บทที่ 7 พบเชือกผูกผมสีแดงอีกครั้ง
บทที่ 7 พบเชือกผูกผมสีแดงอีกครั้ง
“เรียนผู้โดยสารทุกท่าน รถไฟขบวน T19 มุ่งหน้าสู่ฮั่นเฉิงกำลังจะเคลื่อนขบวนแล้ว...”
บรรยากาศอันตึงเครียดระว่างคนทั้งสองถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศจากทางสถานี
ชีหมิงเยว่กระแทกตัวลงนั่งบนที่นั่งด้วยความขุ่นเคือง แต่สายตายังคงจ้องเขม็งมาที่ชีชีราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ยุวชนหญิงที่นั่งข้างเธอถึงกับขยับหนีไปทางอื่นโดยสัญชาตญาณ ราวกับกลัวว่าจะโดนเสนียดจัญไรติดตัวไปด้วย
สายตาแปลกๆ จากคนรอบข้างยังคงทิ่มแทงมา พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาที่ดังแว่วมาเป็นระยะ
ชีหมิงเยว่โกรธจนหน้าอกพะเพื่อม หล่อนแทบจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่จนกระดุมเสื้อเชิ้ตแทบปริ
เธออยากจะถลาเข้าไปตบหน้าชีชีสักสองฉาดใหญ่ๆ แต่ก็ต้องฝืนทนเอาไว้
เมื่อจากบ้านมาแล้วก็ไม่มีใครคอยหนุนหลังเธออีก อีกฝ่ายก็มีกันอยู่สองคน หากลงไม้ลงมือกันจริงๆ เธอไม่มีทางได้เปรียบแน่
อย่างไรก็ตาม เธอไม่มีวันปล่อยชีชีไปง่ายๆ แบบนี้หรอก เธอจะต้องแย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของชีชีมาให้ได้
รวมถึงลู่เหย่ และผู้ชายคนนั้นที่รักและตามใจเธอยิ่งกว่าชีวิตในชาติก่อนด้วย!
เธอจะเหยียบย่ำชีชีให้จมดิน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดไปชั่วนิรันดร์!
ชีชีเองก็นึกสงสัยอยู่ในใจ เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดชีหมิงเยว่ถึงได้จงเกลียดจงชังเธอนักหนา
จะว่าไปอีกฝ่ายก็แย่งชิงฐานะของร่างเดิมไปแล้ว ทั้งความรักจากพ่อแม่ และความโดดเด่นในทุกๆ ด้าน ชนะร่างเดิมไปเสียทุกเรื่อง
คนที่ควรเต็มไปด้วยความเคียดแค้นน่าจะเป็นร่างเดิมมากกว่าไม่ใช่หรือ?
หรือว่าจะมีเรื่องอะไรที่เธอไม่รู้กันแน่? การไม่มีความทรงจำของร่างเดิมนี่มันช่างลำบากเสียจริง
ในเมื่อคิดไม่ตกเธอก็เลือกที่จะวางมันลงชั่วคราว ชีชีไม่ใช่คนประเภทที่ชอบบั่นทอนสุขภาพจิตตัวเอง
เธอเชื่อเสมอว่าต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง แผนการชั่วร้ายทั้งหลายก็เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น
ตอนนี้ชีชีควรจะเอาเวลาไปวางแผนชีวิตหลังจากติดตามสามีไปอยู่ในเขตรั้วของชาติเสียดีกว่า
เธอต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น และไม่พึ่งพิงใคร
หน่วยผลิตนั้นมีการจัดการแทบจะเหมือนกับค่ายทหาร คาดว่าหลังจากชีหมิงเยว่ไปถึงที่นั่นคงไม่มีเวลามาเดินโฉบเฉี่ยวให้ชีชีรำคาญตาอีก ไม่เห็นหน้าก็ไม่เสียสุขภาพจิต
ในทางกลับกัน เธอเริ่มให้ความสนใจกับ ‘ยอดหฤทัย’ ในใจของลู่เหย่มากกว่า ในเมื่อไม่ได้อยู่ที่บ้าน ก็คงต้องอยู่ที่กองทัพแน่ๆ เธอต้องคอยสังเกตดูให้ดี
โชคดีที่ตลอดการเดินทาง นอกจากชีหมิงเยว่จะชอบหยิบซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ขึ้นมาข่มแล้ว ก็ไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีก ชีชีจึงได้อยู่อย่างสงบหูไปได้มาก
