LNCrawler

บทที่ 8 ดีล่ะ ในเมื่อรนหาที่เอง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 8 ดีล่ะ ในเมื่อรนหาที่เอง

        ชีชีนึกรังเกียจทั้งสายตาและท่าทางของอีกฝ่ายนัก “คุณเป็นใคร? มีธุระอะไรกับฉันหรือคะ?”

       “ฉันชื่อหลินเสี่ยวหรู อยู่คณะศิลปกรรมทหาร เป็น ‘สหายร่วมรบที่ดี’ ของลู่เหย่ค่ะ”

       หลินเสี่ยวหรูจงใจเน้นคำว่า ‘สหายร่วมรบที่ดี’ หนักเป็นพิเศษ

       “อย่างนั้นเหรอคะ? ไว้ถ้าว่างก็เชิญไปนั่งเล่นที่บ้านได้นะ พอดีฉันต้องไปซื้อของมาจัดเรือนหอต่อ คงคุยด้วยไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”

       ชีชีเองก็จงใจเน้นคำว่า ‘จัดเรือนหอ’ ให้ดังฟังชัดเช่นกัน

       ในใจพลางลอบแค่นยิ้ม ยัยยอดหฤทัยนี่มันยังไงกัน? คิดจะมางัดกับเธอเรอะ ยังอ่อนหัดไปหน่อยนะแม่คุณ

       เธอไม่สนว่าใบหน้าของหลินเสี่ยวหรูจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเพียงใด ชีชีฮัมเพลงเบาๆ พลางเดินทอดน่องออกไปอย่างไม่ยี่หระ

       “ติ๊ง! ตรวจพบ ‘ระบบช่วงชิงวาสนา’ ในตัวหลินเสี่ยวหรู ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       ‘หืม... ยัยดอกบัวขาวนี่ร้ายไม่เบาเลยแฮะ ถึงขั้นอาศัยการยืมโชคจากคนอื่นมาเสริมบารมีตัวเอง ดูท่าจะไม่ใช่คนดีแน่ๆ เอาสิ ต้องเอาอยู่แล้ว!’

       “ติ๊ง! เริ่มต้นกระบวนการช่วงชิงระบบช่วงชิงวาสนา โฮสต์จำเป็นต้องขัดขวางพฤติกรรมการยืมโชคของหลินเสี่ยวหรูให้ครบ 3 ครั้ง ไม่จำกัดระยะเวลา”

       ‘เอ่อ... ก็คือให้ไปป่วนว่างั้นเถอะ งานถนัดเลยล่ะ ถูกใจเจ๊เหลือเกิน!’

       ชีชีรู้สึกร่าเริงขึ้นมาทันที ความขุ่นมัวในใจสลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ฝีเท้าที่ก้าวเดินดูเบาสบายขึ้นกว่าเดิมมาก

       ‘เปิดเกมมาก็ชนะขาดเลย พอไม่มีระบบช่วงชิงวาสนาแล้ว ดูซิว่าหล่อนจะเอาอะไรมาสู้กับฉัน?

       คิดจะแย่งผู้ชายของฉันเหรอ เหอะ ต่อให้ฉันไม่เอา ฉันก็ไม่ยกให้หล่อนหรอก’

       ชีชีกำลังอารมณ์ดี แต่แล้วก็ชะงักเท้าลง ‘ระบบ ระบบ... ถ้าฉันแย่งระบบของหล่อนมา ฉันก็จะมีสองระบบสิ แล้วฉันต้องฟังคำสั่งใครล่ะ?’

       “ติ๊ง! จะไม่มีสองระบบค่ะ พื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณจากภารกิจช่วงชิงครั้งแรกถือเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ ส่วนระบบที่ถูกช่วงชิงหลังจากนี้จะเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อให้ระบบหลักอัปเกรดตัวเอง”

       ‘นี่ยังเทพไม่พออีกเหรอ ต้องอัปเกรดอีก?’

