บทที่ 85 พ่อแม่ตัวแสบกลับมาอีกแล้ว
บทที่ 85 พ่อแม่ตัวแสบกลับมาอีกแล้ว
ชีชีเอามือกุมขยับ หรืออาจเป็นเพราะชาติก่อนเธออ่านนิยายรักมากเกินไป ถึงได้รู้สึกตื้นตันใจไปกับความรักอันลึกซึ้งของหม่าหลงเสียอย่างนั้น
จะหาผู้ชายที่ไหนมาเฝ้าคำนึงถึงผู้หญิงคนหนึ่งได้ตลอดเวลา? แถมยังคะนึงหาข้ามภพข้ามชาติมาถึงสองชาติสองภพ?
แต่ซึ้งก็ส่วนซึ้ง หญิงสาวไม่มีวันก้าวล่วงข้ามเส้นศีลธรรมไปเด็ดขาด
นิสัยของหม่าหลงนั้นสุดโต่งและดื้อรั้นเกินไป
หากเทียบกันแล้ว ชีชีชอบผู้ชายประเภทที่มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งอย่างลู่เหย่มากกว่า อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจกว่าเป็นไหนๆ
กำหนดการในเมืองจิงนั้นแน่นขนัดมาก เช้าวันต่อมาชีชีจึงเปลี่ยนมาสวมชุดเลนิน แล้วเดินทางไปยังหอประชุมใหญ่ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรเพื่อกล่าวสุนทรพจน์
ผู้เข้าร่วมฟังในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเหล่านักวิชาการและศาสตราจารย์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรเท่านั้น แต่ยังมีผู้นำที่ดูแลด้านการเกษตรจากท้องถิ่นต่างๆ แม้กระทั่งกระทรวงเกษตรของประเทศก็ยังส่งคนมาร่วมงานด้วย
ในชาติก่อนชีชีใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่ในห้องทดลอง จึงไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนัก
แม้หญิงสาวจะไม่มีอาการประหม่าต่อสังคม (Social Phobia) แต่การต้องเผชิญหน้ากับคนจำนวนมาก แถมยังเป็นเหล่าผู้นำระดับสูงเช่นนี้ การยืนพูดบนเวทีจึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากจริงๆ
ชีชีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหยิบไมโครโฟนขึ้นมา “เรียนเหล่าผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ และศาสตราจารย์ทุกท่าน สวัสดีค่ะฉันชื่อชีชี หัวข้อที่จะมาพูดในวันนี้คือ ‘อนาคตและความสำคัญของการปลูกพืชในโรงเรือน’ ...”
ทันทีที่เสียงอันหวานใสของชีชีดังขึ้น ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างพากันหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาเริ่มจดบันทึก
ที่นั่งแถวหน้าสุด ผู้ช่วยของศาสตราจารย์จ้าวกดปุ่มบันทึกเสียงบนเครื่องเล่นเทปทันที
การบรรยายกินเวลาไปกว่าสองชั่วโมง ชีชีอธิบายตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างโรงเรือน การวิเคราะห์ดินและปุ๋ย ไปจนถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น หญิงสาวอธิบายวิธีการปฏิบัติจริงและนัยสำคัญของการเพาะปลูกในโรงเรือนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
นอกจากนี้ เธอยังนำผลวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมของผักและผลไม้แต่ละชนิดมานำเสนอ พร้อมกับนำผักที่ลงมือปลูกด้วยตัวเองออกมาแสดงให้ทุกคนได้ชมอีกด้วย
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วหอประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า หลายคนถึงกับน้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน
“การเพาะปลูกในโรงเรือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผักและผลไม้เท่านั้น แม้แต่ธัญพืชก็สามารถใช้วิธีการคลุมฟิล์มเพื่อเพาะปลูกในฤดูหนาวได้เช่นกันค่ะ การบรรยายของฉันจบลงเพียงเท่านี้ หากท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้เลยนะคะ ฉันจะพยายามตอบให้ดีที่สุดค่ะ”
ศาสตราจารย์จ้าวปรบมือจนฝ่ามือแดงเถือก “สหายเสี่ยวชี คุณพอจะพำนักอยู่ที่เมืองจิงต่ออีกสักพักได้ไหม? ช่วยพวกเราสร้างโรงเรือนต้นแบบสักสองสามแห่งหน่อยเถอะ”
“ได้แน่นอนค่ะ”
