LNCrawler

บทที่ 81 มุ่งสู่เมืองจิงไปด้วยกัน

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 81 มุ่งสู่เมืองจิงไปด้วยกัน

        ชีวิตของชีชีนับว่ายังคงวนเวียนอยู่กับความวุ่นวาย ช่วงเช้าหญิงสาวต้องไปซ้อมที่คณะศิลปกรรมทหาร ช่วงบ่ายต้องเข้าโรงเรือนเพาะปลูกเพื่อดูแลพืชพรรณ ส่วนช่วงค่ำก็ต้องมานั่งรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลการทดลอง

       หนำซ้ำตอนนี้เธอยังมีภารกิจเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง คือการคอยคุมประพฤติให้แม่ของหลินเสี่ยวหรูและเถี่ยจู้ทำงาน รวมถึงคอยจัดสรรปันส่วนอาหารให้แก่คนทั้งสอง

       ข่าวเรื่องที่หลินเสี่ยวหรูตาย เธอยังไม่ได้บอกให้แม่ของหลินเสี่ยวหรูทราบ

       ผู้หญิงคนนี้ยอมทำเรื่องชั่วช้าสารพัดก็เพื่อหลินเสี่ยวหรู หากรู้ว่าต่อให้ตนเองจะดิ้นรนเพียงใดก็ไม่อาจรักษาชีวิตลูกสาวไว้ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะถึงขั้นสติแตกไปเลยหรือไม่

       ถ้าเป็นบ้าไปตอนนี้คงไม่ดีแน่ เพราะชีชีจะขาดแรงงานฟรีไปหนึ่งคน

       ชีชีจึงตัดสินใจปิดปากเงียบไว้ก่อน ส่วนหนึ่งก็เพื่ออยากจะดูว่าเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติการเอาตัวรอดของตัวเอง แม่ของหลินเสี่ยวหรูจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะนึกถึงลูกสาวสุดที่รักคนนั้นขึ้นมาได้

       และก็เป็นไปตามคาด ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ หญิงชราไม่ปริปากถามถึงหลินเสี่ยวหรูเลยแม้แต่คำเดียว

       เมื่อคำนวณดูแล้วว่าน้ำพุวิญญาณของลู่เหย่น่าจะใกล้หมด ชีชีจึงตั้งใจจะไปส่งให้เขาอีกครั้ง

       นอกจากน้ำแล้ว เธอยังนำอาหารที่ทำเตรียมไว้ล่วงหน้าติดมือไปด้วย ทั้งคางหมูพะโล้ หัวหมู และเครื่องในหมูตุ๋นสารพัดอย่าง

       เธอยังหยิบแผ่นแป้งสำหรับทำซาลาเปาเนื้อออกมาจากมิติอีกด้วย ตัวแป้งมีสีเหลืองทองกรุบกรอบ ยัดไส้ด้วยเนื้อหัวหมูสับละเอียดไว้ตรงกลาง เพียงกัดลงไป น้ำมันหอมๆ ก็กระจายซ่านไปทั่วปาก

       อย่างไรเสียตอนนี้อากาศก็เริ่มเย็นลงแล้ว อาหารเหล่านี้เก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่บูดเสีย

       เหตุผลหลักคือหญิงสาวไม่อยากวิ่งรี่ไปที่กองทัพทุกวันเพราะเกรงจะดูไม่งาม จึงทำได้เพียงเตรียมอาหารครั้งละมากๆ ให้พอกินไปได้หลายวัน

       ส่วนอาหารที่โรงอาหารของกองทัพนั้น แค่กินพอให้อิ่มท้องได้แต่หาความอร่อยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

       ชีชีทำใจไม่ได้หรอกที่จะเห็นผู้ชายของเธอต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่ได้สัมผัสรสชาติเนื้อสัตว์ไปหลายวันเช่นนั้น

       ทันทีที่เห็นชีชี ลู่เหย่ก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงรายสะท้อนแสงแดดเจิดจ้าจนแสบตา

       “คุณภรรยา คุณมาแล้ว”

       “อืม ฉันเอาของกินมาส่งให้ค่ะ”

