LNCrawler

บทที่ 88 กลลวงสะท้านฟ้า

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 88 กลลวงสะท้านฟ้า

        เนื่องจากชีชีเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้อง หญิงสาวจึงจำเป็นต้องไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอดส่องและให้ปากคำประกอบการสอบสวน

       ด้วยเหตุนี้ เธอจึงก้าวขึ้นรถติดตามไปด้วย

       เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ ชีชีได้ให้ข้อมูลทั้งหมดที่ตนสามารถสืบค้นได้

       ส่วนเรื่องที่เหมียวหงแอบพูดกับเธอเป็นการส่วนตัว ทั้งเรื่องที่ชีเจี้ยนกั๋วจงใจสลับตัวเธอกับชีหมิงเยว่ และเรื่องที่ชีหมิงเยว่เป็นลูกในไส้ของชีเจี้ยนกั๋วนั้น หญิงสาวกลับไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่คำเดียว

       ชีชีมั่นใจว่าขอเพียงตำรวจปรารถนาจะสืบหาความจริง ย่อมต้องขุดรากถอนโคนเรื่องนี้ออกมาได้เอง ไม่จำเป็นที่เธอต้องพูดให้มากความ

       ผู้ที่ทำหน้าที่สอบปากคำชีเจี้ยนกั๋วคือ ‘ต่งเย้า’ หัวหน้าหน่วยสืบสวนอาชญากรรม “สารภาพมาแต่โดยดีจะได้รับโทษสถานเบา หากขัดขืนจะถูกลงโทษสถานหนัก ผมหวังว่าคุณจะปรับทัศนคติและให้ความร่วมมือในการสอบสวน”

       กลิ่นอายความกดดันจากต่งเย้านั้นทรงพลังเกินไป จนชีเจี้ยนกั๋วถึงกับหดคอลงโดยไม่รู้ตัว

       “ลูกสาวคนโตของผม หมิงเยว่... ชีวิตเธอค่อนข้างลำบาก ที่บ้านเลยต้องคอยจุนเจืออยู่บ่อยๆ ส่วนยัยหนูชีชีนั่นหาเงินเก่ง ผมเลยคิดอยากให้เธอแบ่งเงินมาให้หมิงเยว่ใช้บ้าง คนครอบครัวเดียวกันก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ใช่หรือครับ?”

       “ตามที่เราสืบทราบมา เงื่อนไขความเป็นอยู่ของชีหมิงเยว่ไม่ได้แย่เลยสักนิด อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชีชีเสียด้วยซ้ำ”

       “หมิงเยว่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจิงมาตลอด มือเติบไปหน่อยเลยเก็บเงินไม่อยู่ ส่วนชีชีโตมาในชนบท เธอประหยัดจนชินแล้วครับ”

       “คุณส่งเงินให้ชีหมิงเยว่เดือนละห้าสิบหยวนสม่ำเสมอ แม้แต่ตอนที่ภรรยาคุณตกงานและคุณเหลือเงินเดือนเพียงสามสิบกว่าหยวน เงินก้อนนี้ก็ไม่เคยขาดสายเลยสักครั้ง”

       “ใช่ครับ... ผมสงสารลูกสาวตัวเอง มันผิดด้วยหรือ?”

       “ตอนชีชีแต่งงาน คุณไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอแม้แต่ชิ้นเดียวใช่ไหม? แต่พอชีหมิงเยว่ต้องไปชนบท กลับหอบหิ้วข้าวของเป็นพะเนินเกวียน แถมยังมีเงินสดติดตัวไปถึงสองร้อยหยวน นี่หรือคือสิ่งที่คุณเรียกว่าการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน?”

       “หมิงเยว่เป็นเด็กที่เราเลี้ยงดูมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ความผูกพันย่อมลึกซึ้งกว่า มันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลกตรงไหนนี่นา”

       “ในเมื่อคุณไม่มีความผูกพันกับชีชี แล้วจะไปตามหาเธอให้กลับมาทำไม? เพียงเพื่อจะให้เธอมาช่วยคุณเลี้ยงดูชีหมิงเยว่อย่างนั้นหรือ?”

       “ผมยอมรับว่าผมลำเอียงรักหมิงเยว่มากกว่า แต่พ่อแม่คนไหนบ้างไม่ลำเอียง? พ่อแม่คนไหนบ้างจะไม่ชอบเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและรู้ความ?”

