บทที่ 69 ในที่สุดก็มีงานทำเสียที
บทที่ 69 ในที่สุดก็มีงานทำเสียที
ชีหมิงเยว่ก้าวพลาดจนโซเซหวิดจะล้มคว่ำ
เธอรู้ดีว่าครั้งนี้ตนจบสิ้นแล้วจริงๆ
เพราะหากถูกไล่ออกจากคณะศิลปกรรมทหารละก็ การจะไปหางานทำที่อื่นย่อมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ด้วยความจนปัญญา หญิงสาวจึงต้องไปหาหม่าหลงเพื่อขอความช่วยเหลือ
ทว่าหม่าหลงกำลังอยู่ระหว่างเก็บตัวฝึกซ้อม ชีหมิงเยว่จึงไม่อาจพบหน้าเขาได้เลย
แม้จะพูดจาหว่านล้อมจนลิงหลับไปหลายวูบ เจ้าหน้าที่เวรยามก็ยังไม่ยอมให้ชีหมิงเยว่เข้าไป มิหนำซ้ำยังไม่ยอมช่วยฝากข้อความให้อีกด้วย
ชีหมิงเยว่กลับมาที่เขตบ้านพักทหารด้วยจิตใจที่เหม่อลอย และประจวบเหมาะกับที่ได้เห็นบรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาเยี่ยมชมโรงเรือนเพาะปลูกของชีชีพอดี
ชีชีกำลังทำหน้าที่บรรยายด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอนั้นเจิดจ้าและงดงามเสียจนดูเหมือนจะยิ่งขับเน้นให้ชีวิตของชีหมิงเยว่ดูมืดมนลงไปอีก
ชีหมิงเยว่จ้องมองด้วยดวงตาที่แทบจะถลนออกมา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยา
เธออยากจะพุ่งเข้าไปฉีกกระชากใบหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอของชีชีให้เป็นชิ้นๆ นัก
ในใจของชีหมิงเยว่กรีดร้องไม่หยุด ‘ทำไมหล่อนถึงมีความสุขได้ตลอดเวลาขนาดนี้? หล่อนมีสิทธิ์อะไร!’
คณะผู้แทนที่มาตรวจสอบประกอบด้วยศาสตราจารย์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรห้าท่าน แต่ละท่านต่างก็พานักศึกษามาด้วยคนละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้นสิบคน
ศาสตราจารย์ผู้นำทีมมีนามสกุลจ้าว แม้อายุจะล่วงเลยกึ่งศตวรรษไปแล้วแต่ยังคงดูทะมัดทะแมงและกระปรี้กระเปร่า
ในระหว่างการสนทนาแลกเปลี่ยน ชีชีเองก็ได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อย
“สหายเสี่ยวชี ความคิดของคุณยอดเยี่ยมมาก ทั้งยังมีจิตวิญญาณในการลงมือทำจริง ผมในนามของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ขอเชิญคุณเข้าร่วมกับเราครับ”
ศาสตราจารย์จ้าวกุมมือชีชีไว้พลางเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร... ชีชีเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา
นี่คืองานที่ชีชีคุ้นเคยเป็นอย่างดีในชาติก่อน และภายใต้สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เธอจะสามารถใช้ความสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเดิม
ทว่าหากต้องไปทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ก็หมายความว่าต้องกลับไปที่เมืองจิง และต้องแยกห่างจากลู่เหย่ ชีชีจึงเริ่มเกิดความลังเล
เธอไม่ได้หน้ามืดตามัวเพราะความรัก เพียงแต่ลู่เหย่คือครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอมี ทั้งคู่ยังถือเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามัน แต่เดิมด้วยหน้าที่การงานของเขาก็ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้กันอยู่แล้ว หากเธอต้องย้ายไปเมืองจิงอีกคน เกรงว่าในหนึ่งปีคงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันเลย
ชีชีไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแกร่งแบบสุดโต่ง เธอรักอิสระ มีความคิดเป็นของตัวเอง และไม่พึ่งพาใคร
แต่เธอก็จะไม่ยอมทิ้งครอบครัวเพื่อไปทำงานไกลๆ เช่นกัน
เดิมทีชีชีก็เป็นเพียงดวงวิญญาณเร่ร่อนจากต่างโลก สิ่งเดียวที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงการมีที่พึ่งพิงในโลกใบนี้ก็คือลู่เหย่ เธอจึงไม่อยากจะปล่อยมือไป
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของเชือกถักสีแดงเส้นนั้นก็ยังหาไม่พบ
หากในช่วงที่ชีชีไม่อยู่แล้วทั้งสองคนเกิดติดต่อกันขึ้นมา อนาคตของเธอกับลู่เหย่จะยังคงมีอยู่ต่อไปได้อีกหรือ?