กว่าจะถึงฮั่นเฉิงด้วยความยากลำบาก เวลาก็ล่วงเข้าสู่วันที่สี่แล้ว
ทางหน่วยผลิตส่งรถไถมารับพวกยุวชนผู้มีการศึกษา ในขณะที่หน่วยผลิตอื่นๆ ส่งเพียงเกวียนวัวมาเท่านั้น
แววตาของชีหมิงเยว่ฉายความลำพองใจขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าเมื่อทุกคนเห็นสัมภาระมากมายที่เธอขนมาด้วย ต่างก็มองเธอด้วยสายตาแปลกพิกล
“ดูสิ ท่าทางเหมือนลูกคุณหนูบ้านนายทุนไม่มีผิด นี่มาทำงานจริงหรือเปล่าเนี่ย?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่งตัวท่าทางดูพิลึก”
ชีหมิงเยว่ไม่สนใจสายตาเหล่านั้น จุดมุ่งหมายของเธอชัดเจนมาก คือการตามหาผู้ชายคนนั้นและแต่งงานกับเขาให้ได้
ขอแค่ทำให้ชีชีต้องทนทุกข์ได้ ชีหมิงเยว่ก็มีความสุขแล้ว
แต่ชีชีไม่ได้ล่วงรู้ถึงแผนการเล็กๆ ในใจของเธอเลยแม้แต่นิด และก็ไม่มีอารมณ์อยากจะรู้ด้วย
แม้ลู่เหย่จะมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่เขาก็ยังช่วยแบกของขึ้นรถให้ชีหมิงเยว่
จากนั้นเขาก็จูงมือชีชีเดินจากไปทันที
ทว่าชีหมิงเยว่กลับวิ่งตามมา “ลู่เหย่ นายจะไม่ไปส่งฉันที่หน่วยผลิตจริงๆ เหรอ?”
“ที่หน่วยผลิตมีกฎระเบียบ คนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันไปหานายได้ไหม?”
“ไม่ได้”
“นาย...” ชีหมิงเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งเพื่อระงับเปลวไฟแห่งโทสะ “นายจะส่งเงินให้ฉันทุกเดือนใช่ไหม?”
“ไม่”
“พ่อกับแม่สั่งให้นายดูแลฉันนะ!” แม้จะพยายามข่มอารมณ์แล้ว แต่เสียงของชีหมิงเยว่ก็ยังแหลมสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ชีหมิงเยว่ ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรเธอ ฉันกับเธอไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด และไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องดูแลเธอ”
“พ่อกับแม่ลำบากเลี้ยงนายจนโต นายคิดจะเป็นคนอกตัญญูงั้นเหรอ?”
“ท่านเลี้ยงฉันมา ฉันย่อมทดแทนบุญคุณ และฉันก็จะดีกับลูกสาวของพวกท่านด้วย แต่ทั้งหมดนั้นไม่เกี่ยวกับเธอ”
“นี่นาย...”
ลู่เหย่ไม่สนใจเธออีกต่อไป เขาผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงแล้วบอกกับชีชีว่า “พวกเราไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
เมื่อเห็นทั้งคู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีไปราวกับเห็นเธอเป็นตัวกาลกิณี ชีหมิงเยว่ก็โกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ
เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสาปแช่งในใจอย่างอาฆาต ‘ชีชี ลู่เหย่ คอยดูเถอะ ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกได้เสวยสุขกันหรอก’
ชีชีและลู่เหย่เพิ่งเดินพ้นสถานีรถไฟมาได้ไม่นาน ก็เห็นรถจี๊ปทหารคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน มีทหารนายหนึ่งโบกมือเรียกพวกเขาอย่างแข็งขัน
“รองผู้บังคับกองพันลู่ ทางนี้ครับ!”
