บทที่ 84 เปิดอกคุยกัน
บทที่ 84 เปิดอกคุยกัน
“ฉันทำเองค่ะ”
ก่อนจะหยิบถุงทำความร้อนออกมาใช้งาน ชีชีก็ได้เตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้าแล้ว
ของที่ดูแปลกตาเช่นนี้ย่อมดึงดูดความสนใจได้ง่าย จึงจำเป็นต้องมีเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผลเตรียมเอาไว้
“ทำเองงั้นหรือ?” หม่าหลงจ้องมองเธอด้วยความสงสัย แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่ค่ะ ฉันบังเอิญค้นพบว่าปูนขาวพอเจอเข้ากับน้ำเย็นแล้วมันจะคายความร้อนออกมา แต่ว่าความร้อนมันอยู่ได้ไม่นานเท่าไร ฉันก็เลยลองผสมพวกดินเบาเผา ผงเหล็ก ผงอะลูมิเนียม ถ่านโค้ก เกลือ แล้วก็โซเดียมไบคาร์บอเนตลงไปเพิ่มน่ะค่ะ ผลลัพธ์ก็อย่างที่คุณเห็น ประหลาดใจใช่ไหมละคะ”
“คุณนี่ฉลาดจริงๆ” คำพูดของชีชีทำให้หม่าหลงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
ชีชีแลบลิ้นน้อยๆ อย่างซุกซน “ฉันต้องขลุกอยู่ที่ห้องทดลองวิจัยเรื่องดินและปุ๋ยทุกวันก็น่าเบื่อจะแย่ เลยลองประดิษฐ์อะไรสนุกๆ เล่นดูน่ะค่ะ”
‘ตึกตัก!’
เพียงการกระทำเล็กๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจของชีชี กลับส่งผลรุนแรงต่อความรู้สึกในใจของหม่าหลง เขาลืมเรื่องถุงทำความร้อน ลืมเรื่องการเกิดใหม่ไปจนสิ้น
ยามนี้ในดวงตาของเขามีเพียงชีชี หญิงสาวที่เขารักมาตลอดทั้งสองชาติภพ
“แค่กๆ” สีหน้าของลู่เหย่ขรึมลงทันควัน “รองผู้บังคับการหม่า ภรรยาของผมหน้าตาสะสวยก็จริง แต่คุณจะจ้องไม่วางตาแบบนี้ไม่ได้นะ มันเสียมารยาท”
หม่าหลงจำต้องละสายตาออกมาด้วยความรู้สึกอัดอั้นตัดพ้ออยู่ในใจ ‘นั่นมันภรรยาฉันชัดๆ นายจะมาลำพองใจอะไรนักหนา?’
ตลอดการเดินทางที่มีอาหารรสเลิศจากการปรนนิบัติของชีชี แถมยังมีน้ำพุวิญญาณให้ดื่มไม่ขาดสาย ชีวิตของลู่เหย่จึงเรียกได้ว่าสุขสำราญราวกับเทพเซียน
ผิดกับหม่าหลงที่เอาแต่เงียบขรึมมาตลอดทาง นอกจากคำว่าขอบคุณยามที่ชีชีส่งถุงทำความร้อนให้แล้ว เขาก็ไม่ได้พูดคุยกับคนทั้งคู่เลย
ในทางกลับกัน ชีชีกับลู่เหย่มักจะคุยกันสัพเพเหระไปเรื่อย แม้จะเป็นเรื่องไร้สาระแต่กลับดูมีความสุขยิ่งนัก
เมื่อเดินทางถึงเมืองจิงก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยพอดี ทั้งเขตพื้นที่ทหารและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรต่างก็จัดรถมารอรับ
ชีชีกล่าวอำลากับลู่เหย่ที่ทางออก ทั้งคู่ร่ำลากันอยู่นานสองนานกว่าจะยอมแยกย้ายขึ้นรถของตน
หม่าหลงเฝ้ามองชีชีจากระยะไกลด้วยสายตาที่สลับซับซ้อนสุดพรรณนา ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
สิ่งแรกที่ชีชีทำคือการไปรายงานตัวกับศาสตราจารย์จ้าว หญิงสาวเปิดกระเป๋าเดินทางออก ภายในมีถุงซิปที่บรรจุผักและผลไม้สดๆ จากโรงเรือนเพาะปลูก สีสันเขียวขจีดูสดใสฉ่ำน้ำจนน่ารับประทาน
“ยอดเยี่ยมไปเลยสหายเสี่ยวชี คุณได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าต่อชนรุ่นหลังจริงๆ นะ”
