LNCrawler

บทที่ 67 ชะล่าใจไปเสียแล้ว

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 67 ชะล่าใจไปเสียแล้ว

        พริบตาเดียวก็ถึงเวลาของ ‘การประชันฝีมือระดับกองทัพ’ ประจำปี โดยเขตพื้นที่ทหารที่ลู่เหย่สังกัดอยู่นั้นได้รับสิทธิในการแข่งขันเพียงสองที่นั่งเท่านั้น

       การประลองในค่ายทหารล้วนเป็นการห้ำหั่นด้วยฝีมือจริงและไหวพริบอย่างที่สุด ไม่มีทางที่จะเสแสร้งตบตาได้

       อีกทั้งเหล่าทหารหาญต่างให้ความสำคัญกับเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต หากคิดจะใช้เส้นสายหรืออาศัยสายสัมพันธ์เข้าหาช่องทางลัดในเรื่องนี้ ย่อมต้องถูกคนทั้งกองทัพตราหน้าและดูแคลน จนไม่อาจเงยหน้าอ้าปากในสังคมทหารได้อีกต่อไป

       ในเมื่อเป็นการประชันฝีมือระดับกองทัพ ย่อมหมายความว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วม

       การจะคัดกรองผู้ชนะเพียงสองคนจากกองกำลังนับหมื่นฟังดูแล้วชวนให้ใจสั่นไม่น้อยกับอัตราการคัดออกที่สูงลิบลิ่วเช่นนี้

       ทันทีที่ชีชีได้รับทราบข่าว หญิงสาวก็ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น

       “ลู่เหย่ ฉันอยากไปดูด้วย ต้องไปดูให้ได้เลย”

       “การแข่งขันรอบคัดเลือกจะเริ่มในสัปดาห์หน้าครับ ตอนนี้เป็นช่วงเข้าค่ายฝึกซ้อมเข้มข้น”

       “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องเก็บตัวฝึกซ้อมน่ะสิ? ช่วงนี้ก็กลับบ้านไม่ได้เลยเหรอ?” ชีชีอดไม่ได้ที่จะเบะปากน้อยๆ อย่างแสนงอน

       ลู่เหย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดศีรษะเล็กๆ ของชีชีให้แนบลงกับแผงอก “ขอโทษนะภรรยา ผมมักจะไม่ค่อยมีเวลาอยู่เป็นเพื่อนคุณเลย”

       ชีชีไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพียงแต่การต้องอยู่บ้านคนเดียวบ่อยครั้งมันชวนให้รู้สึกเงียบเหงาเหลือเกิน

       หญิงสาวซบหน้าถูไถกับอกเขาเบาๆ “จริงๆ คุณก็ดีมากแล้วล่ะค่ะ อย่างน้อยก็ไม่เคยลงไม้ลงมือกับฉันเลยสักครั้ง”

       ลู่เหย่หลุดหัวเราะพรืดออกมา “นี่คุณตั้งมาตรฐานความต้องการในตัวผู้ชายไว้ต่ำแค่นี้เองเหรอ?”

       “ฮ่าๆๆ ก็พี่สะใภ้หลี่บอกว่า ทั้งเขตบ้านพักทหารมีฉันเป็นภรรยาทหารคนเดียวที่ไม่เคยโดนตีเลยน่ะสิ” ชีชีเองก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่จนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเช่นกัน

       ลู่เหย่ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจทันที “ถ้าอย่างนั้นก็พูดได้ว่า ทั้งเขตบ้านพักทหารมีผมเป็นผู้ชายดีๆ อยู่คนเดียวน่ะสิ”

       “ฮ่าๆๆๆ พ่อคนหลงตัวเอง”

       ลู่เหย่ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของชีชีอย่างแรงหนึ่งที ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไป

       ทุกครั้งที่ต้องจากบ้านเขาไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับ คำกล่าวที่ว่า ‘วิมานรักคือสุสานวีรบุรุษ’ นั้นช่างเป็นความจริงแท้แน่นอน

