LNCrawler

บทที่ 72 ขอยืมเงิน

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 72 ขอยืมเงิน

        ชีหมิงเยว่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานทำการ เธอเอาแต่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูบ้าน ตั้งใจจะรอให้ชีชีกลับมาเพื่อขอยืมเงิน

       ทว่ายังไม่ทันได้เจอชีชี หญิงสาวกลับเจอหม่าหลงเข้าเสียก่อน

       เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึงถมึงทึง แข้งขาของชีหมิงเยว่ก็สั่นพั่บๆ ด้วยความหวาดกลัว

       “วันนี้ชนะรวดสิบครั้งอีกแล้วหรือคะ? คุณนี่เก่งจริงๆ เลย”

       ชีหมิงเยว่พยายามปั้นยิ้มประจบ แต่ก็ไม่อาจปกปิดน้ำเสียงที่สั่นเครือได้

       หม่าหลงยกยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก “คุณยังรู้จักกลัวด้วยงั้นหรือ?”

       ชีหมิงเยว่สะดุ้งสุดตัว “ฉัน... ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”

       หม่าหลงไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น เขาจิกทึ้งเส้นผมของหญิงสาวแล้วลากเข้าบ้าน ก่อนจะรัวหมัดใส่ร่างกายเธออย่างหนักหน่วง

       ชีหมิงเยว่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด “ฉันไปทำอะไรให้? ทำไมกลับมาถึงตบตีฉันแบบนี้? คุณต้องพูดกันให้รู้เรื่องสิ!”

       “พูดให้รู้เรื่องงั้นหรือ?” หม่าหลงเหวี่ยงชีหมิงเยว่ลงพื้นอย่างแรง “คุณจ้างพี่ปาล่าไปดักหน้าชีชีใช่ไหม?”

       ใบหน้าของชีหมิงเยว่ซีดเผือดลงทันควัน “คุณ... คุณรู้ได้ยังไง?”

       “รู้ได้ยังไงน่ะหรือ?” หม่าหลงตามเข้าไปถีบซ้ำอีกหนึ่งที

        “ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนโง่ดักดานเท่าคุณมาก่อน ฝีมือก็ไม่มีแต่ริอ่านจะทำเรื่องชั่วๆ คุณรู้ไหมว่าถ้าเรื่องนี้แดงไปถึงกองทัพ มันจะส่งผลกระทบกับผมยังไง? ผมต้องคว้าอันดับหนึ่งการประชันฝีมือครั้งนี้ให้ได้ ถ้าคุณกล้ามาทำเรื่องของผมพัง ผมจะฆ่าคุณทิ้งซะ”

       ชีหมิงเยว่ขดตัวคู้อยู่บนพื้นพลางกอดหัวตัวเองไว้แน่น ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก

       หญิงสาวรู้ดีว่าเวลาหม่าหลงคลุ้มคลั่งขึ้นมาเขาไม่ใช่คน เขาอาจตีเธอจนตายได้จริงๆ

       ทางเดียวในตอนนี้คือต้องแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เพื่อจะได้เจ็บตัวน้อยลงหน่อย

       เมื่อเห็นชีหมิงเยว่นอนนิ่งรอรับการเฆี่ยนตี หม่าหลงก็หมดอารมณ์จะลงมือต่อ เขาหย่อนก้นนั่งลงบนม้านั่ง “ไปรินน้ำมาให้ผมแก้วหนึ่ง”

       ชีหมิงเยว่ไม่กล้ารอช้า รีบคลานลุกขึ้นไปรินน้ำทันที

       หลังจากน้ำลงท้องไปหนึ่งแก้ว อารมณ์ของหม่าหลงถึงเริ่มสงบลงบ้าง “ช่วงนี้คุณเก็บตัวอยู่ในบ้านให้ดี อย่าออกไปก่อเรื่องที่ไหนอีก”