       “คุณจะลำเอียงหรือไม่เราไม่สนใจ แต่ตอนนี้อยากถามคุณว่า เงินพวกนั้นหายไปไหนหมด?”

       “ก็ให้หมิงเยว่ไปหมดแล้วไงครับ มีใบโอนเงินเป็นหลักฐาน พวกคุณไปตรวจสอบดูได้เลย”

       “แล้วคุณรู้ไหมว่าชีหมิงเยว่เอาเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปทำอะไร?”

       “จะทำอะไรได้ล่ะครับ? ก็คงเอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ครีมเสวี่ยฮวาเกาอะไรพวกนั้น ผู้หญิงคนไหนบ้างจะไม่รักสวยรักงาม?”

       “ซื้อเสื้อผ้าอะไรกันถึงต้องใช้เงินตั้งเดือนละห้าสิบหยวน?”

       ชีเจี้ยนกั๋วถึงกับอึกอักพูดไม่ออก อันที่จริงเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดชีหมิงเยว่ถึงต้องการเงินมากมายขนาดนั้น

       “ผมขอเตือนคุณนะ ทางที่ดีควรสารภาพออกมาตามตรง มิฉะนั้น ทั้งคุณและชีหมิงเยว่จะไม่มีจุดจบที่ดีแน่”

       “ผมพูดความจริงทุกคำ ไม่เชื่อพวกคุณก็ไปสืบดูสิ”

       “ตกลง เราจะเบิกตัวชีหมิงเยว่มาสอบปากคำทันที”

       “อย่าเลยครับ! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหมิงเยว่ เงินนั่นผมเป็นคนให้เอง มีอะไรก็มาลงที่ผมเถอะ”

       “ชีเจี้ยนกั๋ว เราสงสัยว่าชีหมิงเยว่เป็นสายลับให้ศัตรู และคุณคือผู้สมรู้ร่วมคิด คุณจะรับสารภาพไหม?”

       “ไม่ใช่! ไม่ใช่แน่นอน พวกเราไม่ใช่สายลับนะครับ!”

       “เราจะแจ้งไปยังหน่วยงานของคุณเพื่อทำการตรวจสอบโดยละเอียด”

       “อย่าทำอย่างนั้นเลยครับ หมิงเยว่เพิ่งจะได้งานใหม่ ถ้าพวกคุณไปตรวจสอบแบบนี้ งานของเธอคงรักษาไว้ไม่ได้แน่”

       “เหอะ ยังคิดจะรักษางานไว้อีกหรือ? ถ้ายังพูดจาไม่รู้เรื่องแบบนี้ พวกคุณทั้งคู่ก็เตรียมตัวนอนในห้องขังต่อไปเถอะ”

       “รายงานครับ!”

       “เข้ามา”

       ประตูห้องสอบสวนถูกผลักเปิดออก นายตำรวจหนุ่มนายหนึ่งเดินเข้ามา “รายงานครับหัวหน้า ข้อมูลของชีหมิงเยว่ถูกส่งมาแล้วครับ ผู้หญิงคนนี้มีพิรุธมาก ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเธอซับซ้อนอย่างยิ่ง เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยว่าเธอจงใจบ่อนทำลายข้าราชการและมวลชน”

       “เป็นไปไม่ได้ หมิงเยว่ของผมแค่รักสนุกเกินไปหน่อย เธอไม่ใช่สายลับจริงๆ นะครับ”

       คราวนี้ชีเจี้ยนกั๋วหวาดกลัวจนตัวสั่นของจริง หากความผิดฐานเป็นสายลับของชีหมิงเยว่ถูกตัดสินว่าจริง ครอบครัวของเขาก็เป็นอันพินาศสิ้น

       “ทางเลือกเดียวของคุณตอนนี้คือพูดความจริง การดึงดันขัดขืนไปก็ไม่มีผลดีอะไรหรอก”

       ท่าทีแข็งกร้าวของต่งเย้าทำให้หัวใจของชีเจี้ยนกั๋วสั่นระรัวด้วยความหวาดผวา

       “ผมยอมพูดแล้ว... หมิงเยว่คือลูกสาวแท้ๆ ของผม เธอเกิดจากผมกับเหมียวกุ้ยหลานครับ”

       ชีเจี้ยนกั๋วกัดฟันตัดสินใจ ยอมทำลายตัวเองดีกว่าจะปล่อยให้ชีหมิงเยว่ต้องพังพินาศ

       มิฉะนั้น เขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า ‘เอ้อร์เป่า’ อีกตลอดกาล

       “เหมียวกุ้ยหลานคือใคร?”

