บทที่ 82 ถ้าไม่หอมจนคลั่งก็ให้มันรู้ไป
บทที่ 82 ถ้าไม่หอมจนคลั่งก็ให้มันรู้ไป
นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ตามปกติยังต้องเตรียมอาหารสำหรับกินระหว่างเดินทางด้วย
ทว่าอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ต่อให้พกอาหารไปก็ไม่มีที่ให้หยิบมาอุ่นร้อน จำต้องทนกินของเย็นๆ เท่านั้น
ซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีการกินของ ‘สายกิน’ ตัวยงอย่างชีชีเลยสักนิด
ดังนั้นเธอจึงนึกถึง ‘วุ้นเส้นซวนล่าเฝิ่น’ (วุ้นเส้นรสเปรี้ยวเผ็ด) ที่เคยกินในโลกอนาคต ประจวบเหมาะที่ในมิติของเธอมีของสิ่งนี้อยู่พอดี
ชีชีเกิดไอเดียบรรเจิด เธอแกะบรรจุภัณฑ์ออกแล้วนำเส้นวุ้นเส้นใส่ลงในถุง
ส่วนซองเครื่องปรุงนั้นจะเอาออกมาทั้งอย่างนั้นไม่ได้ หญิงสาวจึงเตรียมขวดโหลขนาดเล็กมาสองสามใบ แล้วแกะซองผงปรุงรส ซองน้ำส้มสายชู และซองน้ำจิ้มต่างๆ เทรวมใส่ลงไป
สำหรับถั่วลิสง ชีชีก็แค่นำมาคั่วเองกับมือ
แถมยังสามารถแกล้มด้วยไข่ต้ม หูหลัวปัว (แครอท) และผักใบเขียวได้อีกด้วย
เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด!
ทว่าการเดินทางไปเมืองจิงต้องนั่งรถไฟนานถึงสี่วัน จะกินแต่วุ้นเส้นซวนล่าเฝิ่นอย่างเดียวก็คงไม่ไหว ต้องเตรียมอย่างอื่นไว้ด้วย
ความจริงแล้ว จะให้ไปกินที่ตู้เสบียงพวกเธอก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองจนกินไม่ไหว
เพียงแต่ในยุคสมัยนี้ คนที่เดินทางไกลน้อยหน้านักที่จะตัดใจยอมจ่ายเงินซื้ออาหารบนรถไฟที่แสนแพง เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา ชีชีจึงต้องหาทางอื่น
สิ่งแรกที่ชีชีนึกถึงคือ ‘จื้อไฮ่กัว’ [1] เพราะข้างในมีทั้งผักและเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด สารอาหารครบถ้วน และที่สำคัญคือรสชาติดีสุดๆ
เพียงแต่ถุงทำความร้อนนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งของในยุคนี้ หากเอาออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าละก็ ย่อมต้องถูกสงสัยแน่นอน
แต่อย่าได้ดูแคลนศักยภาพของนักกินเป็นอันขาด ชีชีจัดการนำผ้าพื้นเมืองมาเย็บหุ้มถุงทำความร้อนแต่ละใบไว้ แม้จะดูไม่ค่อยสวยงามนักแต่ก็ใช้งานได้จริง
จากนั้นหญิงสาวก็แยกวัตถุดิบของหม้อไฟใส่ลงในกล่องข้าว ส่วนเครื่องปรุงก็แยกใส่ขวดโหลต่างหาก
ส่วนถุงทำความร้อนต้องเก็บในที่แห้งสนิท มิเช่นนั้นหากโดนความชื้นจะเกิดอันตรายได้ ชีชีจึงตัดสินใจเก็บไว้ในมิติก่อน จะใช้เมื่อไรค่อยหยิบออกมา
สำหรับอาหารหลัก ชีชีเตรียมซาลาเปาไส้เนื้อ หมั่นโถวฮวาเจวี่ยน แผ่นแป้งทอดใส่ต้นหอม และข้าวสวยอีกจำนวนหนึ่ง
