บทที่ 68 โดนดีเข้าแล้ว
บทที่ 68 โดนดีเข้าแล้ว
“ท่านหัวหน้าคณะคะ ฉันสอนให้ได้ค่ะ”
“โอ้ สหายเสี่ยวชี ขอบคุณคุณจริงๆ ผมขอเป็นตัวแทนเด็กๆ ขอบคุณคุณด้วยนะครับ”
เมื่อเห็นหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารตื่นเต้นออกนอกหน้าขนาดนั้น ชีชีกลับรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิด
เธอจึงระบายยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยดักคอ “ท่านหัวหน้าคณะคะ อย่าเพิ่งรีบดีใจไปค่ะ ฉันมีเงื่อนไข”
“ได้สิว่ามาเลย ขอแค่สมเหตุสมผลผมตกลงทุกอย่าง”
“คนที่จะมาเป็นนักเรียนของฉันต้องผ่านการคัดเลือกก่อน ฉันไม่รับเด็กฝากเด็กเส้นค่ะ อีกอย่าง วิธีการสอนของฉันไม่เหมือนคนอื่น ใครที่ทนไม่ไหวก็ต้องออกไป และฉันต้องมีสิทธิ์สั่งคัดชื่อออกได้ทันทีค่ะ”
มุมปากของหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารกระตุกวูบ เพราะการแสดงครั้งนี้สำคัญมาก ใครๆ ก็อยากให้ลูกหลานของตนได้ออกหน้าออกตาบนเวทีกันทั้งนั้น
เขาคัดเด็กมาทั้งหมดห้าสิบคน ในจำนวนนั้นครึ่งหนึ่งเป็นเด็กเส้นที่มีผู้ใหญ่ฝากฝังมา
หากต้องไล่ตะเพิดออกไปหมดนี่...
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก “สหายเสี่ยวชี ผมรู้ว่าคุณเป็นคนทำงานจริงจัง แต่ยังไงเสียก็ต้องไว้หน้าท่านผู้นำบ้างนะครับ”
พอได้ยินเช่นนี้ มีหรือที่ชีชีจะไม่เข้าใจสถานการณ์
“ท่านหัวหน้าคณะคะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ งานครูสอนเต้นรำนี่ฉันคงรับทำไม่ไหวจริงๆ ค่ะ”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารถึงกับพูดไม่ออก “...”
อันที่จริงที่เขามาตามตื้อชีชีก็เพราะมีเจตนาแอบแฝงอยู่บ้าง บรรดาคุณหนูคุณชายตัวน้อยพวกนี้ล้วนไม่ยอมอยู่ในระเบียบวินัยเอาเสียเลย
ครูที่ส่งไปสอนก่อนหน้านี้ต่างก็โดนฤทธิ์เดชจนต้องแอบไปนั่งร้องไห้วันละหลายรอบ การเรียนการสอนไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย
เขาจึงคิดจะใช้ชีชีซึ่งเป็นคนนอกมาจัดการ ในเมื่อไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน ไม่แน่ว่าเธออาจจะกำราบพวกเด็กแสบเหล่านั้นได้อยู่หมัด
แต่ถ้ากำราบไม่อยู่จริงๆ ละก็ อย่างน้อยตอนท้ายเขายังอ้างได้ว่าเธอไม่ใช่ข้าราชการประจำและขาดความเป็นมืออาชีพ จึงไม่อาจทำให้เด็กๆ คว้าชัยชนะมาได้
ในฐานะหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหาร อย่างมากเขาก็แค่ถูกตำหนิว่ามองคนพลาดไปและรับผิดชอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คงไม่เกิดเรื่องใหญ่โตอะไรถึงตัว
ทว่าเขาคาดไม่ถึงว่าชีชีจะไม่ยอมหลงกลรับเผือกร้อนนี้เลย
ตามหลักแล้ว งานในคณะศิลปกรรมทหารเป็นตำแหน่งที่ดีเยี่ยมจนใครต่อใครต่างก็แก่งแย่งกันเพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ แต่ทำไมชีชีถึงไม่รู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิด?