       แม้ชีหมิงเยว่จะหวาดกลัว แต่สมองของหญิงสาวยังพอมีความคิดอยู่บ้าง

       ในเมื่อหม่าหลงรู้เรื่องที่เธอจ้างพี่ปาล่า ชีชีเองก็คงจะรู้แล้วเหมือนกัน

       การจะไปขอยืมเงินจากยัยนั่นคงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว

       ชีหมิงเยว่แอบชำเลืองมองหม่าหลงอยู่หลายครั้ง ก่อนตัดสินใจกัดฟันพูดออกมา “ที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร มีคนขายตำแหน่งงานค่ะ ต้องใช้เงินแปดร้อยหยวน”

       หม่าหลงปรายตามองเธออย่างเย็นชา “จะมาขอเงินผมงั้นหรือ?”

       “เปล่าค่ะ...” ชีหมิงเยว่ขยับถอยหลังตามสัญชาตญาณ “ฉันแค่อยากให้คุณช่วยคิดหาทางให้หน่อย ถ้าฉันทำงานหาเงินได้เมื่อไรจะรีบคืนให้ทันทีค่ะ”

       “ฝันกลางวันอยู่หรือไง” หม่าหลงลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก “เงินของผมมีไว้ใช้เพื่ออนาคตของผมเท่านั้น คุณอย่าได้หวังเลย”

       เมื่อมองตามแผ่นหลังที่เย็นชาของหม่าหลงจนลับสายตา น้ำตาที่คลออยู่ในเบ้าของชีหมิงเยว่มาเนิ่นนานก็ไหลพราก

       ไม่ใช่ว่าหญิงสาวไม่เคยสงสัย ว่าการเลือกหม่าหลงนั้นเป็นความผิดพลาดหรือไม่

       แต่ทั่วทั้งเขตทหารต่างก็รู้กันทั่ว ว่าเธอเป็นคนหน้าด้านไปยั่วยวนหม่าหลงเอง

       หากทั้งสองคนหย่าขาดจากกัน ชีหมิงเยว่คงไม่มีทางหาผู้ชายคนไหนได้อีก

       ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอก็ตกงานไปแล้ว ถ้าหย่าจริงๆ เธอจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?

       ชีหมิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ จนต้องปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก

       คนอื่นเขาเกิดใหม่ล้วนได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุคสมัย สร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยและได้ครองคู่กับพระเอก

       ทำไมเธอถึงได้ซวยขนาดนี้? อุตส่าห์มีมิติน้ำพุวิญญาณ ก็ดันหายไปอย่างปริศนา

       อุตส่าห์วางแผนแทบตายเพื่อให้ได้แต่งงานกับหม่าหลง เขาก็ดันเป็นคนบ้าอำนาจและใช้กำลัง

       นอกจากจะควบคุมชีหมิงเยว่ไปเสียทุกเรื่องแล้ว ยังลงไม้ลงมือตบตีเธอได้ทุกที่ทุกเวลา

       การอยู่ข้างกายผู้ชายคนนี้ ชีหมิงเยว่ถึงขนาดต้องนอนลืมตาข้างหนึ่งด้วยซ้ำ

       หญิงสาวเสียใจจริงๆ ทำไมตอนนั้นต้องวางแผนร้ายใส่ชีชีและลู่เหย่ด้วย?

       ถ้าคนที่แต่งงานกับลู่เหย่คือเธอละก็ ป่านนี้คนที่ถูกประคบประหงมเอาใจใส่ดั่งแก้วตาดวงใจก็คงไม่ใช่ชีชี

       แต่ในโลกใบนี้จะไปหายาแก้เสียใจได้จากที่ไหนกัน?

       วันนี้ผลการแข่งขันของลู่เหย่ยังคงดูปกติธรรมดา ไม่ได้ล้าหลังแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นจนเกินไป

       เขายังคงทำสถิติชนะสิบ แพ้สาม

       ชีชีเบะปาก แอบคุมคะแนนชัดเจนขนาดนี้ ไม่กลัวคนเขาดูออกบ้างหรือไงนะ?

