บทที่ 70 มนตราสยบมนตรา
บทที่ 70 มนตราสยบมนตรา
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของชีชี ลู่เหย่ก็นึกว่าเธอไม่เชื่อคำพูดของเขา จึงรีบอธิบายสำทับ “ผมพูดเรื่องจริงนะ”
“ฉันไม่ได้ไม่เชื่อค่ะ แค่รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อไปหน่อย”
“ตอนแรกผมเองก็ตกใจเหมือนกัน แต่พอเริ่มปรับตัวได้แล้วก็รู้สึกว่ามันดีมากเลยล่ะ”
“อืม เรื่องนี้คุณรู้แล้วก็เหยียบไว้ให้มิดเลยนะ อย่าไปบอกใครเชียวล่ะ เดี๋ยวเกิดคนแห่มาขอตำรับยาจากฉันจะทำยังไง”
“วางใจเถอะครับ ผมรู้ความควรไม่ควร”
ในที่สุด การประชันฝีมือรอบคัดเลือกก็เริ่มต้นขึ้น
ด้วยความที่ชีชีเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ผู้พันจางจึงจัดที่นั่งแถวหน้าสุดไว้ให้เธอเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงสามารถสัมผัสบรรยากาศการต่อสู้ที่ดุเดือด หมัดแลกหมัดของเหล่าทหารกล้าได้อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก รอบคัดเลือกจึงใช้รูปแบบการจับสลากเพื่อกำหนดคู่ต่อสู้
ใครชนะได้ไปต่อ ใครแพ้ตกรอบ กติกาช่างง่ายดายและตรงไปตรงมาเช่นนี้เอง
หากใครสามารถเอาชนะรวดเดียวสิบครั้ง การแข่งขันในวันนั้นก็จะสิ้นสุดลง และรอการจับสลากใหม่อีกครั้งในวันถัดไป
กฎกติกาเช่นนี้นับว่าค่อนข้างยุติธรรม เพราะต่อให้คนคนหนึ่งจะเก่งกาจเพียงใด ทว่าพละกำลังย่อมมีขีดจำกัด ไม่มีทางที่จะรับมือคนเป็นหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว
ในยามนี้สิ่งที่ต้องใช้จึงไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่ยังรวมไปถึงโชคชะตาด้วย
คนดวงดีอาจเจอแต่คู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าตลอดเส้นทาง จนสุดท้ายต่อให้ไม่ได้สิทธิ์เข้าร่วมการประชันระดับกองทัพ แต่อย่างน้อยก็ได้ลำดับคะแนนที่ดีติดมือกลับไป
ส่วนคนดวงกุดก็อาจจะตกรอบตั้งแต่รอบแรก ชนิดที่ว่ายังไม่ทันลงมือก็ปลิวหายไปเสียแล้ว
คนแรกที่จบการแข่งขันคือหม่าหลง เขาคว้าชัยชนะสิบครั้งรวดโดยไม่แพ้เลยแม้แต่รอบเดียว
ตอนที่เดินลงจากเวที เขายังจงใจปรายตามาทางชีชีครู่หนึ่งด้วย
ทว่าน่าเสียดายที่ความสนใจทั้งหมดของชีชีพุ่งไปที่ลู่เหย่เพียงคนเดียว แม้แต่หางตาเธอก็ยังไม่แบ่งปันให้เขา
ทางด้านลู่เหย่นั้นชนะสิบครั้งและแพ้สามครั้ง ผลงานถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป
แต่เมื่อเห็นเขาไม่มีอาการหน้าแดงหรือหอบเหนื่อยให้เห็น ชีชีก็รู้ได้ทันทีว่าแมตช์ที่เขาแพ้นั้น เป็นการจงใจออมมือให้คู่ต่อสู้อย่างแน่นอน
พอการแข่งของลู่เหย่จบลง ชีชีก็หมดความสนใจที่จะดูต่อ ทั้งคู่จึงจูงมือกันเดินออกจากสนาม
ทว่ากลับถูกหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารรั้งตัวไว้ “สหายเสี่ยวชี เรื่องที่ผมคุยกับคุณคราวก่อน พิจารณาไปถึงไหนแล้วครับ?”
