LNCrawler

บทที่ 75 สุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิม

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 75 สุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิม

        หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารลงมือสัมภาษณ์ต่อเนื่องถึงสามวันเต็ม แต่กลับยังไม่พบใครสักคนที่ความสามารถถึงขั้นจะรับผิดชอบงานนี้ได้

       กระนั้นเขาก็ยังไม่ย่อท้อ คิดจะลองมองหาบุคลากรจากภายในดูบ้าง

       พลันเขาก็นึกถึง ‘หลินเสี่ยวหรู’ อดีตดาวเด่นประจำคณะขึ้นมาได้

       เธอลาออกจากงานไปตั้งแต่แต่งงาน และตอนนี้ก็ใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านว่างงานอยู่เฉยๆ

       คนมีพรสวรรค์โดดเด่นเช่นนี้หากไม่ดึงตัวกลับมาช่วยงานก็นับว่าเสียของยิ่งนัก

       คิดได้ดังนั้น หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารจึงรุดไปหาหลินเสี่ยวหรูที่บ้านด้วยตัวเอง

       หลินเสี่ยวหรูที่กำลังนั่งซักผ้าอยู่ในลานบ้านดูซูบผอมลงกว่าตอนที่ยังอยู่คณะศิลปกรรมทหารมากนัก ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวดูอมโรคเล็กน้อย

       ทว่าต้องยอมรับว่า ภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแอเปราะบางชวนให้เวทนานั้น กลับยิ่งขับเน้นให้เธอดูงดงามน่าทะนุถนอมราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

       “เสี่ยวหลินเอ๊ย ซักผ้าอยู่หรือ?”

       เมื่อเห็นสาวงามผู้น่าสงสาร หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารก็เผลอบีบเสียงให้อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว

       “หัวหน้าคณะ... คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ?”

       แววตาของหลินเสี่ยวหรูฉายรอยยินดีวูบหนึ่ง ก่อนจะหมองหม่นลงทันควัน

       หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนั้น เขายังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบานว่า

       “คณะศิลปกรรมทหารของเรากำลังเตรียมการแสดงสำหรับงานวันเด็กสากลปีหน้าอยู่น่ะ ภารกิจครั้งนี้ได้รับมอบหมายมาจากกองบัญชาการทหารสูงสุดเลยนะ ถ้าทำผลงานได้ดีก็จะได้ไปเมืองจิง ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

       ผมพิจารณาดูแล้ว ไม่มีใครเหมาะสมจะเป็นผู้นำทีมเท่าคุณอีกแล้ว ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะเชิญคุณกลับมาช่วยงานนั่นแหละ”

       ความกระตือรือร้นในดวงตาของหลินเสี่ยวหรูวาบผ่านไปเพียงชั่วครู่ “ขอโทษด้วยค่ะหัวหน้าคณะ ฉันไปไม่ได้จริงๆ”

       “อ้าว ทำไมล่ะ?”

       หัวหน้าคณะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คาดคิดว่าหลินเสี่ยวหรูจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วเช่นนี้

       “คุณแม่สามีของฉันท่านเป็นอัมพาตติดเตียง ขาดคนดูแลไม่ได้ค่ะ ฉันต้องอยู่ปรนนิบัติท่านที่บ้าน”

       หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารลอบมองเข้าไปในตัวบ้านตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใด

       แม้ตอนนี้จะต้องการตัวคนมาช่วยงานอย่างเร่งด่วนเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจเอ่ยปากบอกให้ใครทอดทิ้งแม่สามีได้

       เขาได้แต่กระตุกมุมปาก ยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก “คุณช่างเป็นลูกสะใภ้ที่กตัญญูจริงๆ ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่รบกวนแล้วล่ะ”

       เมื่อแผ่นหลังของหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารลับตาไป หลินเสี่ยวหรูก็ฟาดผ้าในมือลงในกะละมังอย่างแรงจนน้ำกระเซ็นเปียกไปทั้งตัว

       ระบบของหลินเสี่ยวหรูจู่ๆ ก็หายวับไป ทำให้เธอถูกสะท้อนกลับอย่างรุนแรง หญิงสาวสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังชีวิตของตนกำลังรินไหลออกไปอย่างต่อเนื่อง

       เดิมทีเป้าหมายของหลินเสี่ยวหรูคือลู่เหย่ ขอเพียงได้อยู่ใกล้ชิดเขา เธอก็จะสามารถดูดซับพลังงานชีวิตมาหล่อเลี้ยงให้ตนเองมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

       ทว่าลู่เหย่กลับแต่งงานไปเสียก่อน

       และหลินเสี่ยวหรูก็ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะไปแย่งชิงเขามา

       เมื่อไม่มีทางเลือก เธอจึงจำต้องเลือกเจ้าหน้าที่หลี่เป็นเป้าหมายรอง

       มิใช่เพราะชายผู้นี้มีอะไรพิเศษ แต่เป็นเพราะแม่ที่นอนอัมพาตอยู่บนเตียงของเขาต่างหากที่ไม่รู้ว่ามีอาคมหรือพลังลี้ลับอันใด ถึงสามารถตรึงสัญญาณชีพของหลินเสี่ยวหรูให้คงที่ได้