       “เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?” ลู่เหย่เปิดกล่องอาหารออกทั้งหมด กลิ่นหอมฟุ้งกระจายจนแทบจะเคลิ้มตามกลิ่นไป เขาเอ่ยปากขณะที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆ “อยู่ที่นี่ผมไม่อดตายหรอกนะ คุณอย่ามัวแต่ประหยัดกินประหยัดใช้เพื่อเอาของดีๆ มาให้ผมฝ่ายเดียวเลย”

       “แหม ฝันไปเถอะค่ะ ฉันเอาของที่กินเหลือมาให้คุณต่างหาก”

       “เหอะๆ ต่อให้เป็นน้ำลายของภรรยาผม ผมก็ว่ามันหวานครับ”

       ลู่เหย่รู้ดีว่าเธอแค่พูดล้อเล่น กับข้าวเหล่านี้ดูจากความประณีตก็รู้ว่าใส่ใจทำแค่ไหน จะเป็นของเหลือได้อย่างไรกัน?

       ใบหน้าของชีชีซับสีระเรื่อ รีบเบี่ยงประเด็นทันควัน “พวกของพะโล้พวกนี้เก็บไว้ได้ไม่กี่วันนะคะ คุณต้องรีบกินให้หมดล่ะ ทิ้งไว้นานเดี๋ยวรสชาติจะเสียเอา”

       “ครับ ผมจะรีบกินให้เรียบเลย”

       ลู่เหย่ถูกโอบล้อมด้วยความสุขจนล้นปรี่ สมองเขารู้สึกมึนงงไปหมดด้วยความปลาบปลื้ม

       โดยเฉพาะยามที่เห็นชีชีเขินอายจนหน้าแดงระเรื่อ หลุบตาต่ำพรางความรู้สึก แพขนตางอนหนาดั่งขนนกสั่นระริก หัวใจของเขาก็พลันเต้นรัวเหมือนถูกต้มอยู่ในน้ำร้อนที่กำลังเดือดปุดๆ จนเกิดฟองอากาศแห่งความรักกระจายไปทั่ว

       ครั้งนี้ชีชีนำกระติกน้ำทหารมาให้ถึงห้าใบ “ต้องดื่มน้ำเยอะๆ นะคะ อย่าปล่อยให้เสียของล่ะ”

       “รับทราบครับ ผมไม่ยอมให้เสียของแม้แต่หยดเดียว จะดื่มลงท้องให้หมดเลย”

       ความจริงชีชีอยากจะกำชับเขาเสียหน่อยว่าน้ำนี้ห้ามให้คนอื่นดื่มเด็ดขาด

       เพราะน้ำพุวิญญาณนั้น ทั้งรสชาติและสรรพคุณแตกต่างจากน้ำธรรมดาอย่างสิ้นเชิง

       สายตาของคนอื่นไม่ได้มืดบอดเพราะความรักที่มีต่อชีชีเหมือนเช่นลู่เหย่ ย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติได้ง่าย

       ทว่าหญิงสาวคิดอยู่นานก็ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไงดี

       “ตอนเข้าค่ายฝึกนี่ พวกคุณนอนหอพักรวมหรือเปล่าคะ?”

       ในยุคสมัยนี้ หอพักรวมของกองทัพมักจะเป็นเตียงรวมยาวติดต่อกัน ห้องหนึ่งแบ่งเป็นสองฝั่ง นอนเบียดกันฝั่งละสิบคนได้

       “เปล่าครับ ครั้งนี้มีแค่ผมกับรองผู้บังคับกองพันหม่าสองคนเท่านั้นที่เข้าร่วมแข่งขัน รายวิชาการฝึกทั้งหมดถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เขาเลยจัดห้องพักแยกต่างหากให้เราครับ”

       “คุณนอนกับหม่าหลงงั้นเหรอ?”

       “ครับ”

       “ถ้าอย่างนั้น คราวหน้าฉันเตรียมอาหารมาให้ ต้องเผื่อส่วนของเขาด้วยไหมคะ? ในเมื่อต้องฝึกด้วยกันทุกวัน แถมนอนห้องเดียวกันอีก คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”

       “ไม่ต้องหรอกครับ”

       “อ้าว?”