ในเมื่อแก้ปัญหาเรื่องการอุ่นร้อนได้แล้ว อยากจะกินอะไรก็ย่อมได้ตามใจปรารถนา
สุดท้ายคือภาชนะสำหรับทำความร้อน กล่องข้าวแบบใช้แล้วทิ้งจากโลกอนาคตย่อมใช้ไม่ได้ ชีชีจึงพกอ่างเคลือบแบบมีฝาปิดไปใบหนึ่ง ซึ่งขนาดพอดีสำหรับวางกล่องข้าวอะลูมิเนียมได้สองใบ
อาหารกองมหึมานี้หนักเอาการอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวค่อยให้ลู่เหย่เป็นคนแบกไปก็แล้วกัน
ชีชีเตรียมของไปพลางอมยิ้มไปพลาง จินตนาการถึงสีหน้าตื่นตะลึงของลู่เหย่ตอนที่ได้กินอาหารเหล่านี้
การได้อยู่กับคนที่รัก ทำอะไรก็มีความสุขไปเสียหมด ในที่สุดหญิงสาวก็ได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้ด้วยตัวเองเสียที
พริบตาเดียวก็ถึงวันออกเดินทาง ลู่เหย่และหม่าหลงต่างสวมเสื้อคลุมทหารบุนวมตัวใหม่เอี่ยม แม้แต่เครื่องแบบทหารด้านในก็ยังใหม่กริบ
ทว่าชุดนวมที่ลู่เหย่สวมไว้ชั้นในสุดนั้นเป็นฝีมือการเย็บของชีชีเองกับมือ ซึ่งทั้งอบอุ่นกว่าของที่กองทัพแจกและยังเข้ารูปทรงมากกว่าด้วย
เมื่อทั้งสองคนยืนคู่กัน แค่เรื่องเครื่องแต่งกายลู่เหย่ก็ชนะขาดลอย ราวกับเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ‘ภาพรีวิวจากคนขาย’ กับ ‘ภาพรีวิวจากคนซื้อ’ ก็ไม่ปาน
ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเสื้อผ้าในยุคนี้ไม่ได้เน้นเรื่องการตัดเย็บหรือรูปทรง แต่เน้นการใช้งานเป็นหลัก
หากอยากจะดูดีก็ต้องอาศัยหน้าตาเป็นตัวแบกเท่านั้น
และต่อให้ต้องประชันกันด้วยหน้าตา ลู่เหย่ก็ยังเหนือกว่าอยู่ดี
พื้นฐานเดิมของเขาก็ดีอยู่แล้ว ประกอบกับการบำรุงด้วยน้ำพุวิญญาณ ผิวพรรณของชายหนุ่มจึงละเอียดลออยิ่งกว่าสหายสตรีหลายคนเสียอีก
ทว่าน่าเสียดายที่รสนิยมในยุคนี้มักชื่นชอบชายหนุ่มลุคดิบเถื่อนมากกว่า ลู่เหย่ในลุคนี้จึงมีเพียงชีชีคนเดียวที่หลงใหล
ชีหมิงเยว่ออกมาส่งหม่าหลง แม้เธอจะปกปิดใบหน้าไว้อย่างมิดชิด แต่ชีชีก็ยังมองเห็นรอยเขียวช้ำรอบดวงตาของอีกฝ่ายได้ในพริบตา
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงถูกซ้อมมาแน่
ก็แหงละ... อยู่ดีๆ มีเงินตั้งแปดร้อยหยวนไปซื้อตำแหน่งงาน เป็นใครก็ต้องคิดมากกันทั้งนั้น
ยิ่งเป็นคนโรคจิตอย่างหม่าหลงด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เมื่อเห็นชีชีก้าวขึ้นรถจี๊ปตามไปด้วย ไฟริษยาในดวงตาของชีหมิงเยว่แทบจะแผดเผาล้อรถให้ไหม้เป็นจุณ
ชีหมิงเยว่ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ในเมื่อตนคือผู้ที่สวรรค์เลือกให้มาเกิดใหม่ เหตุใดถึงต้องถูกชีชีข่มอยู่ร่ำไป?
