LNCrawler

บทที่ 86 หึ ช่วยชีวิตงั้นหรือ?

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 86 หึ ช่วยชีวิตงั้นหรือ?

        “หา? ทำไมถึงยังต้องให้คุณเอาเงินไปให้ลูกบุญธรรมอีกล่ะ? มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?”

       “ถึงจะลำเอียงก็ควรมีขอบเขตบ้าง นี่มันเกินไปหรือเปล่า?”

       “ความจริงคือ พี่สาวบุญธรรมคนนั้นแต่งงานไปได้ดิบได้ดีกว่าฉันอีกค่ะ สามีของเธอเป็นถึงรองผู้บังคับการกรม ตัวเธอเองก็เป็นคนงานในโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร พ่อกับแม่ยังส่งเงินให้เธอทุกเดือน เดือนละห้าสิบหยวน ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงขัดสนเงินทองได้ตลอดเวลาขนาดนั้น”

       เมื่อได้ฟังสิ่งที่ชีชีเล่า ทุกคนต่างก็ตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

       “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ไปเถอะ พวกเราออกไปดูให้เห็นกับตา โลกนี้จะมีพ่อแม่แบบนี้อยู่จริงหรือ?”

       “ใช่ ใครกล้ารังแกสหายเสี่ยวชีของพวกเรา ฉันคนแรกนี่แหละที่ไม่ยอม”

       ด้วยเหตุนี้ ทุกคนในที่นั้นจึงพากันเดินตามชีชีไปยังประตูใหญ่ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร

       ชีเจี้ยนกั๋วนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนกรูออกมามากมายขนาดนี้ เขาถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง

       ทว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวเขากลับยิ้มออกมา

       คนเยอะสิดี ขอแค่เขาอาละวาดเสียหน่อย ชีชีก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมควักเงินจ่าย

       เขาจึงแสร้งทำสีหน้าเมตตา แล้วเดินเข้าไปหา “ชีชี ลูกกลับมาเมืองจิงทำไมไม่กลับไปเยี่ยมบ้านบ้าง แม่เขาเป็นห่วงลูกจะแย่อยู่แล้วนะ”

       ชีชีแค่นยิ้มเย็น “ห่วงฉัน หรือห่วงเงินในกระเป๋าฉันกันแน่คะ?”

       “ยัยเด็กคนนี้ พูดจาอะไรอย่างนั้น? รีบกลับบ้านไปกับพ่อเถอะ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย”

       “ฉันกำลังทำงานอยู่ค่ะ ปลีกตัวไปไหนไม่ได้ มีเรื่องอะไรก็พูดตรงนี้เลยแล้วกัน”

       ชีเจี้ยนกั๋วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปาก “แม่ของลูกตกงานแล้ว พ่อเองก็มีเงินเดือนแค่สามสิบกว่าหยวน ทางฝั่งหมิงเยว่ต้องส่งให้ทุกเดือน เดือนละห้าสิบหยวน ตอนนี้พ่อควักจ่ายได้แค่ยี่สิบหยวน ส่วนที่เหลืออีกสามสิบหยวน ลูกต้องเป็นคนจ่าย”

       ชีชีตวัดสายตาเย็นชา มองใบหน้าที่หนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมืองของเขา

       “คุณคงลืมไปแล้วสินะคะ ว่าพวกเราตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว”

       “ตัดขาดอะไรกัน? ลูกเป็นลูกที่พ่อกับแม่ให้กำเนิดมา ทั้งชีวิตนี้ลูกก็ยังเป็นลูกสาวของพวกเรา เรื่องที่พูดไปก่อนหน้านี้มันก็แค่คำพูดประชดประชันเวลาโมโห อย่าเอามาใส่ใจเลย”

       ชีชีหยิบใบขอตัดขาดความสัมพันธ์ออกมาจากกระเป๋าสะพาย พร้อมกับประกาศที่เธอและชีเจี้ยนกั๋วเคยลงไว้ในตอนนั้น

       “ในใบตัดขาดความสัมพันธ์นี้มีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้พันหลี่รับรอง มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หรือว่าคุณคิดจะท้าทายกฎหมายคะ?”