       “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ”

       ‘โอเค ฉันยอมแล้ว’

       ชีชีอารมณ์ดีเดินไปสอบถามทหารยาม จึงได้รู้ว่าหากจะซื้อของต้องเข้าไปในตัวเมือง ซึ่งถ้าขับรถไปก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง

       เธอก้มมองเท้าคู่นี้ของตัวเองแล้วก็ไม่มีความกล้าพอจะเดินไปจริงๆ

       ในใจคิดว่าต้องซื้อจักรยานสักคัน ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าคงเดินจนขาถ่างแน่

       ทหารยามเห็นชีชีทำท่าลำบากใจจึงรีบเสนอแนะ “พี่สะใภ้ รอรถขนส่งของหน่วยผ่านมาสิครับ เดี๋ยวฝากเขาไปลงในเมืองได้”

       นัยน์ตาของชีชีเป็นประกายขึ้นมาทันที “ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอคะ?”

       “ได้แน่นอนครับ เดี๋ยวผมช่วยดูให้ ถ้ารถมาผมจะโบกให้เอง”

       “สหายท่านนี้ ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ”

       ชีชีหยิบลูกอมออกมาอีกหนึ่งกำมือใส่มือเขา

       “พี่สะใภ้ ไม่ต้องหรอกครับ มันเยอะไป”

       “ให้ก็รับไว้เถอะค่ะ ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ วันข้างหน้าคงมีเรื่องต้องรบกวนคุณอีกเยอะ”

       “พี่สะใภ้ มีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยครับ อะไรที่ช่วยได้ผมช่วยเต็มที่แน่นอน”

       “ตกลงค่ะ ฉันจะไม่เกรงใจคุณอย่างแน่นอน”

       ขณะที่ทั้งคู่คุยกัน รถขนส่งของหน่วยก็แล่นมาพอดี ด้วยความช่วยเหลือของสหายทหารยาม ชีชีจึงได้ติดรถเข้าเมืองไปอย่างราบรื่น

       สหกรณ์รัฐในตัวเมืองไม่ใหญ่นัก เทียบกับที่เมืองจิงไม่ได้เลย

       โชคดีที่ของใช้ค่อนข้างครบถ้วน ทั้งของกินของใช้พื้นฐานมีหมด เพียงแต่ประเภทของสินค้าอาจจะมีให้เลือกไม่มากนัก

       “สหายคะ ฉันอยากซื้อเครื่องเรือนค่ะ”

       “ต้องการอะไรบ้างคะ?” พนักงานที่นี่ดูมีไมตรีจิตมากกว่าที่เมืองจิง “คุณเป็นภรรยาของนายทหารที่เพิ่งมาใหม่ใช่ไหมคะ?”

       “ใช่ค่ะ เพิ่งมาถึงวันนี้เอง ในบ้านยังไม่มีอะไรเลย”

       “ตามสามีมาอยู่กองทัพถือเป็นเกียรติค่ะ อยากได้อะไรบอกฉันได้เลย”

       “คุณใจดีจังเลยค่ะ” ชีชีส่งลูกอมให้เธอหนึ่งกำมือ “ของที่ฉันต้องการมีค่อนข้างเยอะนะคะ”

       “ตายจริง เกรงใจจังเลย” พนักงานปากก็ปฏิเสธ แต่ขยับมือเก็บลูกอมลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว “ว่ามาเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจดไว้ก่อน”

       “ฉันต้องการเตียงคู่หนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่หนึ่งตู้ โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้ห้าลิ้นชัก หีบไม้การบูรสองใบ ตู้กับข้าว โต๊ะกินข้าว แล้วก็เก้าอี้อีกสี่ตัวค่ะ”

       “ได้ค่ะ มีอย่างอื่นอีกไหม?”

       “มีค่ะ เอาหม้อเหล็ก จานสี่ใบ ชามสี่ใบ กระติกน้ำร้อนสองใบ กะละมังเคลือบสี่ใบ แก้วน้ำ...”

       ชีชีร่ายรายการของทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในบ้านออกมาแทบทั้งหมด

       “สหายคะ ที่นี่มีจักรยาน นาฬิกาข้อมือ แล้วก็จักรเย็บผ้าไหมคะ?”