ชาติที่แล้วก็เป็นแบบนี้ อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ นึกว่ากุมความได้เปรียบไว้หมดแล้ว แต่ทำไมถึงยังสู้อีกฝ่ายไม่ได้อีก?
รถจี๊ปแล่นออกจากเขตบ้านพักทหารไปแล้ว แต่ชีหมิงเยว่ยังคงยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม
ชีหมิงเยว่ภาวนาให้ชีชีไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีก เห็นหน้ามันทีไรเธอก็โมโหจนแทบจะเป็นบ้า
ชีชีไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นสายตาอาฆาตของชีหมิงเยว่ แต่มันเกี่ยวอะไรกับเธอเล่า?
ตอนนี้เธอแค่ต้องใช้ชีวิตให้ดี ยิ่งเธอรุ่งเรืองเฟื่องฟูเท่าไร ชีหมิงเยว่ก็ยิ่งกระอักเลือดเท่านั้น
วันไหนที่ชีหมิงเยว่โมโหจนอกแตกตายไปเอง ก็ถือว่าช่วยให้มือของชีชีไม่ต้องแปดเปื้อน
เดิมทีในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลเช่นนี้ ไม่น่าจะมีคนเดินทางมากนัก
ทว่าที่สถานีรถไฟกลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน มองไปทางไหนก็เห็นแต่หัวคนเต็มไปหมด
โชคดีที่มีลู่เหย่คอยปกป้อง ชีชีจึงรอดพ้นจากการถูกเบียดจนแบนเป็นกระดาษและนั่งลงบนที่นั่งได้อย่างราบรื่น
ตั๋วรถไฟนั้นกองทัพเป็นผู้จัดการซื้อให้ทั้งหมด ชีชีนั่งริมหน้าต่าง ลู่เหย่นั่งลงข้างๆ เธอตามสัญชาตญาณ ส่วนหม่าหลงเลือกนั่งฝั่งตรงข้าม
ข้างกายหม่าหลงมีสหายสตรีอายุราวสี่สิบกว่าปีนั่งอยู่คนหนึ่ง แม้เสื้อผ้าของเธอจะมีรอยปะชุนแต่ก็ซักสะอาดสะอ้าน ดูไม่ออกว่าเป็นใครมาจากไหน
ชีชียึดถือคติไม่เสวนากับคนแปลกหน้า หลังจากขึ้นรถหญิงสาวก็หลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ความจริงแล้วเธอกำลังแอบดูแม่หลินและพวกทำงานอยู่ในมิติ
ชีชีใช้วิธีจ่ายผลตอบแทนตามแรงงาน โดยมีภารกิจพื้นฐานในแต่ละวัน หากทำสำเร็จจะได้วอวอโถวธัญพืชรวมครึ่งลูกและโจ๊กผักป่าครึ่งถ้วย
หากทำงานเกินกว่าภารกิจพื้นฐาน ก็จะได้รับรางวัลตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
อยากอิ่มท้องก็ต้องทำงานให้มาก
แม่หลินและเถี่ยจู้ปรับตัวได้ดีมาก ดูเหมือนพวกเขาจะจับจุดได้แล้ว จึงทำงานให้พอดีกับความต้องการอิ่มท้องในแต่ละวัน
ทว่ามีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้น
นั่นคือ วอวอโถวและโจ๊กผักป่าที่ชีชีเก็บไว้ก่อนหน้านี้ถูกกินจนหมดแล้ว
ชีชีไม่มีอารมณ์จะมานั่งทำกับข้าวให้พวกเขาทุกวันหรอก สุดท้ายต้องให้พวกเขาลงมือทำเอง
หญิงสาวจึงมอบโถดินเผาให้พวกเขาคนละใบ และแจกจ่ายธัญพืชให้ตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละวัน ใครอยากกินอะไรก็ไปทำเอาเอง
เมื่อเทียบกับวิธีการแบ่งอาหารแบบก่อน ดูเหมือนแม่หลินจะชอบแบบนี้มากกว่า หญิงชราสามารถประหยัดอาหารไว้ได้นิดหน่อยในแต่ละวันเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น