“ศาสตราจารย์ชมเกินไปแล้วค่ะ ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง”
“คนหนุ่มสาวที่ทั้งถ่อมตัวและขยันหมั่นเพียรเหมือนคุณน่ะ มีไม่มากหรอกนะ”
ชีชีได้แต่ยิ้มตอบรับ เมื่อถูกชมไม่ขาดปากเช่นนี้เธอก็เริ่มจะรับมือไม่ถูกเหมือนกัน
ศาสตราจารย์จ้าวพาชีชีเดินชมสถาบันวิจัยและแปลงทดลอง ทั้งยังแนะนำศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านให้เธอรู้จัก และยังรั้งตัวหญิงสาวไว้ให้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำที่โรงอาหารด้วย
จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท จึงได้ส่งคนพาเธอกลับไปพักที่เรือนพักรับรอง
ชีชีเพิ่งจะวางสัมภาระลง พนักงานก็มาเคาะประตู “สหายชี มีคนมาขอพบอยู่ข้างล่างครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
ชีชีนึกว่าทางสถาบันวิจัยมีเรื่องด่วนจะกำชับ จึงรีบวิ่งลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว
ทว่านึกไม่ถึงว่า คนที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูจะเป็นหม่าหลง
“รองผู้บังคับการหม่า คุณมาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ชีชี ผมอยากคุยกับคุณหน่อย”
ชีชีสูดลมหายใจเข้าลึก “ตกลงค่ะ”
ทั้งสองคนเดินทอดน่องคุยกันไปตามริมถนนใหญ่
“ชีชี คุณเองก็เกิดใหม่เหมือนกันใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นคุณจะทำถุงทำความร้อนได้ยังไง ในเมื่อนั่นมันเป็นของที่จะปรากฏขึ้นในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า แต่ทำไมคุณถึงไม่ยอมรับว่ารู้จักกับผมล่ะ? เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี ผมยังดีกับคุณไม่พออีกหรือ?”
ต้องยอมรับว่า เมื่อเห็นแววตาที่เจ็บปวดของหม่าหลง ชีชีก็รู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง
“รองผู้บังคับการหม่าคะ ถุงทำความร้อนนั่นฉันลองคิดค้นขึ้นมาเองจริงๆ ค่ะ ฉันเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเกิดใหม่อะไรที่คุณพูดเลย อย่าว่าแต่ชาติที่แล้วเลย แม้แต่ความทรงจำของชาตินี้ฉันยังไม่มีด้วยซ้ำ เรื่องราวทุกอย่างก่อนที่จะแต่งงานกับลู่เหย่ สำหรับฉันแล้วมันคือความว่างเปล่าค่ะ”
“คุณสูญเสียความทรงจำได้ยังไง? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ความร้อนรนของหม่าหลงนั้นไม่ได้เสแสร้ง เขาดูเป็นห่วงหญิงสาวจากใจจริง
“น่าจะเป็นเพราะศีรษะเคยได้รับบาดเจ็บแล้วไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที จนถึงตอนนี้ยังมีเลือดคั่งอยู่ข้างในเลยค่ะ”
“ใครเป็นคนทำร้ายคุณ?” กลิ่นอายความโหดเหี้ยมแผ่ซ่านออกมาจากตัวหม่าหลงจนดูน่ากลัวยิ่งนัก
ชีชีรวบรวมสติก่อนกล่าวต่อ “น่าจะเป็นตอนที่เกิดการปะทะกันที่บ้านของชีเจี้ยนกั๋วน่ะค่ะ แต่ฉันจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว”
“ชีเจี้ยนกั๋ว... เขากล้าดียังไง?”