ชีชีชะงักไปครู่หนึ่ง กว่าจะนึกออกว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องการสอนเด็กๆ
“ท่านหัวหน้าคณะคะ ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะคะ”
“สหายเสี่ยวชี เงื่อนไขที่คุณต้องการผมตกลงหมดเลย ขอแค่คุณช่วยฝึกซ้อมการแสดงสำหรับวันเด็กวันที่หนึ่งมิถุนายนปีหน้าให้ดี ผมจะบันทึกความดีความชอบให้คุณหนึ่งครั้งแน่นอน”
“เรื่องความดีความชอบนั่นฉันไม่กังวลนักหรอกค่ะ แต่ในเมื่อท่านไว้วางใจฉันขนาดนี้ งั้นพรุ่งนี้เราไปคัดเลือกตัวเด็กๆ ด้วยกันนะคะ”
ผู้ตรวจการยิ้มอย่างขัดเขิน “ในเมื่อเชิญคุณมาเป็นครูผู้สอน เรื่องคัดเลือกตัวเด็ก ผมขอมอบอำนาจให้คุณตัดสินใจได้เต็มที่เลยครับ ผมจะไม่กดดันคุณแน่นอน”
ชีชีไม่ได้แสดงท่าทีลิงโลดใจที่หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารให้ความสำคัญ หญิงสาวเพียงยิ้มตอบอย่างเรียบง่าย “ฉันไม่ใช่คนของคณะศิลปกรรมทหาร ไม่มีสิทธิ์ไปเลือกใครหรอกค่ะ จะใช้ใครหรือไม่ใช้ใคร ท่านหัวหน้าคณะควรเป็นคนตัดสินใจเองจะดีกว่า”
“โธ่ เรื่องนั้นมันยากตรงไหนกัน? เดี๋ยวผมจัดการเรื่องเอกสารให้เดี๋ยวนี้เลย ตั้งแต่วันนี้ไปคุณก็คือส่วนหนึ่งของคณะศิลปกรรมทหารแล้ว”
“ต้องขออภัยด้วยค่ะ พอดีฉันมีงานทำอยู่แล้ว”
ชีชีหยิบบัตรประจำตัวพนักงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรออกมาให้เขาดู
คณะผู้ตรวจสอบมาพักอยู่ที่นี่ตั้งหนึ่งสัปดาห์ ชีชีไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่ระแคะระคายข่าวคราวเลยสักนิด
ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าเธอทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร แล้วยังจะมาตามตื๊อให้ไปเป็นครูผู้สอนอีก เรื่องนี้มองยังไงก็ดูไม่ชอบมาพากล
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารยิ้มเจื่อน “สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรงั้นหรือ แหม... อนาคตไกลกว่าคณะศิลปกรรมทหารของเราเยอะเลยนะครับ”
“ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นหรอกค่ะ แค่เพราะชอบปลูกผักทำนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”
“หึๆ งานอดิเรกของคุณนี่ช่างพิเศษจริงๆ” สีหน้าของผู้ตรวจการดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย “เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปคัดเลือกเด็กกับคุณ ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งปีกว่า ดูเหมือนจะยาวนาน แต่การฝึกเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ ถ้าอยากให้ผลงานออกมาดีก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและทุ่มเทให้มากหน่อย”
“ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ ส่วนผลงานจะออกมาดีไหมนั้น ฉันไม่กล้ารับปากนะคะ”
“แค่ทำให้เต็มที่ก็พอครับ งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ?”