       “มีค่ะ มีครบเลย แต่ต้องใช้ตั๋วซื้อนะคะ”

       “ตกลงค่ะ เดี๋ยวขอคำนวณราคาทั้งหมดให้ก่อนนะคะ... ทั้งหมดเก้าร้อยยี่สิบแปดหยวนนะคะ”

       ชีชีจ่ายเงินและตั๋วอย่างคล่องแคล่ว “สหายคะ นอกจากจักรยานนี้ ของที่เหลือช่วยไปส่งที่เขตบ้านพักทหารให้หน่อยได้ไหมคะ?”

       “ได้แน่นอนค่ะ แต่ต้องรอสักครู่นะคะ”

       “ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่ส่งถึงก่อนมืดก็พอ”

       นอกจากของจิปาถะพวกนี้แล้ว ชีชียังซื้อตะกร้าสานสองใบผูกติดไว้ที่เบาะหลังจักรยาน

       “สหาย งั้นฉันกลับไปรอที่บ้านก่อนนะคะ”

       “กลับเถอะค่ะ วันนี้ส่งถึงบ้านแน่นอน”

       คนในยุคนี้ส่วนใหญ่ยังซื่อสัตย์ไร้เล่ห์เหลี่ยม ชีชีจึงไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะเบี้ยว

       หญิงสาวปั่นจักรยานคันใหม่กลับบ้านอย่างสบายอารมณ์

       แน่นอนว่าซื้อตะกร้ามาแล้วจะปล่อยให้ว่างเปล่าได้อย่างไร ในนั้นถูกเธอเติมจนเต็มด้วยข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และผักต่างๆ

       ซึ่งแน่นอนว่า... ของพวกนี้เธอหยิบออกมาจากพื้นที่มิติทั้งสิ้น

       อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด เพราะเงินที่ลู่เหย่ให้มาถูกใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง

       หลังจากนี้คงต้องเริ่มคิดหาทางทำเงินเสียแล้ว

       ยังไม่ทันมืด ช่วงบ่ายแก่ๆ ของก็มาส่งถึงที่ ขนมาเต็มรถเข็นวัวถึงสามคัน

       คนส่งของเห็นว่าที่บ้าน มีชีชีอยู่คนเดียว ก็ช่วยขนของลงจากรถอย่างกระตือรือร้น แถมยังช่วยจัดวางเครื่องเรือนตามตำแหน่งที่เธอต้องการจนเรียบร้อย

       การที่ชีชีซื้อของเข้าบ้านมากมายขนาดนี้ ทำให้บรรดาพี่สะใภ้ในเขตบ้านพักต่างพากันมามุงดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ

       “แม่หนูบ้านรองผู้บังคับกองพันลู่ใจถึงจริงๆ นะเนี่ย ซื้อของครบชุดเชียว”

       “นั่นสิ ดูนั่นสิ มีทั้งจักรเย็บผ้ากับจักรยานด้วยนะ”

       “เห็นชัดเลยว่ารองผู้บังคับกองพันลู่ทั้งรักทั้งหลงคุณจริงๆ คุณนี่วาสนาดีจริงๆ เลยนะ”

       ชีชีโปรยยิ้มทักทายทุกคนอย่างทั่วถึง พร้อมกับแจกลูกอมให้คนละกำมือ “ในบ้านยังรกอยู่เลยคงไม่สะดวกจะเชิญพี่สะใภ้ทั้งหลายเข้าไปนั่ง เอาไว้ลู่เหย่กลับมาเมื่อไร ฉันจะเชิญทุกคนมาทานข้าวด้วยกันนะคะ”

       “ได้เลยจ้ะ ไม่ต้องเกรงใจ”

       “วันข้างหน้ามีอะไรก็บอกกันนะ อยู่บ้านพักเดียวกันต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”

       “ขอบคุณค่ะ คงต้องรบกวนพี่สะใภ้ทุกคนแน่นอนค่ะ”

       หลังจากส่งพวกพี่สะใภ้ที่แสนจะกระตือรือร้นเหล่านั้นกลับไปแล้ว ชีชีจึงเริ่มจัดของให้เข้าที่