ส่วนเถี่ยจู้นั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แจกมาเท่าไรก็กินหมดเท่านั้น อย่างไรเสียขอแค่พรุ่งนี้ทำงานต่อก็ได้กินอีก
แน่นอนว่าคนแต่ละประเภทก็มีทัศนคติการใช้ชีวิตที่ต่างกันไป
พริบตาเดียวช่วงเช้าก็ผ่านพ้นไป แม้จะแค่นั่งเฉยๆ แต่ก็รู้สึกว่าสูญเสียพลังงานไปไม่น้อย
ชีชีลุกไปห้องน้ำและถือโอกาสไปรองน้ำร้อนกลับมาด้วย
ลู่เหย่รีบรับกระติกน้ำไปทันที "น้ำเดือดน่ะ เดี๋ยวผมไปรองเอง ระวังจะลวกมือคุณนะ"
"ฉันไม่ใช่เด็กซะหน่อย"
"ให้ผมไปเถอะ ผมเป็นผู้ชายอกสามศอกก็ควรจะทำงานหนักสิ"
มุมปากของชีชีอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม หญิงสาวหยิบวุ้นเส้นใส่ลงในกล่องข้าว ฝั่งเธอหนึ่งส่วน ส่วนในกล่องของลู่เหย่นั้นใส่ไปถึงสามส่วนเต็มๆ
"คุณภรรยา เที่ยงนี้เรากินแค่นี้หรือครับ?" ลู่เหย่มองวุ้นเส้นเต็มกล่องข้าว แล้วรู้สึกงงงวย
แม้ข้างในจะมีไข่ต้มหนึ่งฟองกับผักใบเขียวสองสามใบ แต่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะอิ่ม
"ทำไม? หรือว่าฉันทำให้คุณลำบากใจ?"
"ปะ... เปล่าครับ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น" ลู่เหย่รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน แต่แววตายังคงฉายแววปฏิเสธอย่างเห็นได้ชัด
ชีชีไม่สนใจเขา เธอจัดการใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงไป แล้วเทน้ำเดือดตามลงไป ก่อนจะปิดฝากล่องข้าวไว้
ในตอนนั้นเอง หม่าหลงก็หยิบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับซาลาเปาไส้เนื้อที่ซื้อมาจากภัตตาคารของรัฐออกมา แล้วเลื่อนมาตรงหน้าชีชี
"ลองกินนี่ดูสิ กินแค่วุ้นเส้นมันไม่อิ่มท้องหรอก"
"ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ"
ชีชีปฏิเสธอย่างเย็นชา ลู่เหย่ปรายตามองหม่าหลงด้วยความขุ่นเคือง
ไม่นานนัก กลิ่นหอมที่ซับซ้อนและเย้ายวนก็ลอยออกมาจากกล่องข้าว กลิ่นเผ็ดร้อนและหอมกรุ่นนั้นพุ่งเข้าจมูกอย่างจังจนดึงดูดสายตาคนรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว
ชีชีเปิดฝากล่องข้าวออก ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากัน กลิ่นหอมฉุนเฉียวนั้นยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก
ลู่เหย่อดใจไม่ไหวรีบสูดเส้นเข้าปากคำโต "อืม! ชีชี อร่อย... อร่อยมากจริงๆ!"
หม่าหลงเองก็เผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ในพริบตานั้นเขารู้สึกว่าหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงและซาลาเปาไส้เนื้อที่เย็นชืดในมือ... มันไม่อร่อยเอาเสียเลย
เชิงอรรถ
[1] จื้อไฮ่กัว (ZiHaiGuo) หม้อไฟสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้ไฟและน้ำร้อน