“ค่ะ”
เมื่อเห็นหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารเดินจากไปไกลแล้ว ลู่เหย่จึงเอ่ยถามขึ้น “เขามาหาคุณทำไมหรือ? ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ ถ้าไม่อยากไปก็ปฏิเสธไปตรงๆ เถอะ ไม่ต้องคิดมาก”
“เพื่อการแสดงวันเด็กปีหน้า คณะศิลปกรรมทหารได้เปิดรับนักแสดงตัวน้อยมากลุ่มหนึ่งค่ะ ดูเหมือนจะยังไม่มีครูมาสอน เขาเลยมาตามตื๊อฉันหลายรอบแล้ว ตอนแรกฉันกะจะบ่ายเบี่ยงไป แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะตื๊อเก่งขนาดนี้”
“ยังไงมันก็ไม่ควรเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องไปช่วยเขาฝึกเด็กใหม่นะ เรื่องนี้ผมว่ามันแปลกๆ ชอบกล”
“จริงๆ ฉันก็ลองสืบมาบ้างแล้วล่ะค่ะ นักแสดงตัวน้อยพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น คนในคณะศิลปกรรมทหารไม่มีใครกล้าล่วงเกินพวกหัวหน้าหรอกค่ะ ใครๆ ก็ไม่อยากรับเผือกร้อนก้อนนี้กันทั้งนั้น”
“เพราะอย่างนี้เขาเลยกะจะโยนมาให้คุณงั้นหรือ?”
“เขาคงเห็นว่าฉันเป็นพวกใจกล้าไม่กลัวใครมั้งคะ”
“ถ้าคุณไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปนะ”
“พรุ่งนี้ฉันจะลองไปดูสถานการณ์ก่อนค่ะ ถ้าสอนได้ก็สอน ถ้าไม่ไหวก็แค่กลับมา อีกอย่าง... ฉันเองก็ค่อนข้างชอบเด็กๆ ด้วย”
“ผมเองก็ชอบเด็กเหมือนกัน”
ในใจของลู่เหย่เริ่มร้อนรุ่มขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาคอยชำเลืองมองที่หน้าท้องของชีชีเป็นระยะ
ลู่เหย่รู้สึกฉงนอยู่ในใจ ก็แน่ล่ะ... เขาออกจะขยันทำการบ้านขนาดนั้น ทำไมถึงยังไม่มีวี่แววเสียทีนะ?
สงสัยว่าความพยายามจะยังไม่มากพอ คืนนี้กลับไปต้อง ‘ทำงานล่วงเวลา’ เพิ่มเสียหน่อยแล้ว
ชีชีไม่รู้เลยว่าลู่เหย่กำลังวางแผนอะไรอยู่ ในหัวของหญิงสาวตอนนี้มีแต่เรื่องการสร้างห้องปฏิบัติการ
เธอตั้งใจว่าพอกลับไปจะรีบจัดทำกฎระเบียบประจำวัน และแผนการทดลองต่างๆ ออกมาให้เรียบร้อย
เรื่องพวกนี้ ในชาติก่อนจะมีเจ้าหน้าที่ธุรการคอยจัดการให้โดยเฉพาะ
แต่ยามนี้ ในห้องทดลองมีเพียงเธอตัวคนเดียว ทุกอย่างจึงต้องลงมือทำเองทั้งหมด จะแอบขี้เกียจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
มื้อค่ำวันนี้ ลู่เหย่จงใจทำเมนูไข่ผัดกุยช่าย ไส้หมูผัดเผ็ด และยังตุ๋นเนื้อแกะหม้อใหญ่ไว้อีกด้วย
คนที่รู้ย่อมเข้าใจดีว่า อาหารเต็มโต๊ะนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อ ‘การทำงานล่วงเวลา’ ในคืนนี้โดยเฉพาะ
ทว่าพอทานข้าวเสร็จ ชีชีก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเขียนแผนงานไม่หยุด
ลู่เหย่จัดการทำความสะอาดห้องครัวไปสามรอบ ถูพื้นทั้งในและนอกบ้านไปอีกห้ารอบ จนหาอะไรทำไม่ได้แล้ว จึงได้แต่นั่งแหมะอยู่บนเตียง จ้องมองชีชีตาวาว
