บทที่ 71 เสน่ห์แรงทั้งเด็กและผู้ใหญ่
บทที่ 71 เสน่ห์แรงทั้งเด็กและผู้ใหญ่
เมื่อบทเพลงจบลง เหล่าเด็กน้อยต่างก็ยังมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ อยากจะฟังต่ออีก
“คุณน้าคนสวย เพลงเพราะจังเลยค่ะ เพราะมากจริงๆ”
“อยากฟังอีก อยากฟังอีกครับ”
ชีชีวางหีบเพลงชักลงข้างเท้า เธอพับเพียบลงให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“พวกหนูคิดว่าเพลงเมื่อกี้เพราะไหมคะ?”
“เพราะค่ะ! / เพราะครับ!”
เด็กน้อยทุกคนขานรับเสียงดังฟังชัด
“ถ้าอย่างนั้น ครูจะสอนพวกหนูร้อง ดีไหมคะ?”
“ดีค่ะ! / ดีครับ!”
เป็นอีกครั้งที่เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“เก่งมากค่ะ งั้นเรามาจับมือกันหน่อยดีไหม?”
“ดีค่ะ! / ดีครับ!”
เด็กๆ ทุกคนต่างรีบคว้ามือเพื่อนที่อยู่ข้างกายทันที เด็กห้าสิบคนถือว่าไม่น้อย แต่โชคดีที่ห้องซ้อมกว้างขวางพอ ชีชีจึงให้ทุกคนล้อมวงเป็นวงกลม ส่วนเธอก็นั่งลงตรงกลางพร้อมกับหยิบหีบเพลงชักขึ้นมาอีกครั้ง
“เด็กๆ จ๊ะ ครูร้องหนึ่งประโยค แล้วพวกหนูร้องตามหนึ่งประโยค ตกลงไหมคะ?”
“ตกลงค่ะ / ตกลงครับ”
ตัวโน้ตเริ่มเริงระบำอยู่บนปลายนิ้ว ท่วงทำนองที่สดใสแว่วดังขึ้นมาอีกครา
“ระยิบระยับดั่งดวงดาวตัวน้อย...”
เสียงใสซื่อของเด็กๆ ร้องตามขึ้นมาทันที
“ระยิบระยับดั่งดวงดาวตัวน้อย...”
อันที่จริง เด็กในวัยนี้ขอเพียงมีความตั้งใจ ไม่ว่าเรียนรู้อะไรก็รวดเร็วไปเสียหมด
พวกเขาก็เปรียบเสมือนกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง หากคุณวาดอะไรลงไป สิ่งนั้นก็จะประทับอยู่ในความทรงจำของพวกเขา
หลังจากร้องซ้ำไปสิบกว่ารอบ เด็กๆ ก็เริ่มร้องเพลงนี้ตามจังหวะบรรเลงของหีบเพลงชักได้อย่างสมบูรณ์
“พวกหนูเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ครูเคยเจอมาเลยล่ะค่ะ ยอดเยี่ยมที่สุดเลย”
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ต่างก็ชอบคำชมและการยอมรับทั้งนั้น
เมื่อได้รับคำชมจากชีชี ใบหน้าของเด็กทุกคนก็ผลิบานด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังได้ที่ ชีชีจึงหยิบสีเทียนที่เตรียมไว้ออกมา
จากนั้นก็หยิบกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่พิเศษออกมาปูลงบนพื้น
“เด็กๆ จ๊ะ เรามาวาดรูปกันดีไหมคะ?”
“ดีค่ะ! / ดีครับ!”
เหล่าเจ้าตัวน้อยเริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อชีชีแล้ว ไม่ว่าหญิงสาวจะพูดอะไร ทุกคนต่างก็ขานรับว่าดีไปเสียหมด
ดังนั้นเด็กกลุ่มใหญ่จึงหยิบสีเทียนขึ้นมาคนละแท่ง พลางโก้งโค้งก้นโด่ง เริ่มขีดเขียนระบายสีลงบนกระดาษอย่างสนุกสนาน
ชีชีกวักมือเรียกหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารที่ยืนเหม่ออยู่ข้างๆ
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พร้อมกับชูนิ้วโป้งให้ชีชีอย่างอดไม่ได้ “สหายเสี่ยวชี ร้ายกาจจริงๆ!”
ชีชีไม่ใช่เด็กๆ ที่จะมาตัวลอยเพราะคำชมเพียงไม่กี่ประโยค “ฉันอยากจะปรึกษาเรื่องการแสดงกับคุณหน่อยค่ะ”
“ว่ามาเลยครับ”
“เด็กพวกนี้อายุยังน้อยกันมาก ต้องเลือกเพลงที่มีจังหวะสดใสและติดหูหน่อย อีกอย่าง คนเยอะขนาดนี้ ถ้าจะให้เต้นพร้อมกันคงยากมาก ฉันเลยอยากจะหาอุปกรณ์ประกอบการแสดง คุณคิดว่า ‘กลองมือ’ เป็นยังไงคะ?”