หม่าหลงกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นดัง ‘กรอบแกรบ’ ราวกับอยากจะบิดหัวชีเจี้ยนกั๋วให้หลุดติดมือมาเสียเดี๋ยวนี้
ชีชีรีบอธิบายต่อ “ฉันตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับเขาไปแล้วค่ะ หลังจากนี้ทางใครทางมัน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะนะคะ”
“คุณก็เป็นคนจิตใจดีแบบนี้แหละ ถึงได้ถูกคนอื่นเขารังแกอยู่เรื่อย”
คำพูดนี้ทำให้ชีชีแอบแตะจมูกด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย ดูเหมือนตัวเธอจะไม่ค่อยเฉียดใกล้คำว่าจิตใจดีสักเท่าไร
“รองผู้บังคับการหม่าคะ แม้ฉันจะรู้สึกว่าเรื่องชาติภพที่คุณพูดมันดูเหลือเชื่อไปบ้าง แต่ฉันก็ซึ้งใจกับความรักที่คุณมีต่อภรรยาในชาติก่อนนะคะ ทว่าไม่ใช่ทุกความรักที่จะสามารถอยู่ครองคู่กันได้ทุกชาติไป ตอนนี้ฉันมีครอบครัวของตัวเองแล้ว ลู่เหย่ดีกับฉันมาก และฉันก็มีความสุขดีค่ะ
หากจะให้ฉันละทิ้งความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อไปตอบรับความรู้สึกที่ดูเลื่อนลอยเหล่านั้น ฉันขอเลือกที่จะใช้ชีวิตกับลู่เหย่ต่อไปดีกว่าค่ะ หวังว่าคุณจะเข้าใจฉัน และอย่ามากวนใจชีวิตของฉันอีกเลย อีกอย่าง ตอนนี้คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว เราต่างคนต่างอยู่เถอะนะคะ”
“ผมกับชีหมิงเยว่ไม่ได้มีความรักต่อกัน ถ้าคุณถือสาละก็ ผมหย่าให้ได้เดี๋ยวนี้เลย”
“ฉันไม่ถือสาค่ะ คุณจะใช้ชีวิตอยู่กับใครฉันก็ไม่ติดใจทั้งนั้น สำหรับฉันแล้ว คุณคือคนแปลกหน้าค่ะ สิ่งที่ฉันพูดอาจจะทำร้ายจิตใจคุณ แต่ทั้งหมดคือความจริง หากฉันไม่พูดให้ชัดเจนและมัวแต่ให้ความหวังคุณโดยที่ไม่มีวันตอบสนองได้ นั่นต่างหากคือความใจร้ายที่แท้จริงที่มีต่อคุณค่ะ”
ขอบตาของหม่าหลงเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ เขากำหมัดแน่นจนแทบแหลกคามือ “ชีชี ผมพูดความจริงทั้งหมด คุณต้องทำยังไงถึงจะยอมเชื่อผม?”
“ฉันไม่ได้ไม่เชื่อคุณนะคะ ถ้าฉันไม่เชื่อเลย ป่านนี้ฉันคงไปแจ้งความจับคุณข้อหามอมเมาด้วยเรื่องงมงายไปแล้วค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเรา...”
“ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะคะ คนรักของฉันในตอนนี้คือลู่เหย่ ชีวิตของเราดีมากและสงบสุขมาก ได้โปรดอย่ามาทำลายมันเลยค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนคุณที่ได้รับโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง จงเห็นคุณค่าของมันเถอะค่ะ และไปชดเชยความเสียใจในชาติที่แล้วของคุณเสียเถอะ”
“แต่คนที่ผมต้องการมีแค่คุณ มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้น!”
หม่าหลงชกหมัดใส่ต้นไม้ริมทางอย่างแรงจนเลือดไหลซึมตามง่ามนิ้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด
“คุณทำแบบนี้ทำให้ฉันลำบากใจ และหวาดกลัวมากนะคะ”
ชีชีรู้ดีว่าคนอย่างหม่าหลงจะใช้เหตุผลเข้าว่าอย่างเดียวไม่ได้ จึงต้องแสร้งทำเป็นผู้น่าสงสารเพื่อขอความเห็นใจให้เขาปล่อยมือ
เมื่อเห็นน้ำตาคลอเบ้าในดวงตาของชีชี ท่าทางราวกับจะร่ำไห้ออกมา หัวใจของหม่าหลงก็พลันกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด
“ขอโทษครับ ผมมันคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวเอง ผมไม่ดีเอง ขอโทษด้วยนะ”
“คุณไม่ได้ทำผิดอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่คุณลืมไปว่า ฉันไม่ใช่ภรรยาในชาติก่อนของคุณ เป็นเพียงชีชีที่ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น”
“ในสายตาของผม คุณก็คือคนเดิม”
“ไม่เหมือนค่ะ ข้อมูลระหว่างเรามันไม่เท่ากัน ช่องว่างของเวลามันนานถึงหนึ่งชาติภพ ในขณะที่คุณรักฉันจนหมดหัวใจ แต่ฉันกลับยังไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้คุณเลยด้วยซ้ำ”
“ผมรอได้ นานแค่ไหนก็ได้ ขอเพียงคุณให้โอกาสผมสักครั้ง”
“แต่ว่า... ฉันกับลู่เหย่เรารักกันค่ะ เรามีใจให้กันและกัน”
“พวกคุณสองคนถูกคนอื่นวางแผนร้ายใส่แท้ๆ ลู่เหย่เขาก็...” หม่าหลงกลืนคำพูดที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากลงไป “ตกลง ผมรับปากคุณ ผมจะไม่มาวุ่นวายกับคุณอีก แต่ถ้าวันไหนลู่เหย่ดูแลคุณไม่ดี ผมจะมารับคุณไปแน่นอน”