       แต่กระนั้นเธอก็ไม่สามารถเติมเต็มพลังงานให้หลินเสี่ยวหรูได้ ทำได้เพียงรับประกันว่าชีวิตของหญิงสาวจะไม่สูญสิ้นไปมากกว่านี้

       ดังนั้นเพื่อที่จะมีชีวิตรอด หลินเสี่ยวหรูจึงต้องก้มหน้าก้มตาปรนนิบัติหญิงชราคนนี้ทุกวี่วัน พร้อมกับภาวนาให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหลายๆ ปี

       แต่ร่างกายของหญิงชรากลับทรุดโทรมลงทุกวัน หากหลินเสี่ยวหรูขยับตัวห่างออกไปเพียงนิด พลังกดประสาทนั้นก็จะจางหายไปทันที

       ช่วงหลังมานี้ แม้แต่ลานบ้านของตัวเอง หญิงสาวก็แทบจะก้าวออกไปไม่ได้แล้ว

       หลินเสี่ยวหรูอัดอั้นตันใจจนอยากจะร้องไห้โฮ แต่ก็เกรงว่าจะมีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้แต่สะกดกลั้นเอาไว้

       การมาเยือนอย่างกะทันหันของหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารเปรียบเสมือนการเปิดทำนบกั้นน้ำ ทำให้ความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมานานพรั่งพรูออกมาทั้งหมด

       หลินเสี่ยวหรูไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้เสียงดัง ได้แต่กัดฟันแน่น เอามือปิดปากสะอื้นไห้ไร้เสียง

       เจ้าหน้าที่หลี่กับผู้บัญชาการกองพลหลินนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าต่างฝ่ายต่างไม่กินเส้นกันเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้ง

       การที่หลินเสี่ยวหรูใช้เล่ห์เหลี่ยมจนได้แต่งงานกับเจ้าหน้าที่หลี่ พฤติกรรมเช่นนี้ในสายตาคนตระกูลหลี่ก็ไม่ต่างอะไรกับสายลับ

       ด้วยเหตุนี้ คนทั้งบ้านจึงไม่มีใครให้เกียรติเธอเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังโขกสับหญิงสาวราวกับคนใช้

       ไม่เพียงต้องดูแลแม่สามีที่เป็นอัมพาต แต่งานบ้านทุกอย่างเธอยังต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง

       ก่อนแต่งงาน หลินเสี่ยวหรูเติบโตมาเยี่ยงคุณหนูที่ได้รับการประคบประหงม มีคนคอยปรนนิบัติพัดวี เคยต้องมาลำบากตรากตรำเช่นนี้ที่ไหนกัน?

       ทว่ายามนี้ หญิงสาวจำต้องก้มหัวอันสูงส่งลงมา ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเอาใจคนในครอบครัวนี้

       เจ้าหน้าที่หลี่นั้นเป็นลูกแหง่ติดแม่เข้าขั้นรุนแรง ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็เชื่อฟังแม่ไปเสียหมด

       ขอเพียงสีหน้าของหญิงชราดูไม่ค่อยดีแม้เพียงนิด เขาก็จะตบหน้าหลินเสี่ยวหรูทันที พร้อมกับด่าทอว่าเธอเป็นสะใภ้อกตัญญู

       หากไม่ใช่เพราะต้องการมีชีวิตอยู่ต่อละก็ ชีวิตพรรค์นี้เธอคงทนอยู่ไม่ติดแม้เพียงวันเดียว

       เดิมทีหลินเสี่ยวหรูคิดว่าชีวิตของตนเองคงต้องจบสิ้นลงเช่นนี้เสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารจะนำโอกาสทองที่จะพาหญิงสาวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามาหยิบยื่นให้ถึงที่

       หลินเสี่ยวหรูมั่นใจว่าด้วยความสามารถของตน เธอจะต้องได้ก้าวขึ้นสู่เวทีที่เมืองจิงอย่างแน่นอน

       ทว่าหลินเสี่ยวหรูกลับไปไม่ได้

       ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย

       เมื่อร้องไห้จนเหนื่อยล้า หญิงสาวก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เงยหน้ามองฟ้าด้วยความสิ้นหวัง

       ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลินเสี่ยวหรูก็ตัดสินใจกัดฟันวิ่งออกไปข้างนอก

       เธอวิ่งไปที่ป้อมยามด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วต่อสายโทรศัพท์หาแม่ของตน

       “เสี่ยวหลิน เป็นอะไรไปลูก?”