       เขารู้ดีว่าหากหันกลับไปสบตาเศร้าสร้อยคู่เล็กๆ ของชีชีเพียงแวบเดียว เขาคงได้วิ่งถลันกลับไปกอดอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับถูกเชื่อมติดกัน แล้วไม่ยอมก้าวไปไหนอีกเลยเป็นแน่

       ลู่เหย่เดินออกไปพลางนึกจินตนาการบทละครโศกนาฏกรรมแห่งการพลัดพรากอันยิ่งใหญ่อยู่ในใจ

       ทว่าช่างน่าเสียดายที่ชีชีไม่ได้มองตามเขาเลยสักนิด หล่อนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของเตรียมตัวจะออกไปทำงานที่โรงเรือนเพาะปลูก

       ขณะที่เดินผ่านหน้าบ้านของหม่าหลง ชีหมิงเยว่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นพลางถลึงตาใส่ชีชีอย่างอาฆาต

       สายตานั้นราวกับอยากจะขย้ำเนื้อหนังของชีชีออกมาสักชิ้นให้หายแค้น

       ชีชีล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าชีหมิงเยว่คนนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร

       หาเรื่องมาขัดแข้งขัดขาได้ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งที่ทุกครั้งก็ไม่เคยได้ผลประโยชน์อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไปเพื่ออะไร? หรือแค่ชอบความตื่นเต้นระหว่างทางกันแน่?

       แต่เดิมชีชีก็เป็นคนขี้เกียจอยู่แล้ว อะไรที่คิดไม่ตกเธอก็เลิกคิดไปเสียดื้อๆ

       การเพาะปลูกเป็นงานที่ละเอียดอ่อน หากคุณมอบความรักและความใส่ใจให้กับพืชพันธุ์ในดิน พวกมันก็จะตอบแทนกลับมาด้วยผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ นี่คือความยุติธรรมที่สุดในโลก

       เหตุผลที่ชีชีหลงรักการเพาะปลูก ก็เพราะหญิงสาวชอบเฝ้ามองเหล่าพืชพรรณที่เริ่มจากเมล็ดเล็กๆ ชูยอดพ้นดิน ผลิใบอ่อน เติบโตเป็นต้นกล้า และแผ่กิ่งก้านสาขาจนออกดอกออกผลในที่สุด

       มันคือการเดินทางของชีวิตที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยพลัง

       อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในยุคสมัยที่ข้าวของเครื่องใช้ขาดแคลนเช่นนี้ มีเสบียงอยู่ในมือย่อมทำให้ใจอุ่นกว่าสิ่งใด

       ชีชีมีพื้นที่มิติซึ่งเก็บสะสมทรัพยากรไว้มหาศาล เธอไม่มีทางขาดแคลนอาหารหรือเสื้อผ้าอย่างแน่นอน

       ทว่าหญิงสาวก็ปรารถนาจะให้คนรอบข้างได้กินอิ่มนอนอุ่นด้วยเช่นกัน

       โดยเฉพาะเหล่าทหารที่สละชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ พวกเขาและประชาชนผู้ยากไร้ต่างต้องเผชิญกับความหิวโหย กินอิ่มเพียงครึ่งท้องในแต่ละวัน

       แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน และเมื่อมีศัตรูปรากฏกาย พวกเขาก็พร้อมจะแบกปืนพุ่งเข้าสู่สมรภูมิแนวหน้าโดยไม่ลังเล

       เดิมทีชีชีเพียงอยากจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม รอจนกว่านโยบายต่างๆ ผ่อนปรนลงแล้วค่อยกว้านซื้อบ้านซื้อที่ดินเพื่อใช้ชีวิตแบบชาวสวนสบายๆ

       แต่เมื่อได้มาพำนักในเขตบ้านพักทหารนานเข้า ได้ยินเสียงแตรปลุกของกองทัพทุกวัน ได้เห็นพวกเขาอาบเหงื่อต่างน้ำในการฝึกฝนและใช้แรงงาน ปกป้องมวลชนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง

       หัวใจที่ทำด้วยเนื้อของเธอก็พลันบังเกิดความรู้สึกรับผิดชอบขึ้นมา

       ยิ่งมีความสามารถมากเท่าไร ความรับผิดชอบก็ยิ่งยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น

       ดังนั้นชีชีจึงตัดสินใจว่าควรจะลงมือทำอะไรสักอย่าง

       ในไม่ช้า ผักรุ่นแรกในโรงเรือนเพาะปลูกก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว

       ชีชีไม่เก็บไว้ทานเองเลยแม้แต่น้อย เธอขนใส่รถเข็นไม้ไปมอบให้กับผู้พันจางทั้งหมด

       แม้สภาพอากาศจะเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แต่ผักในไร่นาก็ยังพอจะเติบโตได้อีกสักระยะ

       การที่ชีชีเอาผักมาส่งให้จึงดูเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

       ทว่าผู้พันจางกลับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่ “สหายเสี่ยวชี นี่คือประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม?”

       “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” ชีชีหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กของเธอส่งให้เขาดู “นี่คือบันทึกการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการหว่านเมล็ดจนถึงการเก็บเกี่ยวค่ะ ในช่วงเวลานี้เคยเกิดฝนตกหนักหนึ่งครั้ง และลูกเห็บตกอีกหนึ่งครั้ง แปลงผักของแต่ละบ้านในเขตที่พักพังเสียหายหมด แต่คุณดูสิคะ ผักในโรงเรือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย

       อีกประการหนึ่งคือ การปลูกในโรงเรือนประหยัดน้ำมากค่ะ เนื่องจากเราสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้เอง ปริมาณและคุณภาพของผักจึงดีกว่าการปลูกแบบดั้งเดิมมากค่ะ”

       “วิเศษไปเลย สหายเสี่ยวชี! ผมจะรีบรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบทันที เพื่อขยายผลการปลูกในโรงเรือนให้ทั่วทั้งกองทัพ และผมจะเสนอชื่อเพื่อปูนบำเหน็จความดีความชอบให้คุณด้วย คุณได้ทำสิ่งที่สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศชาติและประชาชนจริงๆ!”

       ผู้พันจางกล่าวด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น

       ชีชีรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ฉันก็แค่คนอยู่บ้านว่างๆ เลยชอบหาอะไรทำในไร่นาแก้เบื่อเท่านั้นเองค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

       ยิ่งหญิงสาวถ่อมตัวเท่าไร ผู้พันจางก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอเป็นสหายที่ดีที่มุ่งมั่นรับใช้ประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทน

       ในวันนั้นเอง เขาจึงร่างรายงานขึ้นฉบับหนึ่ง โดยใช้ถ้อยคำมากมายพรรณนาชื่นชมในจิตวิญญาณอันเสียสละของชีชี

       ขณะที่ชีชีเดินกลับมาจากกองทัพ ระหว่างทางเธอได้พบกับหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารโดยบังเอิญ

       “สหายเสี่ยวชีครับ พิจารณาไปถึงไหนแล้ว? จะมาเริ่มงานเมื่อไรดี?”

       ชีชีชะงักกึก พยายามนึกอยู่นานว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่?

       เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าฉงน หัวหน้าคณะศิลปกรรมก็หัวเราะขื่นๆ “ดูท่าทางคุณคงจะลืมเรื่องที่ผมขอไว้ไปสนิทใจเลยสินะ”

       ชีชีเพิ่งจะนึกออกถึงเหตุการณ์ในวันพิธีมอบรางวัล จึงเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “ขอโทษด้วยนะคะท่านหัวหน้าคณะ ฉันมันก็แค่ชาวนาแท้ๆ ยุ่งอยู่กับงานในไร่นาพอไหว แต่จะให้ขึ้นเวทีแสดงงานศิลปะชั้นสูงแบบนั้น ฉันทำไม่เป็นจริงๆ ค่ะ”

       “อย่าได้ถ่อมตัวไปเลยครับ ด้วยพื้นฐานการเต้นรำของคุณ ถ้าไม่ฝึกฝนมานับสิบปีก็ไม่มีทางทำได้ขนาดนั้นแน่ๆ แถมยังต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศด้วย”