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ
ประจวบเหมาะกับที่ชีหมิงเยว่เดินเข้ามาเพื่อจะคุยเรื่องกลับเข้าทำงานที่คณะศิลปกรรมพอดี เธอจึงบังเอิญได้ยินบทสนทนาทั้งหมดเข้า
หญิงสาวมองว่านี่คือโอกาสทอง นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ให้หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารได้แล้ว เธอยังจะได้กลับไปทำงานเดิมด้วย
ไม่แน่ว่าเธออาจจะอาศัยพวกเด็กๆ เหล่านี้เป็นสะพานทอดไปสู่ความสัมพันธ์กับบรรดาผู้นำระดับสูง
ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว เรื่องดีๆ แบบนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่คว้าไว้
เมื่อเห็นชีชีเข็นรถเข็นจากไปแล้ว ชีหมิงเยว่ก็ถ่มน้ำลายไล่หลังด้วยความเหยียดหยาม “ยัยคนโง่เง่า”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารมองตามแผ่นหลังของชีชีที่เดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารมาหลายปี ไปที่ไหนใครๆ ก็ต้องพินอบพิเทาประจบประแจง
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนไม่ไว้หน้าเขา แถมยังปฏิเสธความปรารถนาดีของเขาติดๆ กันถึงสองครั้ง
ชีหมิงเยว่เห็นสีหน้าของเขาไม่สู้ดี จึงรีบก้าวเข้าไปหา “ท่านหัวหน้าคณะคะ มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยทางคณะได้บ้างไหมคะ?”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารกำลังมืดแปดด้านไม่รู้จะจัดการเผือกร้อนๆ ในมือนี้อย่างไร พอดีที่ชีหมิงเยว่เสนอตัวเข้ามาถึงที่
“สหายชีหมิงเยว่ เห็นแก่ที่คุณสำนึกผิดและมีทัศนคติที่ดี ผมจะให้โอกาสคุณได้แก้ตัวใหม่ หวังว่าครั้งนี้คงไม่ทำให้ผมผิดหวังอีกนะ”
“ท่านหัวหน้าคณะวางใจได้เลยค่ะ ฉันจะตั้งใจทำภารกิจให้สำเร็จ และจะสร้างชื่อเสียงให้กับคณะของเราให้ได้ค่ะ”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารไม่ได้คาดหวังว่า อีกฝ่ายจะไปคว้าเกียรติยศอะไรมาหรอก แค่ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายเขาก็ต้องขอบคุณสวรรค์แล้ว
ชีหมิงเยว่ได้กลับเข้าทำงานในคณะศิลปกรรมทหารตามที่ปรารถนา แถมยังได้รับผิดชอบโครงการเดี่ยวด้วยตัวเอง ทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจจนต้องยืดอกอวดบารมีไปทั่ว
หม่าหลงเองก็ต้องไปเข้าค่ายฝึกแบบปิดเช่นเดียวกับลู่เหย่ เมื่อไม่มีคนให้ร่วมแบ่งปันความสำเร็จ เธอจึงไปหาพี่สะใภ้หลี่และกลุ่มภรรยาทหารเพื่อพูดคุย และถือโอกาสอวดเบ่งใส่คนอื่นเพื่อแสดงความเหนือกว่าเล็กน้อย
ทางด้านชีชี เธอไม่ได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว เธอไม่ชอบเรื่องซุบซิบนินทาหรือการแก่งแย่งชิงดี หญิงสาวเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบในแบบของตัวเองเท่านั้น
ไม่นานนัก ผู้พันจางก็ได้รับหนังสืออนุมัติจากเบื้องบน เขาถึงกับวิ่งเหยาะๆ มาหาชีชีด้วยตัวเอง
“สหายเสี่ยวชี สหายเสี่ยวชี...”
ชีชีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางส่งแก้วน้ำให้เขา “มีเรื่องอะไรด่วนขนาดนั้นคะ? ดื่มน้ำก่อนเถอะค่ะ”
ผู้พันจางดื่มน้ำรวดเดียวจนหมดแก้วเสียงดัง 'อึกๆ' ก่อนจะปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
“เบื้องบนให้ความสำคัญกับการปลูกผักในโรงเรือนมากครับ และกำลังจะส่งคณะทำงานมาเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงาน คุณพอจะช่วยต้อนรับหน่อยได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหาค่ะ ยินดีต้อนรับท่านผู้นำที่จะมาให้คำแนะนำเสมอค่ะ”
“คุณนี่พูดจาน่าฟังจริงๆ” ผู้พันจางยิ่งมองชีชีก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา “ถ้าอย่างนั้นผมจะกลับไปเตรียมการ คุณไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น พอคณะทำงานมาถึง คุณก็แค่ช่วยอธิบายและถ่ายทอดประสบการณ์ให้พวกเขาก็พอ”
“ตกลงค่ะ”
งานนี้เรียบง่าย ชีชีเต็มใจทำ
ในขณะเดียวกัน ชีหมิงเยว่ก็เริ่มงานวันแรกที่คลาสสอนเด็กน้อย
เดิมทีชีหมิงเยว่เตรียมตัวมาอย่างดิบดี หมายมั่นจะแสดงฝีมือให้เต็มที่ แต่พอเริ่มสอนไปได้เพียงคาบเดียวเธอก็แทบจะทนไม่ไหว
พวกเด็กแสบเหล่านั้นไม่ได้มองว่าชีหมิงเยว่เป็นครูเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังพากันปาสิ่งของใส่เธออีกต่างหาก
พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของเด็กพวกนี้ล้วนเป็นผู้นำระดับสูงทั้งสิ้น เธอจึงล่วงเกินใครไม่ได้เลยสักคน
จะตีก็ไม่ได้ จะด่าก็ไม่กล้า แต่การแสดงก็ต้องซ้อมให้เสร็จ ชีหมิงเยว่รู้สึกเหมือนกำลังจะสติแตก
ทว่านี่คืองานที่หญิงสาวต้องลำบากเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะได้กลับคืนมา หากล้มเลิกไปตอนนี้ เธอคงไม่มีโอกาสได้เหยียบย่างเข้ามาในคณะศิลปกรรมอีกตลอดกาล
ชีหมิงเยว่นอนไม่หลับทั้งคืน พลิกตัวไปมาเพื่อคิดหาแผนรับมือ
วันรุ่งขึ้นเธอไปที่ตัวตำบลทั้งที่ขอบตาคล้ำ เพื่อกว้านซื้อขนมขบเคี้ยวมามากมาย ทั้งลูกอมกระต่ายขาว เค้กไข่ และขนมผิง
เมื่อมาถึงห้องเรียน ชีหมิงเยว่ฝืนปั้นยิ้มอย่างอ่อนโยนอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เด็กๆ จ๊ะ ดูสิว่าครูเอาอะไรมาฝากพวกหนูบ้าง?”