       พอลู่เหย่แข่งรอบสุดท้ายจบ ชีชีก็รีบกวักมือเรียกเขา

       ความจริงแล้ว เขาก็เห็นหญิงสาวตั้งแต่ตอนที่เธอมาถึงแล้ว ใจมันก็เลยลนลานจนเผลอแพ้ไปหนึ่งรอบ

       แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เขาหาทางชนะคืนมาได้อยู่แล้ว

       “ภรรยาครับ ทางคณะศิลปกรรมทหารเป็นยังไงบ้าง?”

       ลู่เหย่ถามพลางรับน้ำที่ชีชียื่นให้มาดื่ม

       “พวกเด็กๆ ก็น่ารักดีค่ะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพอเริ่มซ้อมจริงๆ แล้วจะวุ่นวายจนคุมไม่อยู่หรือเปล่า”

       “ถ้ารำคาญก็ไม่ต้องไปหรอกครับ เด็กๆ เลี้ยงยากจะตาย เกิดหกล้มหัวร้างข้างแตกขึ้นมา เดี๋ยวพ่อแม่เขาก็มาหาเรื่องคุณอีก”

       “ฉันก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกันค่ะ เพียงแต่เด็กพวกนั้นก็น่าเอ็นดูจริงๆ นะคะ”

       ลู่เหย่ลูบหัวภรรยาตัวน้อยเบาๆ “ถ้าชอบเด็กขนาดนั้น เรามามีลูกของเราเองสักคนไหม?”

       ใบหน้าของชีชีแดงซ่านขึ้นมาทันที หญิงสาวรีบมองซ้ายมองขวาว่ามีใครสังเกตเห็นพวกเขาไหม พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

       “น่ารำคาญจริงๆ เลย กลับบ้านได้แล้วค่ะ”

       ลู่เหย่ขยับเข้าไปใกล้พลางทำหน้าทะเล้น “ลูกที่เกิดจากเราสองคน ต้องน่ารักกว่าลูกบ้านอื่นแน่นอนครับ”

       หน้าของชีชีแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยด “ยังจะพูดอีกเหรอคะ?”

       “ดีๆๆ ไม่พูดแล้วครับ ไม่พูดแล้ว สามีของคุณน่ะเป็นคนประเภทลงมือทำมากกว่าพูดอยู่แล้ว”

       ทำไมคำพูดนี้ ฟังดูแล้วมันแหม่งๆ ชอบกลนะ?

       ชีชีไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หญิงสาวรีบเดินนำหน้ากลับบ้านไปก่อน

       ช่วงนี้ทั้งสองคนยุ่งมาก ฟืนที่บ้านจึงเริ่มร่อยหรอ

       พอลู่เหย่กลับถึงบ้าน ชายหนุ่มก็หยิบขวานมุ่งหน้าขึ้นเขาไปทันที

       ส่วนชีชีนั่งอยู่ริมหน้าต่างเพื่อออกแบบท่าเต้นรำ เด็กอายุยังน้อยเกินไป จะจัดแถวให้ซับซ้อนมากไม่ได้ ท่าเต้นเองก็ต้องเน้นที่ความเรียบง่ายและเรียนรู้ได้รวดเร็ว

       มิฉะนั้น หากเด็กๆ เรียนตามไม่ทันละก็ พวกเขาจะสูญเสียความมั่นใจ

       ถึงตอนนั้นถ้าพากันร้องไห้โยเยขึ้นมาจะคุมสถานการณ์ได้ยาก

       เด็กๆ คือดอกไม้ของชาติ การแสดงออกถึงความไร้เดียงสา มีชีวิตชีวา และความรุ่งเรืองก็นับว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจนเกินไป

       แนวคิดนี้ดูสร้างสรรค์กว่าความคิดเดิมของหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารมากนัก ที่จะให้เด็กตัวแค่นี้มาร้องเพลงปฏิวัติ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