ศาสตราจารย์จ้าวสังเกตเห็นความลังเลของหญิงสาวจึงเอ่ยว่า “สหายเสี่ยวชี ผมเข้าใจว่าคุณเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน การต้องให้สามีภรรยาอยู่แยกกันมันไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละครับ”
“แต่เพื่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศเรา เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้อิ่มท้อง ผมหวังว่าคุณจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคส่วนตัว และยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญนะครับ”
“หากจะบอกว่าสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถอย่างคุณ สู้บอกว่าพี่น้องประชาชนต่างหากที่ต้องการคุณ”
ชีชีฟังแล้วรู้สึกเลือดในกายสูบฉีดด้วยความฮึกเหิม
จริงอยู่ที่ว่านี่คือสิ่งที่หญิงสาวปรารถนาจะทำมาโดยตลอด
แต่ชีชีก็ไม่ได้ตกปากรับคำในทันที เธอต้องการคิดหาหนทางที่บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น
อย่างไรเสียคณะผู้แทนก็คงยังไม่กลับไปเร็วๆ นี้ เพราะพวกเขาต้องทำการเก็บตัวอย่าง เปรียบเทียบข้อมูล และสรุปวิธีการปลูกแบบสากลที่เหมาะสมกับทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
เดิมทีชีชีตั้งใจจะปรึกษากับลู่เหย่เสียก่อน ว่าควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี
แต่ลู่เหย่อยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อม จึงไม่อาจพบตัวเขาได้เลย
คืนนั้นชีชีนอนพลิกตัวไปมาด้วยความกระสับกระส่าย
ในยุคสมัยนี้ โอกาสที่จะได้ทำงานในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรนั้นไม่ต่างอะไรกับส้มหล่นจากฟ้า หากใครที่มีสติสัมปชัญญะดีคงไม่มีทางปฏิเสธ
ชีชีเองก็ไม่อยากทิ้งโอกาสทองนี้ไป สำหรับเธอแล้ว มันไม่ใช่เพียงหน้าที่การงาน แต่มันคืออาชีพที่เธอรักและหลงใหล
เช้าวันรุ่งขึ้น ชีชีไปร่วมเก็บข้อมูลที่โรงเรือนกับคณะผู้แทนตามปกติ
ศาสตราจารย์จ้าวพอเห็นหน้าเธอก็รีบถามทันที “สหายเสี่ยวชี คิดทบทวนเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
นึกไม่ถึงเลยว่าท่านผู้เฒ่าคนนี้จะเป็นคนใจร้อนถึงเพียงนี้
ชีชีไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ศาสตราจารย์จ้าวคะ ฉันยอมรับข้อเสนอของท่านค่ะ”
“โอ้ ยอดเยี่ยมจริงๆ!” เมื่อได้ยินชีชีตกลง ศาสตราจารย์จ้าวก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาปิด
“แต่ว่าฉันไม่อยากไปที่เมืองจิงค่ะ”
“หืม?”