       ชีชีรู้สึกผิดเล็กน้อยจนต้องยกมือขึ้นลูบจมูกเบาๆ ท่านหัวหน้าคณะพูดไม่ผิดเลย

       ในชาติก่อน ชีชีก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกคุณแม่ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าบังคับให้ไปเรียนเต้นเสริม อาจเป็นเพราะพรสวรรค์ที่มีมาแต่เกิด เธอจึงแสดงศักยภาพที่โดดเด่นออกมาในด้านนี้

       หญิงสาวเคยได้รับรางวัลมาไม่น้อย

       และนั่นก็ช่วยให้สภาพความเป็นอยู่ของบ้านเด็กกำพร้าดีขึ้นในระดับหนึ่ง

       ในตอนนั้น ข้าวของเครื่องใช้ชิ้นใหญ่หลายอย่างในบ้านเด็กกำพร้าล้วนมาจากเงินรางวัลที่ชีชีได้รับจากการแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งสิ้น

       เพียงแต่ชีชีไม่ได้มีใจรักในด้านนี้ หลังจากโตขึ้นเธอก็เลือกเดินตามทางของตัวเองโดยไม่ฟังคำทัดทานของแม่ผู้ดูแล แล้วสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะเกษตรศาสตร์

       ด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม หลังจบการศึกษาชีชีจึงได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรเป็นกรณีพิเศษ และกลายเป็นนักวิชาการที่อายุน้อยที่สุด

       ทว่าบ้านเด็กกำพร้าแห่งนั้น หญิงสาวคงไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกแล้ว

       ในเมื่อข้ามมิติมาแล้ว เธอก็ไม่อยากบังคับตนเองให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบอีก

       อันที่จริง หากวันนั้นชีหมิงเยว่ไม่จงใจหาเรื่อง ชีชีก็อาจจะไม่กลับมาเต้นรำอีกเลยตลอดชีวิต

       ศิลปะการเต้นรำ... ครั้งหนึ่งเคยเป็นเงาทมิฬที่ฝังลึกอยู่ในใจของเธอ

       “ท่านหัวหน้าคณะคะ ขอบคุณในความหวังดีนะคะ แต่ฉัน...”

       “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ” หัวหน้าคณะรีบโบกมือ “ไม่มาทำงานประจำก็ได้ แต่ผมขอปรึกษาเรื่องอื่นแทนได้ไหม?”

       “เรื่องอะไรคะ ลองว่ามาได้เลยค่ะ ถ้าอยู่ในวิสัยที่ฉันพอจะช่วยได้ ฉันจะพยายามเต็มที่ค่ะ”

       “คุณยอมตกลงแบบนี้ผมก็เบาใจ!” หัวหน้าคณะยิ้มระรื่นทันที

       ชีชีส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป เธอรู้สึกเหมือนว่าตนเองยังไม่ได้ตอบตกลงเลยไม่ใช่หรือ? แค่รักษามารยาทตามคำทักทาย ทำไมท่านถึงได้ทึกทักเอาจริงเอาจังขนาดนี้กันนะ?

       “คืออย่างนี้ครับ วันเด็กปีหน้าจะมีการแสดงรวมของทุกกองทัพ ช่วงนี้ผมคัดเลือกนักแสดงตัวน้อยไว้กลุ่มหนึ่ง แต่ครูผู้สอนกลับมีไม่เพียงพอ สหายเสี่ยวชี คุณพอจะเจียดเวลามาสักวันละสองชั่วโมง เพื่อสอนเด็กๆ พวกนี้ได้ไหมครับ? คุณวางใจได้เลย ผมไม่ให้คุณมาช่วยเปล่าๆ แน่นอน”

       ชีชี “...”

       เธอนึกอยากจะตบปากตัวเองสักฉาด ทำไมถึงเป็นคนปากไวขนาดนี้นะ? งานนี้ถ้าไม่รับคำ มีหวังท่านหัวหน้าคณะคงได้มานั่งเฝ้าหน้าบ้านเธอทุกวันเป็นแน่