       ชีชีไม่ได้คาดคิดว่าลู่เหย่จะปฏิเสธได้รวดเร็วและเด็ดขาดขนาดนี้

       ลู่เหย่เองก็สังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของตนแข็งกระด้างเกินไป จึงรีบอธิบายเพิ่ม “หมอนั่นเรื่องมากครับ ของของตัวเองไม่เคยให้ใครแตะ และของของคนอื่นเขาก็ไม่ยุ่งเหมือนกัน เราสองคนต่างคนต่างอยู่ แทบจะไม่คุยกันด้วยซ้ำ”

       อันที่จริง นี่ก็ไม่ใช่การโกหกเสียทีเดียว

       หม่าหลงพออ้าปากก็มีแต่คำพูดเหน็บแนมประชดประชัน ลู่เหย่เองก็คร้านจะเสวนากับอีกฝ่าย

       หากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ลู่เหย่คงอยากจะประเคนหมัดใส่หน้าหมอนั่นสักวันละแปดหนก่อนตะวันตกดินเสียให้ได้

       สัญชาตญาณดิบของผู้ชายมันรุนแรง ลู่เหย่สัมผัสได้ว่าหม่าหลงมีความคิดที่ไม่ดีต่อชีชี

       ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานมัดตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาเกลียดหม่าหลงน้อยลงเลยสักนิด

       เมื่อรู้ว่าน้ำพุวิญญาณของลู่เหย่จะไม่ถูกคนอื่นล่วงรู้ ชีชีก็เบาใจลง

       ส่วนเรื่องของหม่าหลงนั้น เธอไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

       สามีในชาติก่อนงั้นเหรอ? นั่นไม่ใช่ชาติก่อนของเธอนี่นา ดวงวิญญาณเดิมของร่างนี้สลายไปนานแล้ว

       ตอนที่ชีชีกลับถึงบ้าน เธอบังเอิญชนเข้ากับชีหมิงเยว่ที่หน้าประตูพอดี

       หญิงสาวสวมชุดกระโปรงบูลาจีลายดอกไม้เล็กๆ แถมยังแต่งหน้าจัดเต็ม

       ดูท่าว่าพอหม่าหลงไม่อยู่บ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอจะสุขสบายไม่ใช่น้อย

       ชีชีตั้งใจจะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินผ่านไป

       ทว่าชีหมิงเยว่กลับทำหน้าหนาระรื่นเดินเข้ามาหา “ชีชี ตอนนี้ฉันได้เข้าทำงานที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรแล้วนะ”

       สีหน้าท่าทางของชีหมิงเยว่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ‘ถึงไม่มีหล่อนช่วย ฉันก็หางานดีๆ ทำได้เหมือนกัน’

       “อ้อ งั้นก็ยินดีด้วยนะ”

       ชีชีตอบกลับไปอย่างเย็นชาและเรียบเฉย ก่อนจะก้าวเดินเข้าบ้านต่อ

       ชีหมิงเยว่รู้สึกเหมือนต่อยลงบนก้อนนุ่น ความอัดอั้นตันใจแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนหายใจลำบาก

       “หล่อนไม่รู้สึกอิจฉาฉันบ้างเลยหรือไง?”

       “เธอก็แค่คนงานในโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร ได้เงินเดือนเดือนละสามสิบสามหยวน อ้อ ไม่สิ ตอนนี้เธอคงเป็นแค่เด็กฝึกงานใช่ไหม? เดือนหนึ่งได้แค่สิบเจ็ดหยวนแปดเหมาสี่เฟิ่นเองมั้ง

        แต่ตอนนี้ฉันเป็นนักวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ได้เงินเดือนเดือนละหนึ่งร้อยสิบสามหยวน ตั๋วและสวัสดิการต่างๆ ก็มากกว่าเธอตั้งเยอะ เธอก็ลองบอกมาหน่อยสิ ว่ามีตรงไหนที่ฉันควรจะอิจฉา?”

       “หล่อนนี่มัน...!”

