิตชีชีให้ย่อยยับ

       ตั้งแต่วินาทีที่พบพี่ปาล่าจนถึงตอนที่ชีชีกลับมา เธอเฝ้าจินตนาการถึงความอัปยศของชีชีมาตลอด

       หากชีชีถูกย่ำยีจนแปดเปื้อน ลู่เหย่คงไม่มีทางเอายัยนั่นไว้แน่ๆ

       เมื่อถึงตอนนั้น แค่ชีหมิงเยว่ช่วยเติมเชื้อไฟอีกนิด ข่าวคาวนี้ก็จะขจรกระจายไปทั่วจนไม่มีที่ยืน

       ท่ามกลางเสียงสาปแช่งและสายตาเหยียดหยามของคนนับหมื่น ชีหมิงเยว่ไม่เชื่อหรอกว่าชีชีจะมีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้

       ทว่า... สวรรค์กลับเบนหน้าหนีอีกครา

       ชีชีกลับมาโดยที่ไม่มีเส้นผมหลุดร่วงไปแม้แต่เส้นเดียว มิหนำซ้ำความรักระหว่างเธอกับลู่เหย่ดูจะยิ่งหวานชื่นจนน่าหมั่นไส้

       ชีหมิงเยว่โกรธจัดจนแทบคลั่ง ได้แต่ขบเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองกรีดร้องออกมา

       “ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน มายืนเซ่ออะไรอยู่ข้างกำแพง?”

       ชีหมิงเยว่จมอยู่ในภวังค์แห่งความโกรธแค้นจนไม่รู้เลยว่าหม่าหลงกลับมาแล้ว

       เมื่อถูกเขาตะคอกใส่ เธอก็รีบดึงสติกลับมาทันที พร้อมกับส่งสายตาหยาดเยิ้มไปให้ “ก็คุณไม่อยู่บ้าน ฉันก็นอนไม่หลับนี่คะ”

       “นังตัวดี!”