       แววตาของชีเจี้ยนกั๋วฉายความอำมหิตพาดผ่าน เขาพุ่งเข้าไปหมายจะแย่งกระดาษแผ่นนั้นมาฉีกทิ้ง

       ขอเพียงไม่มีหลักฐาน ชีชีก็ต้องเป็นลูกสาวของเขาไปชั่วชีวิต ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่านก็ต้องใช้นามสกุลชี

       ชีชีระวังตัวอยู่แล้ว หญิงสาวส่งหลักฐานชุดนั้นให้ศาสตราจารย์จ้าวทันที “ท่านช่วยดูหน่อยสิคะ ว่าฉันพูดโกหกหรือเปล่า?”

       ศาสตราจารย์จ้าวรับไปอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะเงยหน้ามองชีเจี้ยนกั๋ว “ในเมื่อตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว พวกคุณก็กลับไปเถอะ”

       ชีเจี้ยนกั๋วเห็นท่วงท่าสง่างามของศาสตราจารย์จ้าวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้มีฐานะทางสังคม จะใช้กำลังข่มขู่คงไม่ได้ผลแน่ เขาจึงรีบส่งสายตาให้เหมียวหง

       เหมียวหงเข้าใจความหมายทันที เธอทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าชีชี พลางกอดขาอีกฝ่ายไว้แน่นแล้วเริ่มแผดเสียงร้องไห้โฮ

       “ชีชีลูกรัก สงสารพ่อกับแม่หน่อยเถอะ พวกเราก็มีความจำเป็นจริงๆ ถึงยังไงเลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำนะลูก พี่สาวของลูกน่ะเธอลำบากเหลือเกิน...”

       ชีชีไม่อยากเสียเวลาดูการแสดงปาหี่ หญิงสาวถอยหลังก้าวหนึ่งสะบัดขาจนเหมียวหงหลุดออกไป “คุณบอกว่าชีหมิงเยว่ลำบาก เธอลำบากตรงไหนคะ? สามีเธอเป็นรองผู้บังคับการกรมใช่ไหม? ตัวเธอเองก็เป็นคนงานโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรใช่ไหม? ฐานะทางครอบครัวเธอดีกว่าฉันตั้งเท่าไร ขนาดฉันยังไม่บ่นว่าลำบาก แล้วเธอจะมาลำบากเรื่องอะไร?”

       “ลูก...”

       เหมียวหงถูกรุกจนน้ำท่วมปาก ได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางชีเจี้ยนกั๋ว

       ชีเจี้ยนกั๋วถลึงตาใส่ภรรยาอย่างหัวเสีย แล้วเลิกปั้นหน้าเสแสร้ง “ไม่ว่ายังไง เงินสามสิบหยวนต่อเดือนนี้ลูกต้องจ่าย ถือว่าเป็นเงินค่าเลี้ยงดูพวกเรายามแก่เฒ่าแล้วกัน”

       “คุณลองไปถามดูเถอะค่ะว่าบ้านไหนเขาให้เงินเลี้ยงดูพ่อแม่ตั้งสามสิบหยวน? พวกคุณยังทำงานไหวไม่ใช่หรือ? หรือว่าป่วยหนักปางตายถึงต้องมาเรียกร้องเงินมากมายขนาดนี้จากฉัน?”

       “นังเด็กบ้า แกกล้าแช่งพ่อหรือ คอยดูเถอะ ฉันจะตีแกให้ตายคามือ!” ชีเจี้ยนกั๋วสติขาดผึงด้วยความโกรธ เขาเงื้อมฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดลงไป

       เหล่านักศึกษาของศาสตราจารย์จ้าวรีบเข้ามาขวางไว้ “คุณครับ กรุณาอยู่ในความสงบ ถ้าคุณยังใช้กำลังพวกเราจะแจ้งตำรวจจริงๆ นะ”

       “ฉันจะสั่งสอนลูกสาวฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกนาย?”

       “พวกคุณตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว สหายเสี่ยวชีไม่ใช่ลูกสาวของคุณอีกต่อไป ถ้ายังขืนมาทำตัวระรานแบบนี้ เราจะแจ้งความเดี๋ยวนี้แหละ”

       ศาสตราจารย์จ้าวเองก็ทนดูพฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้ไม่ไหว จึงเอ่ยปากเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

       “ดี! พวกนายใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคนไม่มีทางสู้ใช่ไหม แล้วประชาชนตัวเล็กๆ อย่างพวกฉันจะมีที่ยืนได้ยังไง!”

       เหมียวหงยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้น พลางตบขาตัวเองเสียงดังฉาดๆ ร้องห่มร้องไห้ประจาน จนเริ่มมีผู้คนสัญจรไปมาหยุดล้อมดูด้วยความสนใจ

       ศาสตราจารย์จ้าวและคนอื่นๆ ต่างเป็นปัญญาชน ไม่เคยมีประสบการณ์รับมือกับพวกชาวบ้านที่ทำตัวเป็นอันธพาลชั้นต่ำเช่นนี้ จึงได้แต่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก

       “แจ้งตำรวจเถอะค่ะ กล้ามาสร้างความวุ่นวายถึงหน้าสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรพวกคุณนี่ใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ”

       คำพูดที่ไร้เยื่อใยของชีชีทำให้ทุกคนชะงักไป

       ศาสตราจารย์จ้าวเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาหันไปสั่งนักศึกษา “เสี่ยวหลิว ไปแจ้งตำรวจ”

       “ครับอาจารย์”

       เสี่ยวหลิวรีบวิ่งไปที่ป้อมยามเพื่อโทรศัพท์ทันที

       ชีเจี้ยนกั๋วและเหมียวหงฉายแววลนลานอยู่ในดวงตา

       เหมียวหงโผเข้าหาชีชีอีกครั้ง “แม่เป็นแม่แท้ๆ ของลูกนะ ใจคอจะให้ตำรวจมาจับแม่ลงคอเชียวหรือ ลูกยังมีมโนธรรมอยู่บ้างไหม?”

       “ลองดูสิ่งที่พวกคุณทำสิคะ มีเรื่องไหนบ้างที่คนเป็นแม่แท้ๆ เขาทำกัน? จะให้ฉันแจกแจงทีละเรื่องให้ทุกคนฟังไหมล่ะ?”

       เหมียวหงเริ่มใจฝ่อพลางหลบสายตา “ก็แค่เงินสามสิบหยวนเองไม่ใช่เหรอ? ให้มาลูกก็ไม่ถึงกับอดตายหรอก จะทำให้เรื่องมันบานปลายดูน่าเกลียดไปทำไม?”

       “หึ ตั้งแต่ฉันโตมาจนป่านนี้ พวกคุณเคยเสียเงินให้ฉันถึงสามสิบหยวนไหมคะ? ไม่เคยเลยใช่ไหม?

       ถ้าเงินจำนวนนี้พวกคุณเอาไปใช้เอง ฉันจะให้ก็คงให้ได้

       แต่นี่พวกคุณเอาเงินของฉันไปประเคนให้ลูกบุญธรรม ถามหน่อยว่าเพื่ออะไร?

       ให้ทุกคนที่นี่ตัดสินดูเถอะค่ะ ว่าฉันควรให้เงินก้อนนี้ไหม?”

       “ไม่มีที่ไหนเขาทำกันหรอก ลูกบุญธรรมจะไปดีเท่าลูกในไส้ได้ยังไง ทำแบบนี้ระวังจะเสียใจภายหลังนะ”

       “ต่อให้ไม่ตัดขาดความสัมพันธ์ ก็ไม่มีธรรมเนียมที่ไหนเอาเงินลูกในไส้ไปจุนเจือลูกบุญธรรมหรอก สองสามีภรรยานี่คิดอะไรอยู่กันแน่?”

       “เป็นลูกบุญธรรมจริงหรือเปล่า? หรือว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร?”

       “พูดลำบากนะ ใจคนเราทำด้วยเนื้อแท้ๆ ใครเขาจะไม่รักลูกตัวเองแต่ไปรักคนนอก นอกเสียจากว่ามันจะมีเงื่อนงำ”

       “พวกนายจะไปรู้อะไร! หมิงเยว่เคยช่วยชีวิตพวกฉันเอาไว้ ถ้าไม่มีเด็กคนนั้นละก็ ป่านนี้พวกข้าตายเป็นผีไปนานแล้ว บุญคุณต้องทดแทนด้วยชีวิต ให้เท่าไรก็ไม่ถือว่ามากเกินไปหรอก!”