“กลองมือไม่มีปัญหาครับ ส่วนเรื่องเพลงยังไงก็ต้องเน้นท่วงทำนองหลักที่สดุดีของรัฐ เรื่องนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถือว่าทำผิดระเบียบเอาได้”
ชีชีครุ่นคิดอย่างจริงจัง ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้าจะมีเพลงเด็กเพลงหนึ่งที่ไพเราะมาก และยังตรงตามเงื่อนไขของท่วงทำนองหลักอีกด้วย
“รอฉันสักครู่นะคะ”
ชีชีหยิบปากกาขึ้นมา แล้วจรดปลายปากกาเขียนเนื้อเพลงออกมาอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารพอเห็นชื่อเพลงก็ยิ้มร่า “เพลงนี้ดี! ‘แผ่นดินแม่ แผ่นดินแม่ เรารักเธอ’ เพลงนี้ดีจริงๆ”
ชีชีหยิบหีบเพลงชักขึ้นมาบรรเลงอีกครั้ง
“สีเทียนแท่งน้อยสวมชุดลายดอก แดงเหลืองน้ำเงินเขียวช่างงดงาม เด็กน้อยทั้งหลายต่างแสนยินดี มาวาดรูปแข่งกันดีกว่า วาดนกน้อยบินว่อนในฟ้าคราม วาดต้นหญ้าผลิใบในฤดูใบไม้ผลิ เธอวาดดวงตะวัน ฉันวาดธงชาติ แผ่นดินแม่ แผ่นดินแม่ เรารักเธอ”
“โอ้ สหายเสี่ยวชี คุณนี่อัจฉริยะชัดๆ เดี๋ยวผมจะไปจัดการเรื่องกลองมือให้เดี๋ยวนี้เลย”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารเตรียมจะวิ่งออกไปทันที แต่กลับถูกชีชีดึงตัวไว้ก่อน
“อย่าเพิ่งรีบค่ะ”
“มีอะไรอีกหรือครับ?”
“ในระหว่างการฝึกซ้อม เด็กพวกนี้ย่อมมีบางคนที่ตามเพื่อนไม่ทัน ถึงตอนนั้นถ้าฉันจะคัดใครออก คุณห้ามขวางเด็ดขาดนะคะ”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารแสดงสีหน้าลำบากใจ “เสี่ยวชี เรายังมีเวลาเหลือเฟือนะ เด็กๆ พวกนี้ชอบคุณกันทั้งนั้น คุณก็ช่วยใส่ใจเพิ่มขึ้นอีกนิด...”
ชีชีตัดบทเขาทันที “ตอนนี้พวกเขาชอบฉันก็จริง แต่การฝึกซ้อมมันเป็นเรื่องที่เหนื่อยมากนะคะ พอถึงตอนที่เหนื่อย หิว หรือกระหายน้ำ ขอแค่รู้สึกไม่สบายตัวแม้แต่นิดเดียว พวกเขาก็จะไม่ชอบฉันแล้ว นอกจากว่าคุณจะไม่ต้องการผลงาน แค่อยากจะทำส่งๆ ให้ผ่านไป ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ก็ต้องมีการเลือก และมีการสละทิ้งบ้าง”
“ขอผมคิดดูก่อนนะ”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารยังไม่รับปากในทันที
ชีชีเดินหนีออกมาทันที “งั้นถ้าคุณคิดได้เมื่อไรค่อยติดต่อฉันมาแล้วกันนะคะ”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหาร “...”
ทำไมบทจะไปก็ไปดื้อๆ แบบนี้ล่ะ? ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าไม่ตกลง
งานนี้เดิมทีชีชีก็ไม่อยากจะทำอยู่แล้ว ถ้ายังต้องมาเจอเรื่องหยุมหยิมวุ่นวายพวกนี้อีก เธอพร้อมจะสะบัดหน้าจากไปทันที
เมื่อออกมาจากคณะศิลปกรรมทหาร ชีชีไม่ได้กลับบ้าน แต่กลับมุ่งหน้าไปยังสนามประชันฝีมือรอบคัดเลือกแทน
วันนี้ลู่เหย่ยังมีแข่งอยู่ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง
เนื่องจากชีชีมาสายเกินไป แถวหน้าจึงไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว ทำได้เพียงยืนเขย่งเท้าดูจากด้านหลังสุด
บนสนามมีคนสู้กันพร้อมกันถึงสองสามร้อยคน แต่หญิงสาวเพียงปรายตามองก็เห็นลู่เหย่ได้ในทันที
ผู้ชายคนนั้นราวกับมีแสงเจิดจรัสในตัวเอง มักจะดูโดดเด่นอยู่เสมอ
เห็นเพียงเขาจับคู่ต่อสู้ทุ่มข้ามไหล่ ตามด้วยการล็อคคอ คู่ต่อสู้ก็ลงไปนอนกองกับพื้นลุกไม่ขึ้นอีกเลย
ชีชีปรบมือไปพร้อมกับทุกคน ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“มาดูลู่เหย่งั้นหรือ?”
เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังขึ้นจากด้านหลัง ชีชีหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นหม่าหลงนั่นเอง
“รองผู้พันหม่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ผมแค่จะบอกคุณว่า ตำแหน่งผู้ชนะเลิศของการประชันฝีมือครั้งนี้ ต้องเป็นของผมแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะคะ”
หม่าหลงรู้สึกเหมือนต่อยลงบนก้อนนุ่น ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น...”
“ไม่จำเป็นเลยค่ะ”
ชีชีรีบตัดบทเขา ที่นี่คนเยอะแยะมากมาย เธอเกรงว่าเขาจะหลุดคำพูดที่ดูรุนแรงหรือบ้าดีเดือดออกมา
ผู้ชายคนนี้มันคนบ้าชัดๆ ชีชีไม่อยากจะไปข้องแวะด้วยเลย
“ชีชี เราจะอยู่กันดีๆ ไม่ได้เลยหรือไง? ทำไมคุณต้องทำท่าทางแบบนี้ด้วย?”
“รองผู้พันหม่าคะ ตราบใดที่คุณกับภรรยาของคุณไม่มาหาเรื่องฉัน เราก็อยู่กันดีๆ ได้แน่นอนค่ะ”
“ชีหมิงเยว่? เธอทำอะไร?” คิ้วของหม่าหลงขมวดเข้าหากันทันที
“คุณไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาหรอกค่ะ เรื่องที่เธอจ้างพวกนักเลงข้างถนนมาดักหน้าฉัน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณจะไม่รู้เรื่อง”
หม่าหลงกำหมัดจนเสียงกระดูกลั่น ‘กรอบแกรบ’ อยากจะกลับไปสั่งสอนชีหมิงเยว่เสียเดี๋ยวนี้เลย
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ห้ามให้ชีชีเข้าใจเขาผิดเด็ดขาด
“ถ้าผมบอกว่า ผมไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว คุณจะเชื่อไหม?”
“เชื่อค่ะ ไม่รู้ก็คือไม่รู้แล้วกันนะคะ”
คำตอบที่ดูเหมือนจะปัดรำคาญของชีชีทิ่มแทงใจของหม่าหลงอย่างจัง “ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้คุณเอง”
พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินจากไป
ชีหมิงเยว่ไม่ได้มาดูการแข่งขัน ช่วงหลายวันมานี้เธอเอาแต่ตระเวนหางานทำไปทั่ว
ด้วยพื้นฐานที่เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวงชั้นสูงมาก่อน ข่าวคราวของชีหมิงเยว่จึงไม่ธรรมดา เธอได้ข่าวมาว่าที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรมีคนประกาศขายตำแหน่งงาน
โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมือง โอกาสแบบนี้หาได้ยากยิ่ง
แต่อีกฝ่ายก็เรียกราคามาสูงลิ่วถึงแปดร้อยหยวน
แม้ชีหมิงเยว่จะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่มันก็หมดไปกับการวางแผนจัดการชีชีเสียส่วนใหญ่แล้ว
ตอนนี้หญิงสาวไม่มีเงินติดตัวเลยสักนิด การจะซื้อตำแหน่งงานนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ชีหมิงเยว่ไม่กล้าไปขอเงินจากหม่าหลง จึงคิดจะไปหยิบยืมจากเพื่อนบ้านดู
ทว่าสองวันนี้บรรดาภรรยาทหารต่างก็พากันไปดูการประชันฝีมือที่กองทัพหมด ในเขตบ้านพักทหารจึงแทบไม่มีคนอยู่เลย
ต่อให้มี ก็ไม่มีใครยอมให้ชีหมิงเยว่มายืมเงินง่ายๆ หรอก ไม้ตายการคร่ำครวญว่าขัดสนของแต่ละคนทำเอาเธอถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
สุดท้ายด้วยความจนใจ เธอจึงต้องโทรศัพท์ไปหาชีเจี้ยนกั๋ว “พ่อคะ ส่งเงินมาให้แปดร้อยหยวนหน่อยสิ พอดีหนูต้องรีบใช้น่ะค่ะ”
“โถ่ ลูกเอ๊ย จะเอาเงินเยอะแยะขนาดนั้นไปทำไมกัน? ตอนนี้แม่ของลูกก็ตกงาน พ่อมีเงินเดือนแค่สามสิบกว่าหยวน ต้องส่งให้ลูกอีกยี่สิบ แล้วพ่อจะไปหาเงินแปดร้อยหยวนมาจากที่ไหนเล่า?”
“พ่อก็ไปยืมมาสิคะ ยังไงภายในสามวันหนูต้องได้เงินนี้”
“ลูกรัก...”
ชีหมิงเยว่ไม่อยากฟังเขาพร่ำเพ้อ จึงกดวางสายทิ้งทันที
เธอก็พอจะรู้ว่าชีเจี้ยนกั๋วคงพึ่งพาไม่ได้ คนที่พอจะมีเงินก้อนในตอนนี้... เห็นจะมีเพียงชีชีคนเดียวเท่านั้น