       “พนักงานบัญชีของโรงงานรีดเหล็กครับ”

       “เล่ามาให้ละเอียด ว่าเรื่องระหว่างคุณกับเธอเป็นมายังไง?”

       “ผมกับกุ้ยหลานโตมาด้วยกัน ผมหลงรักเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่แม่ของเธออยากให้แต่งงานกับคนรวย เลยดูถูกคนอย่างผม”

       “พวกคุณเลยแอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกันงั้นหรือ?”

       “ไม่ใช่ครับ... พวกเราตั้งใจจะ ‘หุงข้าวสารให้เป็นข้าวสุก’ เพื่อกดดันให้แม่ของเธอยอมตกลง แต่แม่ของเธอนอกจากจะปิดข่าวเรื่องนี้เงียบสนิทแล้ว ยังข่มขู่ผมว่าถ้ากล้าพูดออกไป เธอจะฆ่าตัวตายต่อหน้าผมทันที”

       “แล้วยังไงต่อ?”

       “ต่อมา มีครั้งหนึ่งผมดื่มเหล้าจนเมามาย ไม่รู้ว่าทำไมถึงไปนอนกับเหมียวหงได้ คนในโรงงานเห็นกันเพียบ ผมไม่มีทางเลือกเลยต้องแต่งงานกับเธอ แต่หลังจากแต่งงานได้เพียงเดือนเดียว เหมียวกุ้ยหลานก็มาหาผมและบอกว่าเธอตั้งท้อง เป็นลูกของผม… ตอนนั้นผมดีใจจนมึนงงไปหมด เลยส่งเธอไปอยู่ที่ชนบทเพื่อแอบคลอดเด็กคนนี้ออกมาเงียบๆ

       ทว่าเวลาผ่านไปไม่นาน เหมียวหงก็ตั้งท้องเช่นกัน มันช่างประจวบเหมาะที่ทั้งคู่คลอดลูกในวันเดียวกัน ผมเลยเกิดความเห็นแก่ตัว สลับตัวเอาหมิงเยว่มาเลี้ยงไว้เอง ส่วนชีชีก็ส่งไปให้คนในหมู่บ้านเลี้ยงดู”

       “แล้วทำไมจู่ๆ ถึงไปตามหาชีชีกลับมาอีกล่ะ?”

       “หลานชายสติไม่ดีของผู้อำนวยการโรงงานถึงวัยต้องหาคู่ครอง ตอนนั้นผมอยากเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก เลยกะจะเอาตัวชีชีกลับมาแต่งงานกับเขา แต่ผมช้าไปก้าวหนึ่ง ตอนที่พาชีชีกลับมา เธอได้หมั้นหมายกับคนอื่นไปเสียแล้ว”

       “คุณก็เลยไม่ชอบหน้าชีชี?”

       “ใช่ครับ ผมไม่ได้รักเหมียวหง ลูกที่เกิดจากเหมียวหงผมก็ไม่เอ็นดูทั้งนั้น”

       “ทีนี้พูดเรื่องเงินมา”

       “หลังจากเหมียวกุ้ยหลานแต่งงานกับรองนายกเทศมนตรีหลิน เธอไม่ท้องมาหลายปี เธอสงสัยว่าสามีตัวเองจะไม่มีน้ำยา เลยมาหาผมเพื่อ ‘ขอยืมเชื้อ’ จนเราได้มีเอ้อร์เป่าด้วยกัน เหมียวกุ้ยหลานรู้สึกผิดต่อหมิงเยว่มาตลอด เลยสั่งให้ผมส่งเงินให้หมิงเยว่เดือนละห้าสิบหยวน มิฉะนั้นเธอจะไม่ยอมให้ผมเจอหน้าลูกชาย ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ เหมียวหงมีลูกอีกไม่ได้แล้ว เอ้อร์เป่าคือลูกชายคนเดียวของผม ผมจะทำยังไงได้ล่ะครับ?”

       เรื่องนี้พัวพันไปถึงรองนายกเทศมนตรีหลิน ทำให้ต่งเย้ามีสีหน้าลำบากใจ

       แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเรื่องสายลับ อย่างไรเสียก็ต้องสืบสวนให้ถึงที่สุด

       ด้วยเหตุนี้เหมียวกุ้ยหลานจึงถูกเชิญตัวมาที่สถานีตำรวจ เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่อหน้าชีเจี้ยนกั๋ว

       “สหายเหมียวกุ้ยหลาน ชีเจี้ยนกั๋วกล่าวว่าชีหมิงเยว่คือลูกของคุณกับเขา...”