       “แม่คะ ฮือๆๆ แม่ช่วยฉันด้วย ฉันทนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ”

       แม่ของหลินเสี่ยวหรูเงียบไปอึดใจหนึ่ง “เสี่ยวหลิน ในเมื่อยังหาทางแก้ไม่ได้ ลูกต้องอดทนไว้ก่อน”

       “ฉันจะทนได้ยังไง? พวกเขาเดี๋ยวตบเดี๋ยวด่าฉัน งานทุกอย่างก็โยนมาให้ฉันทำหมด ข้าวปลาก็แทบไม่ได้กิน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันแน่ๆ”

       “เอาละๆ ลูกรีบกลับไปเถอะ แม่จะหาทางให้ลู่เหย่ไปที่บ้านลูกสักรอบ ลูกต้องจับเขาไว้ให้ได้นะ”

       “ค่ะแม่ ฉันจะทำให้ได้”

       “กลับไปซะ อย่าเที่ยววิ่งไปไหนมาไหนอีก”

       “เข้าใจแล้วค่ะ”

       หลินเสี่ยวหรูวางสายอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ววิ่งพรวดกลับบ้าน หญิงสาวพุ่งตัวเข้าไปเกาะขอบประตูห้องแม่สามีทันที ความรู้สึกเหมือนพลังชีวิตกำลังรั่วไหลถึงได้ค่อยๆ สงบลง

       หลินเสี่ยวหรูหอบหายใจถี่กระชั้น สัมผัสได้ถึงความยินดีลึกๆ ที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด

       “ลู่เหย่ คุณต้องรีบมาหาฉันเร็วๆ นะ”

       หลังจากออกมาจากบ้านหลินเสี่ยวหรู หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารก็จนปัญญาจริงๆ

       หากไม่เคยเห็นแผนงานของชีชีมาก่อน เขาอาจจะยังพอถูไถไปได้

       แต่ในเมื่อมีแนวคิดที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นอยู่ตรงหน้าแต่กลับทำให้เป็นจริงไม่ได้ หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารก็ข้ามผ่านความรู้สึกผิดในใจตัวเองไปไม่ได้จริงๆ

       เขาเดินวนไปวนมาในห้องทำงานถึงร้อยแปดตลบ ก่อนจะกัดฟันกระทืบเท้า แล้วตัดสินใจไปหาชีชีโดยตรง

       “ลูกผู้ชายต้องรู้จักโอนอ่อนตามสถานการณ์ แค่ก้มหัวให้แม่หนูนั่นหน่อยจะเป็นไรไป เนื้อตัวจะสึกหรอไปสักเท่าไรกันเชียว?”

       ขณะนั้นชีชีกำลังวุ่นอยู่กับการทำงานในห้องทดลอง หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ จึงได้แต่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตู

       ตอนนี้ในห้องทดลองมีชีชีอยู่เพียงคนเดียว จะหาใครช่วยเข้าไปบอกกล่าวก็ไม่มี

       อาจเป็นเพราะการดื่มน้ำพุวิญญาณมาเป็นเวลานาน ทำให้ชีชีมีความสามารถในการรับรู้ที่ฉับไวกว่าคนทั่วไปมาก

       เพียงหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารมาถึงหน้าประตู เธอก็ล่วงรู้ได้ทันที

       ความจริงแล้วตอนนี้เธอก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากนัก สิ่งที่เรียกว่าการทดลองก็แค่ฉากหน้าเพื่อบังตาคนอื่น

       หญิงสาวมีข้อมูลการทดลองที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว สามารถลงมือปลูกได้เลยด้วยซ้ำ

       แต่เพื่อให้มีคำอธิบายที่ฟังดูน่าเชื่อถือ ชีชีจึงจำเป็นต้องบันทึกข้อมูลการทดลองบางส่วนไว้ เพื่อส่งให้ทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรใช้อ้างอิง

       หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารฮึดสู้มาตั้งแต่ต้น แต่พอเดินวนอยู่หน้าประตูได้สักพัก ความฮึกเหิมนั้นก็ค่อยๆ มอดดับลง

       เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่วู่วามวิ่งมาที่นี่ ถ้าเกิดชีชีพูดจาเย้ยหยันเขาขึ้นมาล่ะ? หนังหน้าแก่ๆ ของเขาจะเอาไปไว้ที่ไหน?

       ในขณะที่กำลังจะถอดใจเตรียมจะย่องหนีไปเงียบๆ ประตูห้องทดลองก็เปิดออก

       “สะ... สหายเสี่ยวชี ยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ?”

       หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารปั้นยิ้มค้าง ฝีเท้าขยับย่ำอยู่กับที่อย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะอยู่ต่อหรือจะโกยแน่บไปดี

       ชีชีไม่ใช่คนชอบเอาชนะแบบไม่เลิกรา หญิงสาวยิ้มละมุนพลางเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนคุณหัวหน้าคณะจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนะคะ ฉันพร้อมจะเริ่มซ้อมได้ทุกเมื่อค่ะ”

       “หือ?” ความสุขที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารมึนงงไปครู่ใหญ่กว่าจะได้สติ “ถ้าอย่างนั้นก็พรุ่งนี้... พรุ่งนี้เช้าเริ่มซ้อมกันเลย!”

       “ตกลงค่ะ”