“สหายเสี่ยวชี ไปช่วยชี้แนะงานที่หน่วยงานของพวกเราหน่อยได้ไหม? ทางตะวันตกเฉียงเหนือต้องการคนอย่างคุณมากเลยนะ”
“ได้ค่ะ”
“สหายชี ผมเป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์รายวันจิงซื่อ ขออนุญาตถ่ายภาพคู่กับคุณหน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้ค่ะ”
ชีชีง่วนอยู่กับฝูงชนที่ห้อมล้อมด้วยความกระตือรือร้นจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงตรงจึงปลีกตัวออกมาได้
ศาสตราจารย์จ้าวถูมือไปมาอย่างเกรงใจ “สหายเสี่ยวชี เราไปหาอะไรทานกันก่อนเถอะ”
“ขอบคุณค่ะ ฉันเริ่มหิวแล้วจริงๆ”
มื้อเที่ยงเป็นอาหารมาตรฐานสี่อย่างน้ำแกงหนึ่งอย่าง มีเมนูเนื้อสองอย่างและเมนูผักสองอย่าง
ชีชีไม่ใช่คนกินยาก ประกอบกับหิวจนท้องกิ่ว หญิงสาวจึงทานอาหารมื้อนั้นอย่างเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ
ช่วงบ่าย ชีชีเดินทางไปยังแปลงทดลองของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร เพื่อช่วยคุมงานสร้างโรงเรือน
เนื่องจากก่อนจะมา หญิงสาวได้แจ้งรายการวัสดุที่จำเป็นทั้งหมดแก่ศาสตราจารย์จ้าวไว้แล้ว ทางนี้จึงเตรียมการไว้อย่างพร้อมสรรพ
ทันทีที่ชีชีมาถึงหน้างาน เสียงประทัดก็ดังสนามหวั่นไหว ตามด้วยพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างเรียบง่าย
มีนักข่าวจำนวนมากมารุมล้อมสัมภาษณ์ ชีชีตอบคำถามอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีความประหม่าต่อหน้ากล้องเลยสักนิด
ในยุคสมัยนี้ การสัมภาษณ์ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติทางการเมืองก่อนจึงจะสามารถตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ได้ โดยปกติมักจะมีการซักซ้อมกันหลายรอบ และคำถามคำตอบจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันความผิดพลาด
ชีชีเพิ่งมาถึงเมืองจิง จึงไม่มีเวลาเตรียมการล่วงหน้าเลย
พวกนักข่าวต่างก็ทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้ข่าววงใน พวกเขาคิดว่าหากชีชีพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกมา ก็แค่ลบออกแล้วเลือกเขียนเฉพาะส่วนที่เผยแพร่ได้
ชีชีเคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้จากหนังสือเรียน จึงย่อมรู้ดีถึงโทษทัณฑ์ที่อาจเกิดจากฝีปาก
ในวันนี้มีคนอยู่มากมาย ต่อให้นักข่าวไม่ตีพิมพ์ออกมาอย่างเป็นทางการ ก็ยากจะเลี่ยงไม่ให้คนที่มีเจตนาร้ายหยิบยกไปเป็นจุดอ่อนเล่นงาน
ดังนั้นชีชีจึงระมัดระวังในการตอบทุกคำถาม นอกจากประเด็นทางวิชาการแล้ว เธอแทบจะไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป และยังไม่ลืมที่จะกล่าวคำขวัญปลุกใจเป็นระยะๆ เพื่อความเหมาะสม
นักข่าวเพิ่งเคยเจอผู้ให้สัมภาษณ์ที่ให้ความร่วมมือดีขนาดนี้เป็นครั้งแรก แต่ละคนต่างยิ้มร่าจนเห็นเหงือก
เช้าวันถัดมา หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต่างพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับการบรรยายและคุณูปการของชีชีในครั้งนี้
โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายวันจิงซื่อ ที่ถึงกับลงรูปถ่ายขนาดใหญ่ของชีชีคู่กับท่านผู้นำจากกระทรวงเกษตร
ชีเจี้ยนกั๋วเห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับชีชีเป็นคนแรก ใบหน้าของเขาพลันดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
“ยัยเด็กเหลือขอคนนี้... ดันได้ดิบได้ดีขึ้นมาจริงๆ”
เหมียวหงชะโงกหน้ามาดูด้วยความตกตะลึงจนเหนือคำบรรยาย “นี่คือชีชีเหรอ? เป็นไปได้ยังไงกัน?”
“หึ ก็แค่ปลูกผักเป็นไม่ใช่หรือไง? วิเศษวิโสมาจากไหนเชียว”
แต่ในใจของเหมียวหงกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันไปหมด “นี่ถึงขั้นลงหนังสือพิมพ์เลยนะ คงจะได้เงินรางวัลไม่น้อยเลยใช่ไหม?”