       ชีเจี้ยนกั๋วเห็นว่าบทสนทนาเริ่มจะขุดคุ้ยเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที เขาจึงรีบแหกปากตะโกนกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชน

       ทว่าเหมียวหงกลับทำหน้าเหลอหลาด้วยความงุนงง... ช่วยชีวิตงั้นหรือ? เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนไหนกัน? ทำไมเธอถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ?

       “ถ้าเป็นการตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิต มันก็พอจะฟังขึ้นอยู่นะ”

       “อะไรจะสำคัญไปกว่าชีวิตล่ะ ลูกแท้ๆ ช่วยพ่อแม่ตอบแทนบุญคุณคนอื่นก็ถือว่าสมควรแล้ว”

       เมื่อเห็นว่ากระแสเริ่มตีกลับมาทางตน ชีเจี้ยนกั๋วก็ปรายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลำพองใจมองไปทางชีชี

       สายตาคู่นั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า ‘วันนี้จะให้หรือไม่ให้ แกก็ต้องให้!’

       “งั้นหรือคะ? ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ฉันถึงไม่เคยได้ยินพวกคุณพูดถึงมาก่อนเลยล่ะ?”

       ชีเจี้ยนกั๋วสบถในใจว่า ‘จะไปเคยได้ยินได้ยังไงล่ะ ก็ฉันเพิ่งแต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้เอง’

       แต่คำพูดที่ออกจากปากเขากลับเป็นอีกอย่าง “หมิงเยว่เด็กคนนั้นเขารู้ความ ไม่อยากจะเอาบุญคุณมาอ้างเพื่อขอสิ่งตอบแทน เลยกำชับไม่ให้พวกข้าเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ”

       “ฟังดูแล้ว ลูกบุญธรรมคนนั้นก็นิสัยดีเหมือนกันนะ”

       “เงินเดือนละห้าสิบหยวน แลกกับสองชีวิต เอาเข้าจริงก็ไม่ถือว่าเยอะหรอก”

       “ถ้าเป็นเรื่องจริง สหายเสี่ยวชีก็ดูจะใจแคบไปหน่อยนะ จะไปขัดขวางไม่ให้พ่อแม่ตอบแทนคุณคนอื่นได้ยังไง?”

       เมื่อเห็นคนเริ่มเข้าข้างตนมากขึ้นเรื่อยๆ ชีเจี้ยนกั๋วแทบจะกระหยิ่มยิ้มย่องจนหางโผล่

       “ตกลงตามนี้แล้วกัน ลูกจ่ายให้หมิงเยว่เดือนละสามสิบหยวน แล้วเรื่องบาดหมางก่อนหน้านี้พ่อจะไม่ถือสาหาความลูกอีก”

       หึๆ ชีชีแทบจะหลุดขำออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยเล่าหน่อยสิคะ ว่าชีหมิงเยว่ช่วยชีวิตพวกคุณไว้ได้ยังไง? ทุกคนในที่นี้ก็คงอยากจะรู้เหมือนกัน ใช่ไหมคะ?”

       “ใช่ เล่ามาเลยสิ!”

       มักจะมีพวกที่ชอบล้อมวงชมเรื่องสนุกแบบไม่กลัวเรื่องบานปลายอยู่เสมอ

       ชีเจี้ยนกั๋วกลอกตาไปมาอยู่หลายตลบ “ปีนั้นบ้านเกิดไฟไหม้ กลางค่ำกลางคืนข้ากับแม่ของลูกนอนหลับปุ๋ยกันหมด ถ้าไม่ใช่เพราะหมิงเยว่มาปลุกให้ตื่น ป่านนี้พวกข้าคงถูกไฟคลอกตายคาบ้านไปแล้ว”

       ชีชีเผยยิ้มที่แฝงด้วยเลศนัย “งั้นหรือคะ? ไฟไหม้บ้านไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ เพื่อนบ้านในซอยเดียวกันก็น่าจะรู้เรื่องกันหมดทุกคน งั้นเราลองไปถามพวกเขาดูหน่อยดีไหมคะ?”

       “จะไปถามทำไม! ลูกหาว่าพ่อพูดโกหกงั้นหรือ?”

       ชีเจี้ยนกั๋วเริ่มแสดงท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด เพราะคำโกหกที่เขาเพิ่งแต่งขึ้นมา หากไปถามคนแถวบ้านเข้าจริงๆ ความลับคงแตกดังโผละแน่นอน