บทที่ 87 หน้าถอดสีเลยล่ะสิ?
บทที่ 87 หน้าถอดสีเลยล่ะสิ?
เมื่อได้เห็นท่าทางลนลานทำอะไรไม่ถูกของชีเจี้ยนกั๋ว ทุกคนก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทันทีว่าที่แท้ก็แค่การแสดง
พลันนั้นก็มีคนเริ่มทนไม่ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอกใช้ความสงสาร
“ฉันใช้ชีวิตมาเกินครึ่งค่อนคน เพิ่งจะเคยเห็นคนหน้ามืดตามัวขนาดนี้เป็นครั้งแรก ลูกในไส้ตัวเองไม่เอา กลับไปเชิดชูของปลอมเป็นสมบัติล้ำค่า ช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย”
“ขนาดทิศทางลมยังดูไม่ออก อีกหน่อยคงได้เสียใจภายหลัง วันไหนที่แก่ตัวลงจนขยับเขยื้อนไม่ไหว ก็คอยดูเถอะว่าใครจะมาคอยปรนนิบัติเลี้ยงดู”
เมื่อมีคนเริ่มเปิดประเด็นตะโกนด่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธแค้น
โดยเฉพาะคนที่เกือบจะหลงเชื่อคำลวงของสองสามีภรรยาเมื่อครู่ ต่างก็ยิ่งรู้สึกอับอายจนกลายเป็นโทสะ
ที่หลงไปเชื่อคำพูดของคนสติไม่ดีพวกนี้ ทำให้ดูเหมือนตัวเองพลอยโง่เขลาไปด้วย
ดังนั้นพวกเขาจึงกระโจนเข้าร่วมวงด่าทอทันที “พวกคุณนอกจากสมองจะฟั่นเฟือนแล้ว ใจยังคออำมหิต บังคับลูกสาวแท้ๆ ให้เอาเงินไปให้ลูกบุญธรรม ลูกบุญธรรมของคุณหิวโหยจนไม่มีจะกินหรือยังไง?”
“ไม่ได้ยินที่เขาเล่าหรือไง? นางลูกบุญธรรมนั่นแต่งกับรองผู้บังคับการกรม เป็นถึงภรรยาทหาร นี่มันไม่ใช่แค่ลำเอียงแล้ว แต่มันคือการใฝ่สูงอยากเกาะคนรวย ดีดลูกคิดรางแก้วดังสนั่นจนกระเด็นใส่หน้าฉันเลยเนี่ย”
“ถุย! ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหน ขายลูกสาวกินเพื่อไปประจบลูกบุญธรรมที่มีตระกูลสูงกว่า ช่างเป็นพวกใจดำอำมหิตจริงๆ”
“ฉันว่าตัดขาดความสัมพันธ์น่ะดีแล้ว ถ้าไม่ตัดขาด แค่สามสิบหยวนคงไม่พอหรอก ไม่แน่ว่าอาจจะมาไถเงินเดือนละสามร้อยหยวนเลยก็ได้”
ดังที่ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ว่า พลังของมวลชนนั้นไร้ขีดจำกัด
อานุภาพการด่าทอนี้ ทำเอาพวกคนจากสถาบันวิจัยเกษตรถึงกับยืนอึ้งตะลึงงัน
ชีชีรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันที หญิงสาวอยากจะหยิบเมล็ดทานตะวันออกจากมิติมานั่งแทะไปดูไปเสียจริงๆ
ชีเจี้ยนกั๋วถูกผู้คนชี้หน้าด่าจนน้ำลายกระเด็นใส่เต็มหน้า เขารู้ดีว่าวันนี้คงไม่ได้ผลประโยชน์อะไรติดมือกลับไปแน่ จึงรีบกระชากแขนเหมียวหงหมายจะโกยแน่บออกไป
แต่ชาวบ้านที่กำลังด่ากันอย่างได้อรรถรสมีหรือจะยอมให้พวกเขาเดินจากไปง่ายๆ เพียงแค่การเบียดเสียดรุมล้อมครู่เดียว ทั้งสองก็ถูกกักอยู่กึ่งกลางวงล้อม
“พวกคุณจะทำอะไร? นี่กะจะบีบพวกเราให้ตายเลยใช่ไหม!”