       ผ้าห่มและที่นอนเธอหยิบออกมาจากพื้นที่ในมิติทั้งหมด ในเมื่อซื้อของมาตั้งมากมายขนาดนี้ ใครจะไปรู้ว่าเธอซื้ออะไรมาบ้าง

       กระเป๋าหนังของลู่เหย่วางอยู่ข้างประตู ชีชีนำเสื้อผ้าของเขาออกมา ใช้เตารีดไฟฟ้าในมิติรีดจนเรียบกริบ แล้วแขวนเข้าตู้เสื้อผ้าทีละตัวอย่างเป็นระเบียบ

       ส่วนตัวเธอเองมีเสื้อผ้าแค่ชุดที่ใส่อยู่ชุดเดียว จึงเข้าไปเลือกผ้าสีเขียวทหารในมิติ เตรียมจะตัดชุดให้ตัวเองสักสองสามชุด

       ที่ชีชีกล้าเลือกสีนี้ เพราะเห็นว่าที่สหกรณ์รัฐมีขาย มิเช่นนั้นเธอคงไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด

       เพราะลู่เหย่รู้ดีว่าชีชีหอบหิ้วอะไรมาบ้าง ของทุกอย่างที่โผล่มาให้เห็นชัดเจนในบ้าน จึงต้องมีที่มาที่ไปเสมอ

       เมื่อจัดการห้องนอนเสร็จ ก็ไปจัดการห้องครัวต่อ

       เธอเช็ดทำความสะอาดตู้กับข้าว แล้วนำจานชามที่ซื้อมาใหม่จัดวางลงไป

       สิ่งเดียวที่ทำให้เธอหนักใจคือหม้อเหล็กใบใหญ่ ที่ต้องใช้ดินทรายพอกไว้เพื่อให้เวลาจุดไฟควันจะได้ไม่รั่วออกมา

       ขณะที่เธอกำลังทำอะไรไม่ถูก เฉียงจื่อก็มาหาพอดี

       “พี่สะใภ้ ผมเอาข้าวจากโรงอาหารมาให้ครับ รีบทานเถอะ”

       “เฉียงจื่อ ขอบคุณมากนะจ๊ะ”

       “พี่สะใภ้ เกรงใจทำไมกันครับ รองผู้บังคับกองพันลู่อยู่ไม่อยู่ ทุกคนก็ต้องช่วยดูแลกันอยู่แล้ว”

       ชีชีเองก็ไม่ปฏิเสธไมตรี “งั้นพอจะรู้ไหมว่าใครพอจะติดตั้งหม้อเหล็กเป็นบ้าง?”

       “เรื่องนี้เองเหรอครับ ผมทำเป็นนะ!” พูดจบเขาก็ถกแขนเสื้อขึ้นทันที “พี่สะใภ้ทานข้าวไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้แป๊บเดียว”

       “ได้จ้ะ ไว้ลู่เหย่กลับมา พวกเธอต้องมาทานข้าวที่บ้านนะ”

       “ขอบคุณครับพี่สะใภ้”

       เฉียงจื่อทำงานว่องไวมาก ไม่นานนักก็จัดการเรียบร้อย “พี่สะใภ้ วันนี้อย่าเพิ่งใช้งานเตาไฟนะครับ รอให้ดินมันแห้งสนิทก่อน ไม่อย่างนั้นมันจะแตกเอาได้”

       “จ้ะ เข้าใจแล้ว”

       “แหม... พอลู่เหย่ไม่อยู่บ้าน ก็รีบอ่อยผู้ชายอื่นเชียวนะ ไม่กลัวโดนจับไปประจานกลางถนนบ้างหรือ?”

       ชีชีได้ยินเสียงนั้นก็หันขวับไปทันที แล้วก็ได้เห็นหลินเสี่ยวหรูยืนพิงประตูรั้วบ้านเธออยู่ หล่อนจ้องมองมาด้วยสายตาค่อนแคะและน้ำเสียงกระแนะกระแหน

       ชีชีขบกรามแน่นพลางนึกในใจ ‘ยัยผู้หญิงคนนี้... อยากตายนักใช่ไหม?’