ดวงตาของชีเจี้ยนกั๋วพลันลุกวาว “ไป ตามหาตัวมัน ยัยลูกคนนี้รู้แต่จะเสวยสุขอยู่คนเดียว ไม่รู้จักกตัญญูต่อคนเป็นพ่อบ้างเลย”
เหมียวหงเริ่มนึกเสียใจที่พูดออกไปเมื่อครู่ เธอจึงเอ่ยอ้อมแอ้มว่า “พวกเราตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกกับเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“มันบอกว่าตัดขาดก็คือตัดขาดงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ ถึงอย่างไรมันก็เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของฉัน ชีเจี้ยนกั๋ว ไม่มีวันหนีพ้นหรอก”
เมื่อเห็นชีเจี้ยนกั๋วสีหน้าไม่สู้ดี เหมียวหงก็ไม่กล้าปริปากอีก ได้แต่หยิบหนังสือพิมพ์แล้วเดินตามหลังเขาไป
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรนั้นหาไม่ยาก ป้ายชื่อขนาดใหญ่แขวนเด่นหราจนมองเห็นได้แต่ไกล
ทว่าหน่วยงานระดับนี้ หากไม่มีจดหมายแนะนำตัวย่อมไม่มีทางเข้าไปได้เด็ดขาด
ชีเจี้ยนกั๋วยื่นบุหรี่ให้คุณตาที่เฝ้าประตูหนึ่งมวน “พี่ชาย ผมมาหาลูกสาวครับ เธอชื่อชีชี”
ถ้าหาคนอื่นละก็ คุณตาอาจจะไม่รู้จัก
แต่ตอนนี้ชีชีโด่งดังมาก ทั้งยังได้ลงหนังสือพิมพ์ แม้แต่คนเฝ้าประตูอย่างเขายังพลอยรู้สึกมีเกียรติไปด้วย
“รอเดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมจะไปตามให้เดี๋ยวนี้เลย”
“ขอบคุณมากครับพี่ชาย”
ชีเจี้ยนกั๋วก็เป็นเช่นนี้ ยามอยู่นอกบ้านเขามักจะสุภาพอ่อนโยนกับทุกคน แต่กลับเก็บอารมณ์ร้ายๆ ทั้งหมดไว้ระบายกับคนในครอบครัว
“สหายชี พ่อแม่คุณมาหาแน่ะ มารออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ รีบไปสิครับ”
คุณตาคนเฝ้าประตูวิ่งเหยาะๆ มาบอก ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจะได้รับคำชม
ทว่าใบหน้าของชีชีกลับเย็นชาลงทันควัน “ฉันไม่มีพ่อแม่ค่ะ รบกวนคุณบอกให้พวกเขากลับไปเถอะ”
“ครับ?”
คุณตาถึงกับอึ้งไป
เจ้าหน้าที่รอบข้างก็มองชีชีด้วยสายตาแปลกพิกล
ศาสตราจารย์จ้าวรีบเกลี้ยกล่อม “สหายเสี่ยวชี มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆ กลับไปคุยกันที่บ้าน ถึงยังไงพวกเขาก็เป็นพ่อแม่คุณนะ จริงไหม?”
“ศาสตราจารย์จ้าวคะ หากท่านไม่เคยร่วมทุกข์ไปกับใคร ก็อย่าได้เที่ยวเกลี้ยกล่อมให้เขาเป็นคนใจกว้างเลยค่ะ ท่านไม่รู้หรอกว่าครอบครัวของฉันเป็นอย่างไร”
“นี่มัน...” ศาสตราจารย์จ้าวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ชีชีรู้สึกว่าไม่ควรไปลงอารมณ์กับศาสตราจารย์จ้าว เพราะเขาไม่รู้ความจริง
หญิงสาวจึงผ่อนน้ำเสียงลงแล้วกล่าวว่า “พวกเราตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้วค่ะ เพราะตอนที่คนรักของฉันได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่
ตอนนั้นภารกิจล้มเหลว และมีข่าวลือว่าเขาอาจจะถูกลงโทษทางวินัย
ครอบครัวของฉันกลัวว่าจะต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย ก็เลยขอตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกกับฉันค่ะ”
“หา? ทำไมถึงทำกันได้ขนาดนี้ล่ะ?”
“นั่นหน่อเนื้อเชื้อไขแท้ๆ นะ ทำไมถึงใจดำลงคอ?”
“ความจริงคือ ฉันถูกสลับตัวไปตั้งแต่เด็กค่ะ หลังจากตามหาจนพบได้เพียงครึ่งปีฉันก็แต่งงานออกไป พวกเขาไม่มีความผูกพันกับฉันก็คงจะเป็นเรื่องปกติ อีกอย่าง ลูกสาวบุญธรรมคนนั้นพวกเขาเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ความผูกพันย่อมลึกซึ้งกว่า ฉันเองก็เข้าใจได้ค่ะ”
ชีชีพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อให้ขอบตาแดงระเรื่อ ประกอบกับผิวที่ขาวซีดของเธอ ทำให้ดูเปราะบางและน่าเวทนาเป็นที่สุด
“ลูกบุญธรรมจะไปสู้ลูกในไส้ได้อย่างไร? พ่อแม่พวกนี้ช่างหน้ามืดตามัวจริงๆ”
“สหายเสี่ยวชีน่าสงสารจริงๆ นอกจากจะต้องตกระกำลำบากมาตั้งแต่เด็ก พอตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเจอแล้ว ยังต้องมาเจอการปฏิบัติแบบนี้อีก”
ชีชีเห็นว่าบรรยากาศเริ่มได้ที่แล้วจึงเสริมต่อ “วันนี้พวกเขามาหาฉัน คงจะมาบีบบังคับเอาเงินไปให้ลูกสาวบุญธรรมคนนั้นแน่ๆ ค่ะ ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ก็ลองออกไปดูด้วยกันก็ได้นะคะ”