เหมียวหงเริ่มเปิดฉากมุกเดิมๆ ทั้งร้องไห้ ฟูมฟาย และขู่จะฆ่าตัวตาย
ทว่าน่าเสียดายที่ประชาชนซึ่งได้เห็นธาตุแท้ของการแสดงเมื่อครู่ ไม่มีใครยอมหลงเชื่อเธออีกต่อไป
ฝ่ายชีเจี้ยนกั๋วไม่สนใจเหมียวหงอีกแล้ว เขาผลักหญิงชราที่ยืนขวางหน้าจนล้มคว่ำ แล้วออกตัววิ่งหนีสุดชีวิต
“โอ๊ย! หลังฉันหักแล้ว ใครก็ได้ช่วยจับเขาที!”
เมื่อได้ยินเสียงหญิงชราร้องลั่น ชีเจี้ยนกั๋วที่กลัวว่าจะถูกรีดไถเงินค่ารักษาพยาบาลก็ยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น จนเกือบจะชนเข้ากับรถจี๊ปที่สวนมาพอดี
“วิ่งอะไรของแกเนี่ย? ไม่ดูทางหรือไง!”
คนขับรถเหยียบเบรกจนตัวโก่ง ก่อนจะโผล่หน้าออกมาตะโกนด่าลั่น
ชีเจี้ยนกั๋วถึงกับชะงักกึก เพราะเขาสังเกตเห็นว่าคนในรถสวมเครื่องแบบตำรวจ นี่ต้องมาจับเขาแน่ๆ
เพียงจังหวะที่ลังเลอยู่นั้น เขาก็ถูกคนที่วิ่งตามมาตะครุบตัวไว้ได้จนล้มคะมำ พร้อมกับถูกรุมประเคนหมัดเข่าเข้าใส่ไม่ยั้ง
“ทำร้ายคนแล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ ดูซิว่าจะหนีไปไหนพ้น”
“ไอ้คนไร้สามัญสำนึกแบบนี้ ต้องโดนสั่งสอนให้เข็ด”
เจ้าหน้าที่ตำรวจลงมาจากรถและเข้าห้ามปรามมวลชนที่กำลังโกรธแค้ว
“เมื่อครู่ใครเป็นคนโทรแจ้งความครับ?”
“ผม... ผมเองครับ”
เสี่ยวหลิวชูมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่สายตายังคงมองไปทางศาสตราจารย์จ้าว
“พวกเขาพยายามข่มขู่กรรโชกเงินจากฉันค่ะ สหายหลิวคนนี้เลยช่วยแจ้งตำรวจให้”
ชีชีรีบก้าวออกมาให้การทันที จะมัวแต่ยืนดูเรื่องสนุกอย่างเดียวก็คงไม่ได้
“พวกเราเป็นพ่อแม่แท้ๆ ของแกนะ มโนธรรมของแกถูกสุนัขคาบไปกินหมดแล้วหรือไง!”