คิ้วของศาสตราจารย์จ้าวขมวดมุ่นเข้าหากันทันที ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อ
“ศาสตราจารย์จ้าวคะ คืออย่างนี้ค่ะ ฉันไม่เคยผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางมา การจะให้ไปอุดอู้อยู่ในห้องแล็บคงช่วยอะไรใครไม่ได้มากหรอกค่ะ”
“ฉันเติบโตมากับผืนดิน มีเพียงตอนที่ได้คลุกคลีอยู่กลางไร่นาเท่านั้นฉันถึงจะแสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่”
“ท่านลองพิจารณาแบบนี้ดูดีไหมคะ? ฉันจะจัดตั้งห้องปฏิบัติการขึ้นมาเองโดยใช้ทุนส่วนตัว โดยข้อมูลการทดลองทั้งหมดจะเปิดเผยต่อสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรอย่างไม่มีปิดบัง”
“ซึ่งจะไม่ใช่แค่เรื่องการเพาะปลูกเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยค่ะ”
คิ้วของศาสตราจารย์จ้าวยิ่งขมวดแน่นขึ้นไปอีก “ความคิดของคุณน่ะดีมาก แต่ค่าใช้จ่ายในการสร้างห้องทดลองไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ลำพังแค่คุณคนเดียวคงรับไม่ไหวแน่”
ชีชีกลอกตาไปมาครู่หนึ่ง “ฉันพอจะมีวิธีอยู่นะคะ”
“ลองว่ามาสิ”
“เราสามารถติดต่อกับโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรได้นี่คะ ขอให้พวกเขาช่วยบริจาคอุปกรณ์ทดลองให้สักชุดหนึ่ง โดยแลกกับเงื่อนไขที่ว่า หากเรามีผลงานวิจัยใหม่ๆ โรงงานของพวกเขาจะได้สิทธิ์ในการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นที่แรกค่ะ”
“ฮ่าๆๆๆๆ พวกคนหนุ่มคนสาวนี่หัวไวกันจริงๆ วิธีนี้เข้าท่ามาก งั้นเอาตามนี้เลย!”
พูดจบ ศาสตราจารย์จ้าวก็รีบสั่งการวางแผนงานในส่วนนี้ทันที ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงชีชีไปที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรในตัวเมือง
ชีชีชอบนิสัยที่ทำอะไรปุ๊บปั๊บฉับไวของท่านผู้เฒ่าคนนี้จริงๆ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็ได้พบกับผู้อำนวยการโรงงานและท่านผู้เฒ่าไป๋ เมื่อแจ้งจุดประสงค์ไปแล้ว ผู้อำนวยการโรงงานก็ตบโต๊ะตัดสินใจทันที
“ไม่มีปัญหาครับ เรื่องการจัดซื้อพวกคุณจัดการได้เลย ส่วนเรื่องเงินให้เบิกจากบัญชีของโรงงานได้ทันที”
ศาสตราจารย์จ้าวถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง เรื่องนี้มันช่างราบรื่นเสียจนเขารู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง
“พวกคุณ... ตกลงง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ?”
ผู้อำนวยการโรงงานหัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้สหายเสี่ยวชีช่วยเราปรับปรุงเครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียว เครื่องหว่านเมล็ด และเครื่องเก็บเกี่ยวแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ทำให้โรงงานของเรามีกำไรเพิ่มขึ้นมหาศาลเลยล่ะครับ”
“พวกเราอยากจะตอบแทนเธอมาตลอด แต่เธอก็ไม่ยอมรับเงิน แถมยังไม่ยอมรับโควตาตำแหน่งงานอีก”
“ในเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว พวกเราย่อมต้องสนับสนุนการสร้างห้องปฏิบัติการอย่างเต็มกำลังแน่นอนครับ”
ศาสตราจารย์จ้าวนึกไม่ถึงเลยว่าชีชีจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรถึงเพียงนี้
สายตาที่เขามองหญิงสาวจึงยิ่งเต็มไปด้วยความชื่นชมมากขึ้นไปอีก