       ชีชีจดจ่ออยู่กับการงานของตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่าทันทีที่ลู่เหย่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ชีหมิงเยว่ก็แอบสะกดรอยตามเขาไป

       ตั้งแต่ลู่เหย่ได้ดื่มน้ำพุวิญญาณ ไม่เพียงแต่พละกำลังที่เพิ่มขึ้น แต่ประสาทสัมผัสของเขาก็เฉียบคมขึ้นมาก

       เขารู้ตัวตั้งแต่ตอนที่ชีหมิงเยว่ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังแล้ว

       เพียงแต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก นึกว่าเธอแค่จะขึ้นเขามาเก็บผักป่า

       เพราะใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หากไม่กักตุนผักไว้บ้าง ชีวิตในช่วงหน้าหนาวคงลำบากไม่น้อย

       ทว่าเมื่อลู่เหย่หาดงไม้แห้งเจอและเริ่มลงมือจามขวานตัดฟืน ชีหมิงเยว่กลับเดินตรงเข้ามาหาเขา

       “ลู่เหย่ ฉันรู้ว่าเรื่องของชีชีทำให้คุณเข้าใจฉันผิดไป”

       “เข้าใจผิดงั้นหรือ?”

       ลู่เหย่ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยามครั้งหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

       ชีหมิงเยว่พยายามกะพริบตาถี่ๆ จนขอบตาเริ่มแดงก่ำ “ลู่เหย่ เราสองคนโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กนะ คุณควรจะ...”

       “ก็เพราะโตมาด้วยกันนั่นแหละ ผมถึงได้รู้ว่าคนอย่างคุณมันเห็นแก่ตัวแค่ไหน”

       “ลู่เหย่ คุณพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ฉันเคยทำเรื่องทำร้ายจิตใจคุณตอนไหน? ทำไมคุณถึงมองฉันแบบนี้?”

       “ที่คุณทำมามันยังน้อยไปงั้นหรือ? ตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อให้ตัวเองเป็นที่รัก คุณใส่ร้ายป้ายสีผมมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว”

       “ไม่ใช่... ไม่ใช่การใส่ร้ายนะคะ ตอนนั้นฉันยังเด็ก ฉันแค่กลัวเกินไปเท่านั้นเอง”

       “เหตุผลตื้นๆ แบบนั้น คุณจะเชื่อลงจริงๆ หรือ?”

       “ลู่เหย่ ยังไงเสีย พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”

       “อย่ามานับญาติจะดีกว่า” ลู่เหย่จามขวานลงบนตอไม้ “วันนี้ที่คุณมาหาผม คงไม่ใช่แค่จะมาฟื้นความหลังหรอกมั้ง?”

       “ฉันอยากจะขอให้คุณช่วยอะไรหน่อยค่ะ”

       “ผมขอปฏิเสธ”

       “ลู่เหย่!” นิสัยคุณหนูของชีหมิงเยว่เกือบจะระเบิดออกมา หญิงสาวต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งถึงจะสงบอารมณ์ลงได้ “ลู่เหย่ ฉันรีบใช้เงินแปดร้อยหยวน ขอแค่คุณช่วยฉัน...”

       “ผมไม่มีเงิน” ลู่เหย่ดึงขวานออกมาแล้วทำงานต่อ “แปดร้อยหยวน คุณกล้าอ้าปากขอออกมาได้ยังไง? ลองไปถามในเขตบ้านพักทหารดูสิ ว่าจะมีบ้านไหนควักเงินแปดร้อยหยวนออกมาได้บ้าง?”

       “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะลู่เหย่ คุณช่วยไปขอยืมให้ฉันหน่อยสิคะ ฉันสัญญาว่าจะคืนให้แน่นอน”

       “เสียใจด้วยนะ คำพูดของคุณแม้แต่คำเดียว... ผมก็ไม่เชื่อ”