เมื่อเห็นชีเจี้ยนกั๋วถูกตำรวจกดลงกับพื้น เหมียวหงก็แผดเสียงด่าทอด้วยสายตาที่แทบอยากจะฉีกเลือดฉีกเนื้อชีชี
เมื่อได้ยินคำพูดของเหมียวหง ตำรวจก็ขมวดคิ้วทันที และมองมาทางชีชีด้วยสายตาที่เริ่มขุ่นเคือง “ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”
“ยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นพ่อแม่แท้ๆ อีกเหรอ? สิ่งที่พวกคุณทำน่ะมันใช่สิ่งที่คนเขาทำกันที่ไหน”
“ไม่ใช่ว่าตัดขาดความสัมพันธ์กันไปนานแล้วเหรอ? นี่เห็นสหายหญิงเขาได้ลงหนังสือพิมพ์ล่ะสิ เลยทำหน้าด้านมาขอส่วนบุญ หนังหน้าทำด้วยอะไรถึงได้หนาขนาดนี้”
“ก็นั่นสิ ตอนที่สามีเขาบาดเจ็บ ไม่เห็นหัวพวกคุณไปช่วยอะไรเลยสักนิด พอตอนนี้โผล่หัวมาเรียกเอาเงิน หน้าใหญ่คับฟ้ามาจากไหนกัน”
“ฉันอยู่มาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเห็นพ่อแม่ที่บังคับลูกสาวแท้ๆ ให้เอาเงินไปประเคนลูกบุญธรรม สองคนนี้สมองคงเพี้ยนไปแล้วล่ะมั้ง”
“คุณตำรวจคะ คนพวกนี้ไม่คู่ควรจะเป็นพ่อแม่หรอกค่ะ รีบจับตัวไปเถอะ”
ยังไม่ทันที่ชีชีจะได้อธิบาย ชาวบ้านรอบข้างก็พากันพรั่งพรูข้อมูลออกมาอย่างเซ็งแซ่
ถึงแม้จะพูดกันคนละทิศคนละทางขาดตรรกะไปบ้าง แต่ตำรวจก็พอจะจับใจความสำคัญของสถานการณ์ได้
“พวกคุณตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้วจริงๆ หรือ?”
ชีชีมองตำรวจนายนั้นด้วยสายตาชื่นชมพลางนึกชมในใจว่าเขารู้จักจับประเด็นได้แม่นยำจริงๆ
หญิงสาวจึงรับหลักฐานคืนมาจากศาสตราจารย์จ้าวแล้วส่งให้ตำรวจ “นี่คือใบตัดขาดความสัมพันธ์และประกาศที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงในตอนนั้นค่ะ”
ตำรวจรับไปตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่ามีลายมือชื่อและลายนิ้วมือของทั้งสองฝ่ายครบถ้วน อีกทั้งยังมีผู้บังคับการกรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายเป็นพยาน เรื่องราวก็ชัดแจ้งทันที
เขาจึงหันไปทางชีเจี้ยนกั๋ว “วันนี้พวกคุณมาพบสหายชีทำไม?”
“พวกเขามาไถเงิน!”
“ใช่ครับ บังคับให้สหายชีคนนี้จ่ายเงินให้ลูกบุญธรรมเดือนละสามสิบหยวน พอไม่ให้ก็จะลงไม้ลงมือ”
“พอเห็นตำรวจมาเขาก็จะหนี แถมยังผลักคุณป้าคนนี้ล้มลงจนหลังเดาะไปแล้วเนี่ย”
ทุกคนไม่เปิดโอกาสให้ชีเจี้ยนกั๋วได้แก้ตัว ต่างแย่งกันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างดุเดือด
ตำรวจปรายตามองหญิงชราที่ยังนอนครวญครางอยู่ที่พื้น จึงรีบประสานงานให้ประชาชนช่วยกันพาส่งโรงพยาบาลก่อน
จากนั้นจึงหันมาจ้องชีเจี้ยนกั๋ว “มีพยานยืนยันมากมายขนาดนี้ คุณยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”
ถึงแม้ชีเจี้ยนกั๋วจะถูกกดติดพื้น แต่ท่าทียังคงพยศและยโส “หล่อนเป็นลูกสาวแท้ๆ ของผม ผมจะมาขอเงินหล่อนใช้บ้างแล้วมันผิดตรงไหน? ลูกกตัญญูเลี้ยงดูพ่อก็เป็นเรื่องฟ้าดินลิขิตอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!”