       ชีหมิงเยว่รู้สึกหน้ามืดจนแทบจะเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น

       ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องแลกอะไรไปบ้างกว่าจะได้งานนี้มา

       เดิมทีคิดว่าจะได้เชิดหน้าชูตาเสียที ใครจะไปคิดว่าชีชีกลับได้งานที่ดีกว่าหลายเท่าตัว

       ทำไมกัน? นางบ้านนอกที่โตมาในชนบทอย่างมัน มีสิทธิ์อะไรมาข่มเธอได้ตลอดเวลาแบบนี้?

       นัยน์ตาของชีหมิงเยว่แดงก่ำด้วยความโกรธแค้น แทบอยากจะถลาเข้าไปฉีกกระชากชีชีให้เป็นชิ้นๆ

       ชีชีปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะหมุนตัวเข้าบ้าน

       ดูท่าว่าการได้เกิดใหม่ก็ไม่ได้ช่วยให้คนเรามีสมองเพิ่มขึ้นเลย

       ชาติที่แล้วที่ชีหมิงเยว่มีชีวิตที่ดีได้ คงเป็นเพราะมีมิติพื้นที่น้ำพุวิญญาณช่วยไว้แท้ๆ

       ทรัพยากรในมิตินั้นทำให้ชีหมิงเยว่ไม่อดอยาก อีกทั้งน้ำพุวิญญาณยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง จึงไม่แปลกที่จะไปได้สวยในสังคม

       แต่ชาตินี้ชีหมิงเยว่สูญเสียที่พึ่งพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปแล้ว ทว่ากลับไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว

       ต่อให้ชีชีไม่ลงมือจัดการเอง ไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายก็ต้องพบกับจุดจบที่เลวร้ายอยู่ดี

       อย่างไรก็ตาม ชีชีก็ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาอะไรขนาดนั้น

       ตั้งแต่รู้ว่าพื้นที่ในมิติสามารถเก็บคนเอาไว้ใช้งานได้ เธอก็คิดแผนการไว้ในใจแล้วว่า หากชีหมิงเยว่ยังกล้ามาหาเรื่องเธออีก เธอจะจับหล่อนเข้าไปขังไว้ในนั้นเสียเลย

       คงจะน่าสนุกไม่น้อย หากชีหมิงเยว่ต้องถูกกักขังอยู่ในมิติที่เคยเป็นของตัวเอง แต่กลับต้องตกอยู่ภายใต้คำสั่งของคนอื่น และต้องตรากตรำทำงานหนักเพื่อให้มีข้าวตกถึงท้อง ไม่รู้ว่าชีหมิงเยว่จะรู้สึกยังไงบ้างนะ

       ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ

       เวลาผ่านไปเพียงพริบตา การเก็บตัวฝึกซ้อมของลู่เหย่ก็สิ้นสุดลง

       ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า เขาต้องเดินทางไปที่เมืองจิงเพื่อเข้าร่วมการประชันฝีมือระดับกองทัพ

       ขณะนี้ที่เมืองจิงหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาแล้ว อุณหภูมิลดต่ำลงมาก

       ชีชีช่วยจัดเตรียมเสื้อผ้าบุนวมและกางเกงกันหนาวให้เขา ใจจริงเธออยากจะเอาชุดชั้นในกันหนาว (ชุดลองจอห์น) ออกมาให้เขาใส่ด้วย แต่ติดที่ว่าคงอธิบายที่มาลำบากจึงต้องตัดใจไป

       ในเวลาเดียวกัน ผักรุ่นที่สองในโรงเรือนเพาะปลูกก็สุกงอมได้ที่พร้อมเก็บเกี่ยว

       การที่มีผักสดๆ ให้ทานในฤดูหนาวที่มีหิมะตกเช่นนี้ สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งกองทัพ

       ชีชีรวบรวมรายงานผลการทดลองทั้งหมด เพื่อที่จะเดินทางไปนำเสนอโครงการเผยแพร่ความรู้ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ณ เมืองจิง ด้วยตนเอง

       ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงสามารถร่วมเดินทางไปในรถไฟขบวนเดียวกับลู่เหย่ได้

       ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวฮันนีมูนด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นเลยละ