LNCrawler

บทที่ 80 ดื่มน้ำเยอะๆ

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 80 ดื่มน้ำเยอะๆ

        หลินเสี่ยวหรูยังคงถูกควบคุมตัวไปยังคณะกรรมการปฏิวัติอย่างไม่เต็มใจ ใบหน้าของหญิงสาวขาวซีดราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริกไม่หยุด

       “ปล่อยฉันกลับไปเถอะค่ะ ฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

       ทว่ามุกแสร้งทำตัวน่าสงสารเช่นนี้ใช้ไม่ได้ผลกับคณะกรรมการปฏิวัติ ที่นี่มีแต่กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่จับต้องได้เท่านั้น

       “กรุณาวางตัวให้เหมาะสมและสำนึกในความผิดด้วย พวกคุณแม่ลูกทำลายชีวิตสมรสของทหาร แถมแม่ของคุณยังหลบหนีความผิดไปอีก นี่คือคดีอาญาร้ายแรง ทางเลือกเดียวของคุณตอนนี้คือสารภาพออกมาเพื่อขอลดหย่อนผ่อนโทษ”

       หลินเสี่ยวหรูสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังชีวิตของเธอกำลังไหลออกและเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่ปกติก็อ่อนแออยู่แล้ว ตอนนี้เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะก็เริ่มพร่าเลือนลงทุกวินาที

       “ฉัน... ฉันกำลังจะตายแล้ว ได้โปรดส่งฉันกลับบ้านที...”

       เสียงของหญิงสาวแผ่วเบาราวกับเสียงยุง เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิวัติจึงไม่ได้ยิน และตบโต๊ะดังปังด้วยความรำคาญใจ

       “ผมขอเตือนให้รีบพูดออกมา ไม่อย่างนั้น...”

       ยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นหลินเสี่ยวหรูฟุบลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด

       เจ้าหน้าที่คนนั้นเริ่มทำตัวไม่ถูก ก้าวเข้าไปตรวจสอบลมหายใจของอีกฝ่าย แล้วก็รีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว

       “ตะ... ตายแล้ว” เขาเช็ดมือกับกางเกงโดยสัญชาตญาณ “พวกคุณเห็นเหมือนกันใช่ไหม ผมยังไม่ได้แตะต้องตัวเธอเลยสักนิด”

       เจ้าหน้าที่อีกคนเบ้ปากอย่างไม่แยแส “จะลนลานไปทำไม? ก็แค่คนตายคนหนึ่ง พวกเราเห็นคนตายที่นี่มาน้อยเสียเมื่อไรกัน?”

       “แต่... เธอเป็นถึงลูกสะใภ้ของเจ้าหน้าที่หลี่นะ”

       “แล้วยังไง? ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ทำผิดก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกับสามัญชน หญิงคนนี้ทำลายชีวิตสมรสทหาร มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ใครก็ปกป้องไม่ได้ทั้งนั้น”

       ถึงแม้ปากจะพูดจาแข็งกร้าว แต่ในใจเขาก็ยังคงรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง

       คนที่ยืนเงียบอยู่นานพลันเอ่ยขึ้น “ตามนิติเวชมาชันสูตรศพเถอะ มีหลักฐานยืนยัน ใครจะพูดอะไรก็ไม่มีผล”

       “จริงด้วย ต้องชันสูตรศพ”

       ข้อเสนอของเขาได้รับความเห็นชอบจากทุกคนในที่นั้นทันที

       ในขณะเดียวกัน แม่ของหลินเสี่ยวหรูกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักในพื้นที่มิติของชีชี

       หญิงชราหวังว่ามื้อหน้าจะได้กินอาหารในปริมาณที่เท่ากับเถี่ยจู้บ้าง

       ฝ่ายเถี่ยจู้เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า แม้เมื่อเช้าจะกินไม่อิ่มนัก แต่พอมีอาหารตกถึงท้อง พละกำลังก็ฟื้นคืนมาไม่น้อย

       ยามนี้เขาเหวี่ยงจอบจนแทบจะมองเห็นเป็นภาพติดตา

       แม่ของหลินเสี่ยวหรูแทบอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า ต่อให้เธอจะทุ่มเทแรงกายจนสุดชีวิต ก็ไม่มีวันตามทันความเร็วของเถี่ยจู้ได้เลย

       สู้ชวนกันไม่ทำเสียเลยยังจะดีกว่า

       “เถี่ยจู้ ต่อให้นายทำงานจนตัวตาย ก็ได้กินแค่วอวอโถวธัญพืชรวมสองลูกต่อมื้ออยู่ดี จะขยันไปเพื่ออะไร?”

       “แล้วถ้าเขาให้เพิ่มล่ะ?” เถี่ยจู้ตอบโดยไม่เงยหน้า และก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

       “เป็นไปไม่ได้ นายไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้บ้านเมืองเป็นยังไง? บ้านไหนจะมีเสบียงเหลือเฟือขนาดนั้น?”