ทั้งสองฝ่ายลงนามในบันทึกข้อตกลงการบริจาคทันที ส่วนศาสตราจารย์จ้าวก็ติดต่อเพื่อนเก่าที่เมืองจิงเพื่อสั่งซื้ออุปกรณ์ทดลอง
ส่วนทำเลที่ตั้งของห้องปฏิบัติการนั้น กำหนดให้สร้างบนพื้นที่ว่างข้างๆ โรงเรือนเพาะปลูกนั่นเอง
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร ศาสตราจารย์จ้าวจึงตัดสินใจทำให้เสร็จสรรพในคราวเดียว โดยสั่งให้สร้างเป็นเรือนอิฐสีเทามุงกระเบื้องหลังคาอย่างดี
แม้จะไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับห้องแล็บในโลกอนาคตได้ แต่ในยุคสมัยนี้ก็นับว่ามีเงื่อนไขที่ดีเยี่ยมมากแล้ว
คณะผู้แทนพักอยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ในวันที่พวกเขาเดินทางกลับ ห้องปฏิบัติการก็เริ่มลงมือก่อสร้างแล้ว
โดยได้รับความช่วยเหลือจากทหารช่างที่กองทัพส่งมา ซึ่งทำงานได้รวดเร็วปานกามนิต เพียงแค่วันเดียวฐานรากก็ขุดเสร็จเรียบร้อย และเห็นกำแพงอิฐสีแดงก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน งานไม้ก็ดำเนินไปพร้อมๆ กัน
คาน หลังคา ประตูหน้าต่าง ตลอดจนโต๊ะเก้าอี้ ต่างก็อยู่ในขั้นตอนการผลิตอย่างเป็นระบบ
การฝึกซ้อมแบบปิดของลู่เหย่สิ้นสุดลงแล้ว เขาจะได้พักหนึ่งวันก่อนจะต้องเข้าร่วมการประชันฝีมือระดับกองทัพในรอบคัดเลือก
“ภรรยาครับ คุณเก่งเกินไปแล้ว ผมไม่อยู่บ้านแค่ไม่กี่วัน คุณกลายเป็นนักวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรไปเสียแล้ว”
“ก็เพราะโรงเรือนมันทำผลงานได้ดีไงคะ ทั้งผักทั้งผลไม้เติบโตงดงามมาก ศาสตราจารย์จ้าวท่านดีใจก็เลยทำเรื่องขออนุมัติงานให้ฉันน่ะค่ะ”
“ภรรยาผมเก่งที่สุดต่างหากล่ะ ศาสตราจารย์ในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ตั้งมากมายวิจัยกันมาไม่รู้กี่ปีก็ยังไม่สำเร็จ แต่คุณกลับทำให้มันเป็นรูปร่างขึ้นมาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
“ฮ่าๆๆ ลู่เหย่ ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณประจบเก่งขนาดนี้”
“ประจบที่ไหนกันล่ะ? ที่ผมพูดน่ะมันคือความจริงล้วนๆ เลยนะ”
ลู่เหย่หยิบบัตรประจำตัวพนักงานของชีชีขึ้นมาพลิกดูไปมาอย่างไม่เบื่อหน่าย เขาดูมีความสุขยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองได้รับความดีความชอบครั้งใหญ่เสียอีก
เมื่อเทียบกับลู่เหย่แล้ว ชีชีกลับให้ความสำคัญกับการประชันฝีมือในวันพรุ่งนี้มากกว่า
“พรุ่งนี้ก็รอบคัดเลือกแล้ว คุณมีความมั่นใจไหมคะว่าจะคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการประชันได้?”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ”
“มั่นใจจังเลยนะ”
“ภรรยาครับ ผมมีเป้าหมาย... ไม่สิ ผมมีความลับจะบอกคุณอย่างหนึ่ง”
ลู่เหย่ขยับเข้าไปใกล้หูของชีชีพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างมีเลศนัยว่า
“ตั้งแต่ที่ผมกินยาตามตำรับของคุณคราวก่อน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้ผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นเลยล่ะ”
“ไม่ใช่แค่พละกำลังที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนะ แต่ทั้งความอดทนและการตอบสนองก็พัฒนาขึ้นมาก”
“บางทีผมยังนึกสงสัยเลยว่า ตัวเองมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ไปแล้วหรือเปล่า”
ชีชีถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง... น้ำพุวิญญาณมันทรงพลังถึงขนาดนี้เชียวหรือ?