ตำรวจก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมเอ่ยเสียงเข้ม “พวกคุณตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว เธอไม่ใช่ลูกสาวของคุณอีกต่อไป”
“ในตัวหล่อนมีเลือดของผมไหลเวียนอยู่ ไม่ว่าเมื่อไรหล่อนก็คือลูกสาวของผม!”
ตำรวจถึงกับไปไม่เป็นกับตรรกะของเขา “คุณไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณป้าคนนั้นที่โรงพยาบาลก่อนเถอะ และจำไว้ว่าห้ามมาตามรบกวนสหายชีอีก มิฉะนั้นเราจะไม่เกรงใจคุณแน่”
ชีชีรู้ดีว่าสิ่งที่ชีเจี้ยนกั๋วทำยังไม่ถึงขั้นผิดกฎหมายร้ายแรง ต่อให้ตำรวจคุมตัวไปก็คงแค่ตักเตือนและอบรมแล้วสุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวไป
หากเขายังทำตัวเป็นพวกหน้าหนานิสัยเสียมาคอยตามรังควานไม่เลิก มันคงจะกลายเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวไม่จบสิ้น
หญิงสาวต้องหาวิธีจัดการให้สิ้นซากในคราวเดียวให้ได้
ดังนั้น เธอจึงกล่าวกับตำรวจด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฉันขอแนะนำให้คุณตำรวจช่วยตรวจสอบดูหน่อยนะคะว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร ชีหมิงเยว่พักอยู่ในเขตบ้านพักทหารที่เดียวกับฉัน สามีเธอเป็นถึงรองผู้บังคับการกรม ตัวเธอเองก็มีงานทำ แถมยังไม่มีลูกเต้า โดยหลักการแล้วเธอไม่ควรจะขัดสนเงินทองเลยสักนิด ฉันเคยได้ยินมาว่า มีบางพวกที่ถูกครอบงำจนยอมเป็นสายให้สายลับเพื่อจัดหาเงินทุน ฉันเกรงว่ากรณีของเขาอาจจะเป็นทำนองนั้นหรือเปล่าคะ?”
ในยุคสมัยนี้ หากมีเรื่องพัวพันกับคำว่า ‘สายลับ’ ย่อมถือเป็นเรื่องใหญ่โตที่ไม่มีใครกล้ามองข้าม
“นังเด็กเนรคุณ! แกกะจะฆ่าฉันให้ตายเลยใช่ไหม? ฉันเป็นพ่อแกนะ!”
ชีเจี้ยนกั๋วตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด หากไม่ถูกตำรวจกดตัวไว้ เขาคงพุ่งเข้าไปฆ่าเธอให้ตายคามือ
“ชีชี อย่าพูดพล่อยๆ นะ พ่อของแกจะเป็นสายลับไปได้ยังไง?”
เหมียวหงขวัญเสียไปโดยสมบูรณ์ ชีเจี้ยนกั๋วคือเสาหลักของบ้าน หากเขาถูกตราหน้าว่าเป็นสายลับ เธอเองก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมืออาญา
แต่ในสายตาของตำรวจ ท่าทางของหญิงชรามันช่างดูเหมือนคนที่มีชนักติดหลังและร้อนตัวยิ่งนัก
เขาจึงตวาดสั่งเสียงเด็ดขาด “คุมตัวไป!”
เหมียวหงโผเข้ากอดขาชีชีไว้แน่น “ชีชีเอ๊ย รีบบอกตำรวจไปสิลูก ว่าลูกพูดเล่น พ่อของลูกไม่ใช่สายลับหรอก เงินเราก็ไม่เอาแล้ว พวกเราจะไม่มากวนใจลูกอีกแล้ว!”
โดยไม่สนเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ ตำรวจกระชากตัวหญิงชราออกอย่างแรง ก่อนจะคุมตัวทั้งชีเจี้ยนกั๋วและเหมียวหงยัดเข้าไปในรถทันที