เมื่อเห็นของกิน บรรดาเด็กแสบก็กรูเข้าไปหาชีหมิงเยว่ทันที
“เอามาให้ฉัน!”
“ของฉัน!”
“หนูจะเอา!”
“ผมด้วย!”
ถึงอย่างไรเด็กพวกนี้ก็อายุเพียงหกเจ็ดขวบ ต่างพยายามจะแย่งของจากมือเธอ แต่ความสูงยังไม่เอื้ออำนวย
จึงได้แต่ร้องตะโกนโหวกเหวกและกระโดดโลดเต้นชูไม้ชูมือกันวุ่นวาย
ชีหมิงเยว่เห็นว่าแผนใช้ขนมล่อได้ผลก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เด็กๆ ฟังครูนะจ๊ะ ใครที่ตั้งใจซ้อมเต้นถึงจะได้กินนะ ถ้าไม่...”
“แง้...”
“อ๊าก!!!”
“ฮือๆๆ...”
ชีหมิงเยว่ยังพูดไม่ทันจบ บรรดาเด็กแสบพวกนี้ก็เหมือนถูกสับสวิตช์ ต่างพากันร้องไห้โฮออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หากคนที่ไม่รู้มาเห็นเข้า คงคิดว่าเธอทารุณกรรมเด็กพวกนี้อย่างโหดร้ายแน่ๆ
ชีหมิงเยว่ทำอะไรไม่ถูกด้วยความลนลาน “อย่าร้องนะ อย่าร้อง ครูให้พวกหนูกินก็ได้ ให้ตอนนี้เลยจ้ะ”
“คนนิสัยไม่ดี!”
“ครูเป็นคนเลว!”
“หนูจะกลับบ้าน!”
“ผมจะหาคุณย่า!”
ชีหมิงเยว่รู้สึกเหมือนหัวแทบจะระเบิด ถ้ารู้ว่าเด็กพวกนี้เอาใจยากขนาดนี้ ต่อให้ตายเธอก็จะไม่เอาตัวเข้ามาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากนี้เด็ดขาด
แต่ตอนนี้จะเสียใจก็สายเกินไปแล้ว ชีหมิงเยว่ได้แต่ยัดขนมใส่มือพวกเด็กๆ เพื่อหวังจะหยุดเสียงร้องไห้ที่ดังสนั่นหวั่นไหวนี่เสียก่อน
อาคารในยุคนี้ไม่ได้เก็บเสียง แถมเสียงเด็กเล็กยังแหลมสูง การที่เด็กกลุ่มใหญ่ร้องไห้พร้อมกันจึงทำให้คนทั้งตึกแตกตื่น
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้ามาในห้องเรียน โดยมีบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆ เดินตามหลังมาเป็นพรวน
“สหายชีหมิงเยว่ ทำอะไรของคุณเนี่ย?”
ชีหมิงเยว่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี นาทีนี้เธอเองก็อยากจะลงไปนั่งร้องไห้กับพื้นเหมือนกัน
“ท่านหัวหน้าคณะคะ เด็กๆ ยังไม่คุ้นกับฉัน ฉันพูดอะไรพวกเขาก็ไม่ฟัง ฉันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นะคะ”
“ครูโกหก!”
“ครูตีหนู!”
“ครูแย่งลูกอมผมไป!”
เด็กกลุ่มหนึ่งที่ร้องไห้จนตาแดงก่ำต่างชี้หน้ากล่าวหาชีหมิงเยว่ ท่าทางนั้นดูน่าสงสารและไร้เดียงสาเสียจนไม่มีใครทำใจเชื่อลงได้ว่าเด็กพวกนี้จะโกหก
ชีหมิงเยว่ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปทั้งตัว กลอุบายที่หญิงสาวเคยใช้ได้ผลชะงัดมาโดยตลอด กลับย้อนมาเล่นงานตัวเองเข้าอย่างจังในวันนี้ และเธอก็ไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเองได้เลย
เด็กตัวแค่นี้จะไปมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร? ใครจะไปเชื่อว่าเด็กเล็กขนาดนี้จะพูดปดมดเท็จได้?
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะท่านหัวหน้าคณะ พวกเขาพูดโกหก ฉันไม่ได้ทำค่ะ!” ชีหมิงเยว่ลนลานจนคุมสติไม่อยู่
“คุณทำให้ผมผิดหวังมากจริงๆ!”