       “ไม่ใช่ค่ะ ฉันมีลูกแค่คนเดียว ชื่อหลินกั๋วชิ่ง”

       ยังไม่ทันที่ต่งเย้าจะพูดจบ เหมียวกุ้ยหลานก็ชิงขัดจังหวะขึ้นมาทันที

       เหมียวกุ้ยหลานสวมชุดเลนินชุดใหม่เอี่ยม ผมสั้นเสมอหูถูกหวีจนเรียบกริบ วางมาดภริยารองนายกเทศมนตรีได้อย่างไร้ที่ติ

       ต่งเย้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแข็งใจถามต่อ “หลินกั๋วชิ่ง มีชื่อเล่นว่าเอ้อร์เป่าใช่ไหม?”

       “ใช่ค่ะ”

       “ชีเจี้ยนกั๋วอ้างว่าเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของเขาด้วย”

       “เขาเหลวไหล! ฉันยอมรับว่ารู้จักชีเจี้ยนกั๋ว ตอนเด็กๆ บ้านเราอยู่ติดกัน และเคยทำงานที่โรงงานรีดเหล็กเหมือนกัน แต่ฉันกับเขาไม่สนิทกัน และยิ่งไม่มีทางจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบนั้นแน่นอน”

       “คุณมีหลักฐานยืนยันไหมว่าเด็กทั้งสองคนไม่ใช่ลูกของเขา?”

       “ตรวจเลือดสิคะ” ตั้งแต่ก้าวเข้ามา เหมียวกุ้ยหลานไม่แม้แต่จะปรายตามองชีเจี้ยนกั๋วเลยสักนิด “ฉันขอย้ำอีกครั้ง ฉันมีลูกชายเพียงคนเดียว ชื่อหลินกั๋วชิ่ง”

       ชีเจี้ยนกั๋วนั่งก้มหน้านิ่งเงียบไม่ปริปาก เขาคิดว่าเหมียวกุ้ยหลานคงจะโกรธที่เขาผิดสัญญาที่เคยให้ไว้

       กลุ่มคนพากันเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจกรุ๊ปเลือด

       ผลปรากฏว่า เหมียวกุ้ยหลานมีเลือดกรุ๊ป A ส่วนหลินกั๋วชิ่งมีเลือดกรุ๊ป B

       ขณะที่ชีเจี้ยนกั๋วมีเลือดกรุ๊ป O

       แม้ในยุคสมัยนี้จะยังไม่มีการตรวจดีเอ็นเออย่างละเอียด แต่ก็ยืนยันได้ชัดเจนว่าหลินกั๋วชิ่งไม่ใช่ลูกของชีเจี้ยนกั๋วแน่นอน

       ในเวลาเดียวกัน ผลตรวจเลือดของชีหมิงเยว่ก็ถูกส่งมาจากฮั่นเฉิง พบว่าเธอมีเลือดกรุ๊ป AB

       เห็นได้ชัดว่า เด็กทั้งสองคนไม่ใช่สายเลือดของชีเจี้ยนกั๋วเลยแม้แต่คนเดียว

       ชีเจี้ยนกั๋วถึงกับสติหลุดทลายลงตรงนั้น “กุ้ยหลาน... หลายปีมานี้ผมทุ่มเทให้คุณทั้งกายทั้งใจ ทำไมคุณถึงทำแบบนี้? คุณหลอกผมได้ลงคอเชียวหรือ?”

       “คุณพูดจาเพ้อเจ้ออะไร? เห็นแก่ที่เป็นความผิดครั้งแรก ฉันจะไม่ถือสาหาความ แต่ถ้ายังขืนวุ่นวายอีก ฉันจะฟ้องคุณฐานหมิ่นประมาทและกุเรื่องเท็จ”

       “ฮ่าๆๆๆ ฟ้องผมงั้นหรือ? ฮ่าๆๆๆ ฟ้องเลยสิ! ฮ่าๆๆๆ”

       ชีเจี้ยนกั๋วรู้สึกหน้ามืดตามัวจนโลกหมุนคว้าง เขาทรุดตัวนั่งลงบนพื้นอย่างหมดรูป แววตาที่เคยมีความหวังพลันดับวูบลงไปจนหมดสิ้น