เวลาที่ชีชีตั้งใจทำงาน หญิงสาวจะตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยอัตโนมัติ
นี่คือความเคยชินที่ชีชีสร้างมาตั้งแต่ชาติก่อน สมัยนั้นเธอสามารถหมกตัวอยู่ในห้องทดลองได้ทั้งวันโดยไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเลย
ในยามนี้หญิงสาวเข้าสู่สภาวะคล้ายการเข้าฌานเช่นนั้น จึงไม่รู้สึกถึงสายตาอันร้อนแรงของลู่เหย่ที่จับจ้องมาที่ตัวเธอเลยสักนิด
คืนนี้จึงผ่านไปอย่างเงียบเชียบสงบราบเรียบ แผนการ ‘ทำงานล่วงเวลา’ ของลู่เหย่เป็นอันพังครืนไม่เป็นท่า
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เหย่ไปฝึกซ้อมที่กองทัพเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกรอบที่สอง
ส่วนชีชีเดินทางมาที่คณะศิลปกรรมทหารตามนัด ที่นั่นเธอเห็นหัวหน้าคณะกำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องซ้อมด้วยท่าทางกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง
ภายในห้องซ้อมนั้นวุ่นวายราวกับตลาดแตก เด็กๆ กว่าห้าสิบชีวิตต่างวิ่งไล่จับ และส่งเสียงกรีดร้องเจี๊ยวจ๊าวจนแสบแก้วหู
พอเห็นชีชี หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารก็ดูเหมือนจะเห็นพระมาโปรด “สหายเสี่ยวชี ในที่สุดคุณก็มาเสียที”
ชีชีเห็นสภาพการณ์ตรงหน้าก็รู้ได้ทันทีว่า วันนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว
“ผู้ปกครองของเด็กๆ ไม่มาด้วยหรือคะ?”
“งานยุ่งกันทั้งนั้นแหละครับ ต้องไปทำงานกันหมด”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ ผลการคัดเลือกตัว ท่านหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารคงต้องเป็นคนแจ้งด้วยตัวเองนะคะ”
“หา?”
ชีชีไม่ได้สนใจสีหน้ามึนงงของผู้ตรวจการ หญิงสาวเดินตรงเข้าไปในห้องซ้อมทันที
เด็กๆ ยังคงทำตัวตามใจชอบ วิ่งเล่นกันอุตลุดและแผดเสียงตะโกน โดยไม่เห็นหัวพวกเธอเลยสักนิด
ชีชีไม่ได้รีบร้อนอะไร เธอเดินไปหาที่นั่งตรงมุมห้อง แล้วหยิบหีบเพลงชักขึ้นมาบรรเลงช้าๆ
ขณะที่นิ้วพรมไปบนเครื่องดนตรี หญิงสาวก็เริ่มฮัมเพลงตามไปด้วย
“ระยิบระยับดั่งดวงดาวตัวน้อย ทั่วท้องนภาเต็มไปด้วยหมู่ดาว… ประดับฟ้าทอแสงประกายพร่างพราว ดั่งดวงตาคู่น้อยที่คอยเฝ้ามอง...”
เพลงเด็กที่มีจังหวะจะโคนสดใสและมีชีวิตชีวาเช่นนี้ แม้แต่หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารเองก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
เด็กๆ ราวกับถูกมนต์สะกด พวกเขาหยุดชะงักทันควันก่อนจะค่อยๆ มารวมตัวกันรอบๆ ตัวชีชี พลางโยกศีรษะไปตามจังหวะดนตรีอย่างเคลิบเคลิ้ม
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารถึงกับเบิกตาค้างด้วยความทึ่ง “สหายเสี่ยวชีคนนี้... ร้ายกาจจริงๆ”