       คำพูดของแม่ของหลินเสี่ยวหรูนั้นฟังดูไม่มั่นใจเอาเสียเลย เพราะหญิงชราได้เห็นกับตาว่าในบ้านนั้นเต็มไปด้วยข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และเนื้อสัตว์ แถมในลานบ้านยังมีผักผลไม้ที่กำลังเติบโตอย่างงดงาม

       เถี่ยจู้ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพูดอย่างไร อย่างไรเสียเขาก็เห็นเนื้อแล้ว และเขาอยากกินเนื้อ

       เมื่อชีชีเห็นทั้งคู่แข่งขันกันบุกเบิกพื้นที่จนกลายเป็นสนามประลองความขยัน หญิงสาวก็หลุดหัวเราะออกมา

       ดีมาก ทำอย่างนั้นแหละ... ถ้าทำดีเดี๋ยวจะเพิ่มน่องไก่ให้เป็นรางวัล

       คืนนั้น เนื่องจากปริมาณงานที่เถี่ยจู้ทำได้มากกว่าแม่ของหลินเสี่ยวหรูถึงสามเท่า นอกจากวอวอโถวธัญพืชรวมสองลูกกับโจ๊กผักป่าหนึ่งชามแล้ว ชีชียังเพิ่มน่องไก่ให้เขาจริงๆ หนึ่งชิ้น

       เถี่ยจู้ตาโตเท่าไข่ห่าน รีบคว้าน่องไก่ยัดเข้าปากทันทีราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งไป

       ส่วนแม่ของหลินเสี่ยวหรูได้รับเพียงวอวอโถวครึ่งลูกกับโจ๊กผักป่าก้นชาม แววตาของหญิงชราเต็มไปด้วยความพยาบาท “ทำไม? ทำไมของฉันถึงได้น้อยขนาดนี้?”

       “เพราะทัศนคติของคุณไม่ดี นอกจากตัวเองจะไม่ตั้งใจทำงานแล้ว ยังยุยงให้คนอื่นขี้เกียจตามอีก ความจริงฉันไม่ควรให้อะไรคุณกินเลยด้วยซ้ำ คุณควรจะสำนึกบุญคุณนะ”

       เสียงของชีชีดังแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ แม่ของหลินเสี่ยวหรูตกใจจนเกือบจะทำชามในมือหล่นพื้น

       “หล่อน... หล่อนเป็นคนหรือเป็นผีกันแน่?”

       “หึหึ ฉันจะเป็นอะไรมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย?” ชีชีหัวเราะเยาะ “อยากกินข้าวก็ตั้งใจทำงาน ไม่อย่างนั้นก็อดไป อย่าเอาแต่คิดจะฉ้อโกงหรือเอาเปรียบ เพราะสุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ก็คือตัวคุณเองนั่นแหละ”

       แม่ของหลินเสี่ยวหรู “...”

       หญิงชราถึงกับพูดไม่ออก

       ข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของหลินเสี่ยวหรูถูกส่งกลับไปยังตระกูลหลี่ แต่กลับไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกอะไรมากมายนัก

       รายงานชันสูตรศพจากนิติเวชระบุว่า ‘เสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไปจนร่างกายล้มเหลว’

       เจ้าหน้าที่หลี่เดินทางไปรับศพกลับมา และจัดการฝังอย่างลวกๆ

       ในช่วงเวลานี้ งานศพไม่ได้ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่เพราะเกรงว่าจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกงมงายในลัทธิความเชื่อเก่า

       เมื่อหลินเสี่ยวหรูตายไป ร่างกายของแม่สามีกลับแข็งแรงขึ้นในทุกๆ วัน ยามนี้เธอสามารถนั่งรถเข็นออกมาตากแดดที่ลานบ้านได้แล้ว ไม่ใช่สภาพเหมือนคนที่จะมีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่วันเหมือนเมื่อก่อน

       คนในตระกูลหลี่ต่างพากันยินดี แม้ปากจะไม่พูด แต่ในใจต่างปักใจเชื่อว่าหลินเสี่ยวหรูคือตัวซวยที่จ้องจะทำลายผู้ใหญ่ในบ้าน

       ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเขตบ้านพักทหารอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วัน เรื่องนี้ก็ถูกเล่าต่อกันไปจนผิดเพี้ยนไปหลายรูปแบบ

       บ้างก็ว่าหลินเสี่ยวหรูคือปีศาจจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดเพื่อดูดกลืนวิญญาณคน ดีที่แม่เฒ่าหลี่ดวงแข็งถึงรอดพ้นเงื้อมมือมาได้

       บ้างก็ว่าหลินเสี่ยวหรูดวงกินคน ใครเข้าใกล้เป็นต้องพินาศ

       สรุปสั้นๆ คือเธอกลายเป็นคนเลวอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่เส้นผมก็ยังแผ่รังสีแห่งความอัปมงคลออกมา

       ชีชีได้รับฟังมาบ้างเพียงผ่านหูแต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