ลู่เหย่กุมมือชีชีแล้วเร่งฝีเท้าขึ้น มือเล็กๆ ที่อยู่ในอุ้งมือของเขานั้น ทั้งเนียนลื่นและบอบบางราวกับไข่ปลอกเปลือก
หัวใจของลู่เหย่สั่นไหววูบหนึ่ง ใบหูเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“สวัสดีครับพี่สะใภ้ ผมชื่อหลี่ต้าเฉียง เรียกผมว่าเฉียงจื่อก็ได้ครับ”
“สวัสดีจ๊ะเฉียงจื่อ” ชีชียิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง
หลี่ต้าเฉียงหน้าแดงขึ้นมาทันที “พี่สะใภ้รีบขึ้นรถเถอะครับ”
“ได้สิ”
“ท่านรองผู้บังคับกองพันลู่ครับ เรือนหอของพวกท่านจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเวลากระชั้นชิดมาก เลยยื่นเรื่องขอได้เพียงบ้านชั้นเดียวครับ ส่วนพวกตึกแถวตอนนี้ยังไม่มีโควตาว่างเลย”
“อืม” ลู่เหย่ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะหันมามองชีชี “พักบ้านชั้นเดียวไปก่อนนะ ไว้มีโอกาสค่อยขอย้าย”
“ไม่ต้องย้ายหรอกค่ะ ฉันชอบบ้านชั้นเดียวมากกว่า”
ตึกแถวในยุคนี้ไม่เหมือนกับคอนโดในอนาคต แต่มันคือ ‘ตึกถงจื่อ’ หรือแฟลตทางเดินร่วม
ชั้นหนึ่งมีคนอยู่กันตั้งสิบยี่สิบครอบครัว ห้องครัวและห้องน้ำต้องใช้ร่วมกัน ทางเดินก็เต็มไปด้วยสิ่งของวางระเกะระกะ แค่พูดเสียงดังนิดเดียวก็ได้ยินกันไปทั้งตึก
เธอเป็นคนที่มีความลับติดตัว ย่อมต้องการพื้นที่ส่วนตัว และไม่อยากไปวุ่นวายกับความโกลาหลแบบนั้น
บ้านชั้นเดียวเงียบสงบและปลอดภัยกว่าเยอะ
“พี่สะใภ้นี่นิสัยดีจริงๆ เลยนะครับ”
ลู่เหย่ยังไม่ทันว่าอะไร หลี่ต้าเฉียงก็ชิงเอ่ยชมขึ้นมาเสียก่อน
ชีชีทำได้เพียงยิ้มแหยด้วยความประหม่า
หลังจากการเดินทางที่แสนทุลักทุเลเกือบชั่วโมง ในที่สุดก็เดินทางมาถึงเขตพำนักทหารเสียที
ลู่เหย่พาชีชีไปลงทะเบียนที่ป้อมยามโดยเฉพาะ เพื่อที่วันข้างหน้าเวลาเข้าออกจะได้คุ้นหน้ากัน ไม่ต้องวุ่นวายตรวจสอบบ่อยๆ
ชีชีควานหาลูกอมรสผลไม้ในกระเป๋าสะพาย คว้ามาหนึ่งกำมือแล้วยื่นให้เหล่าทหารยามหน้าประตู “พวกเรารีบร้อนมาเสียจนไม่ได้เตรียมของฝากอะไรมาเลย ทานลูกอมให้ชื่นใจกันก่อนนะคะ”
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้!”
บ้านที่จัดสรรให้ลู่เหย่อยู่ลึกที่สุดในเขตพำนักทหาร ติดกับเชิงเขาหลังบ้านพอดี
ในยุคสมัยนี้การจะพาครอบครัวมาอยู่ด้วยนั้นมีข้อกำหนดที่สูงมาก อย่างน้อยต้องมียศระดับรองผู้บังคับกองพันขึ้นไป และต้องมีบ้านว่างพอดีด้วย
ลู่เหย่เองก็นับว่าโชคดี สหายทหารที่เคยอยู่ที่นี่เพิ่งจะโอนย้ายงานออกไปพอดี ประกอบกับเขาเพิ่งได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสอง จึงมีโอกาสได้สิทธิ์นี้มา
ตัวบ้านไม่ใหญ่นัก มีเพียงสามห้อง ภายในว่างเปล่าไม่มีเครื่องเรือนใดๆ
ทว่ามันกลับถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน
“พักผ่อนสักหน่อย เดี๋ยวเราค่อยไปซื้อเครื่องเรือนกัน”
“ตกลงค่ะ” ชีชีพยักหน้า
หลี่ต้าเฉียงส่งพวกเขาถึงหน้าบ้านแล้วก็ขอตัวไป แต่ไม่นานนักเขาก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาอีกครั้ง
“รองผู้บังคับกองพันลู่ พี่สะใภ้ ผมไปเอาข้าวจากโรงอาหารมาให้ครับ รีบทานตอนร้อนๆ เถอะ”
นั่งรถไฟมาสามสี่วัน แทบไม่ได้ทานมื้ออาหารดีๆ เลยสักมื้อ
“ขอบคุณมากนะจ๊ะเฉียงจื่อ”
“พี่สะใภ้เกรงใจไปแล้วครับ!” เฉียงจื่อหน้าแดงอีกครั้ง เขาถูมือไปมาด้วยความเขินก่อนจะวิ่งแน่บออกไป
ในบ้านไม่มีกระทั่งม้านั่งสักตัว ชีชีจึงต้องวางกล่องข้าวไว้บนขอบหน้าต่างแล้วค่อยๆ ทาน
ต้องยอมรับว่ารสมือของพ่อครัวใหญ่ในโรงอาหารนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ โดยเฉพาะหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่หอมกรุ่น รสชาติกลมกล่อม มันแต่ไม่เลี่ยน
ทั้งคู่รีบทานอาหารด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะเตรียมตัวออกไปซื้อของ
อย่างไรเสีย คืนนี้ก็ต้องมีที่หลับที่นอนให้ได้
ทว่าพอเดินพ้นประตูบ้านมา หลี่ต้าเฉียงก็กลับมาอีกครั้ง “รองผู้บังคับกองพันลู่ครับ ผู้บังคับการกรมเรียกพบด่วน มีภารกิจฉุกเฉินครับ!”
ลู่เหย่หันไปมองชีชี แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ชีชีเข้าใจดี อาชีพทหารก็เป็นเช่นนี้ คำสั่งทหารนั้นศักดิ์สิทธิ์และเร่งด่วน เมื่อมีภารกิจเข้ามาก็ต้องละทิ้งทุกอย่าง
“คุณรีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันไปซื้อของเองได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจไปถาม ‘พี่สะใภ้หลี่’ ที่บ้านข้างหน้าดูนะ เธอเป็นคนใจดี”
“รับทราบค่ะ รีบไปเถอะ”
ลู่เหย่มองชีชีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวขึ้นรถของหลี่ต้าเฉียงไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ชีชีไม่ได้รู้สึกแย่อะไร การไปซื้อของคนเดียวทำให้เธอสามารถจัดแต่งบ้านตามใจชอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนุกจะตายไป
แต่พอเธอเดินมาถึงหน้าประตูเขตพำนักทหาร กลับถูกทหารหญิงคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบเรียกเอาไว้ “เธอน่ะเหรอ ภรรยาของรองผู้บังคับกองพันลู่?”
ทหารหญิงคนนั้นทักทายเธอด้วยน้ำเสียงที่วางอำนาจและเย่อหยิ่ง พร้อมกับมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเสียมารยาท
โดยเฉพาะเชือกผูกผมสีแดงบนเปียของหล่อน... มันช่างทิ่มแทงสายตาของชีชีเสียเหลือเกิน