       ทว่าการที่หลินเสี่ยวหรูตายไป ก็เท่ากับว่าไม่มีใครมาคอยจ้องจะแย่งลู่เหย่ของเธออีกแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีทีเดียว

       ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงตั้งใจต้มน้ำแกงไก่ด้วยน้ำพุวิญญาณ และนึ่งซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ไปส่งให้ลู่เหย่

       แม้จะเป็นช่วงการเก็บตัวฝึกซ้อม แต่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ญาติเข้าเยี่ยม

       เมื่อลู่เหย่เห็นชีชี รอยยิ้มของเขาก็กว้างจนแทบจะฉีกไปถึงใบหู

       ไก่ทั้งตัวถูกเขาจัดการจนเกลี้ยงเกลา แถมยังกินซาลาเปาไส้เนื้อขนาดเท่ากำปั้นไปอีกสี่ลูก

       “สวรรค์ นี่คุณเหนื่อยขนาดไหนกันคะเนี่ย”

       “ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นหรอกครับ แต่เป็นเพราะอาหารที่คุณทำมันอร่อยเกินไปต่างหาก”

       แก้มของชีชีขึ้นสีระเรื่อทันที “จะมาพูดความจริงอะไรตอนนี้เล่า?”

       “หึหึ”

       หากไม่ใช่เพราะอยู่ในค่ายทหารละก็ ลู่เหย่คงอยากจะรวบตัวภรรยามากอดจูบให้หายคิดถึง

       ก่อนกลับ ชีชีได้ทิ้งกระติกน้ำทหารไว้ให้เขาสามใบ ภายในบรรจุน้ำพุวิญญาณไว้จนเต็ม

       “จำไว้นะคะ ต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อสุขภาพที่ดี”

       ปกติเวลาฝึกซ้อม พวกเขามักจะดื่มน้ำจากก๊อกโดยตรง

       แต่ชีชีบอกว่าการดื่มน้ำดิบนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ จึงตั้งใจนำน้ำที่ ‘ต้มสุก’ มาให้เขา

       ความจริงในหอพักของลู่เหย่ก็มีกระติกน้ำร้อน และเขาสามารถไปเติมน้ำที่ห้องน้ำร้อนได้

       แต่ในเมื่อชีชีเต็มใจจะเอามาให้ ชายหนุ่มก็ยินดีรับไว้ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกส่วนตัวหรือเปล่า เขาถึงได้รู้สึกว่าน้ำที่ภรรยาเอามาให้นั้นมีรสชาติหวานฉ่ำชื่นใจเป็นพิเศษ

       หม่าหลงที่เห็นชีชีแวะเวียนมาส่งข้าวส่งน้ำให้ลู่เหย่อยู่บ่อยๆ แววตาของเขาก็ลุกโชนไปด้วยความริษยาจนแทบจะเผาตัวเองให้ไหม้เกรียม

       “ภรรยาของคุณนี่ช่างเอาใจใส่จริงๆ นะ”

       เนื่องจากมีเพียงพวกเขาสองคนที่เป็นตัวแทนเข้าแข่งขัน จึงถูกจัดให้นอนในหอพักเดียวกัน

       ทุกครั้งที่ชีชีมา หม่าหลงจึงรับรู้ได้เป็นคนแรกเสมอ

       “แน่นอนอยู่แล้วครับ ก็ดูเอาเถอะว่าภรรยาของใครกัน”

       รอยยิ้มในแววตาของลู่เหย่ยังไม่จางหาย น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความภาคภูมิใจโดยไม่รู้ตัว

       หม่าหลงแทบจะกัดฟันกรามจนแตก แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “ผมได้ยินมาว่า หลายปีมานี้คุณมักจะตามหาผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตลอดนี่นา”

       “ใช่ครับ เธอคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้” ลู่เหย่ตอบอย่างไม่ยี่หระ

       “หึหึ แล้วภรรยาของคุณรู้เรื่องการมีอยู่ของเธอไหมล่ะ?” หม่าหลงยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า

       “รู้สิครับ รู้แน่นอนอยู่แล้ว”

       หม่าหลง “...”

       ทำไมกัน? ทำไมชีชีถึงทิ้งผู้ชายที่ดีพร้อมอย่างเขา แล้วไปเลือกคนที่ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแบบนี้?

       เดิมทีตั้งใจจะทำให้ลู่เหย่ขุ่นเคืองใจ แต่กลายเป็นว่าตัวเองกลับรู้สึกอึดอัดจนแทบกระอักออกมาเสียเอง

       หม่าหลงวิ่งพรวดออกไปวิดพื้นต่อเนื่องถึงสองร้อยครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์

       เขาปฏิญาณในใจอย่างแน่วแน่ ‘ชีชี ผมจะต้องเอาชนะลู่เหย่ให้ได้ ผมจะทำให้คุณเห็นว่าคนอย่างผมต่างหากที่คู่ควรกับความรักของคุณ... อีกไม่นานเกินรอหรอก!’